Pages

Long Live The king

Long Live The king

October 05, 2012

ลูกเดือย สรรพคุณหลากหลาย

หลายคนคงรู้จักลูกเดือยที่มีหน้าตาเป็นเม็ดเล็ก ๆ กลม ๆ แต่ถึงแม้ว่าจะมีขนาดเล็ก แต่ลูกเดือยกลับให้คุณประโยชน์มากมาย   


ที่มารูปภาพ http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/136173.jpg
          ไม่ว่าจะมีฤทธิ์เป็นยาเย็นช่วยบำรุงกำลัง บำรุงปอด ม้าม ตับ ขับปัสสาวะ หล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้ปัญหาทางเดินหายใจ ไขข้อกระดูก เหน็บชา แก้ร้อนในกระหายน้ำ และยังช่วยลดการเกิดมะเร็ง เพราะมีสารคอกซีโนไลด์ (Coxenolide) ซึ่งมีสรรพคุณในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก 
            ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ลูกเดือยนั้นมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะฟอสฟอรัสซึ่งมีสรรพคุณช่วยบำรุงกระดูกมีอยู่ในปริมาณสูง และวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย 
            ด้วย สรรพคุณที่หลากหลาย และคุณประโยชน์ที่มากมายเกินขนาดเล็ก ๆ นั้นทำให้ชาวจีนต่างยกย่องลูกเดือยว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกชนิดหนึ่ง


ขอบคุณ http://www.sahavicha.com/?name=blog&file=readblog&id=7406

กินกล้วยทุกวันจึงลดอาการโรคความดันสูง

ในกล้วยมีโปแตสเซี่ยมถึง422มิลลิกรัมต่อลูกพอที่จะลดเกลือโซเดียมลงได้   

กินกล้วยทุกวัน ลดอาการโรคความดันสูง?
โรคความดันสูงเพิ่มขึ้นพร้อมกับโรคหัวใจซึ่งกลายเป็นอันดับหนึ่งไปแล้ว หมอบอกว่าต้องกินยาไปตลอดชีวิต แม้กระนั้นยาก็อาจจะเอาไม่อยู่ จึงน่าสงสัยว่า เมืองไทยมีของดีป้องกันโรคความดันสูงเหลือเฟือ แต่คนกลับไม่เชื่อคือการกินกล้วยทุกวัน เพราะในกล้วยมีโปแตสเซี่ยมถึง422มิลลิกรัมต่อลูกพอที่จะลดเกลือโซเดียมลงได้
นอกจากนี้กล้วยยังสามารถป้องกันโรคดังต่อไปนี้ได้
-โรคซึมเศร้า เหตุผลก็คือกล้วยมีส่วนประกอบของทริปโตแฟน (Tryptophan) โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายของเราจะเปลี่ยนให้เป็น เซโรโทนิน (Serotonin) ที่รู้จักกันดีว่าจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น
-โรคโลหิตจาง กล้วยมีธาตุเหล็กอยู่มาก สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยรักษาอาการโลหิตจางได้ โรคเกี่ยวกับความดันโลหิต กล้วยมีโปแตสเซียมสูงมากในขณะที่มีเกลือต่ำ จึงช่วยปรับความดันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
-ท้องเสีย กล้วยดิบมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย สารสำคัญคือแทนนิน มีฤทธิ์แก้อาการท้องเสีย
-ท้องผูก กล้วยมีไฟเบอร์สูงช่วยให้ลำไส้ใหญ่ของเรากลับมาทำงานได้เป็นปกติโดยไม่ต้องพึ่งพาพวกยาถ่ายต่างๆ อีกต่อไป
--แก้อาการเมาค้าง หนึ่งในวิธีรักษาอาการแฮงค์ให้เร็วที่สุดก็คือการกินน้ำกล้วยปั่น หรือ Banana Milkshake ผสมน้ำผึ้ง กล้วยช่วยให้กระเพาะอาหารกลับมาอยู่ในสภาพปกติ น้ำผึ้งช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และนมจะช่วยเพิ่มน้ำให้แก่ร่างกาย
-ระบบประสาท กล้วยมีวิตามินบีสูง ช่วยในการทำงานของระบบประสาท และช่วยเรื่องน้ำหนักเกินเพราะความเครียดจากการงาน
-ช่วยเลิกสูบบุหรี่ กล้วยยังสามารถช่วยคนที่ต้องการเลิกบุหรี่ได้ด้วย กล้วยมีวิตามินบี 6 และ บี12 รวมไปถึงโปแตสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยในการฟื้นฟูร่างกายจากผลของการเลิกนิโคติน
-ดีต่อโรคหัวใจ เพราะนอกจากจะมีโปแตสเซี่ยมสูงแล้วยังมีสาร “เพกติน” ซึ่งเป็นเส้นใยชนิดที่ละลายน้ำมีผลดีต่อสุขภาพของหัวใจ
แหล่งที่มาของข้อมูล

ลดความดันโลหิตสูง


      ความดันโลหิตสูง   เป็นอาการในเลือดที่ไหลเวียนในร่างกายมีแรงดันสูงขึ้นและดันผนังเลือดมากกว่าผิดปกติ  สาเหตุเกิดจากเส้นเลือดตีบหรือผนังหนาขึ้น  ทำให้หัวใจต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อส่งแรงไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย  การเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตการกินอาหารไขมันต่ำ  ควบคุมน้ำหนักตัว  ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และผักผ่อนเพียงพอ  ลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้
วิตามิน
                วิตามินบี  3  ลดความดันโลหิต
                วิตามินซี    ลดความดันโลหิต
                วิตามินดี    ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม
                วิตามินอี    ลดการเกาะตัวของไขมันในผนังหลอดเลือด
เกลือแร่
แคลเซียม             ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต
                แมกนีเซียม         ขยายหลอดเลือด  ทำให้ความดันโลหิตลดจาง
                โพแทสเซียม       กำจัดโซเดียมส่วนเกินออกนอกร่างกาย
                ซีลีเนียม               เสริมการทำงานวิตามินอี
สารอาหารอื่น
โอเมก้า  3     น้ำมันปลาช่วยทำให้ผนังหลอดเลือดไม่หนาตัว
โอเมก้า 6      น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส  ลดความดันโลหิต
โคเอนไซม์คิวเท็น   ช่วยเสริมการทำงานของหัวใจ
ไบโอฟลาโวนอยด์   เสริมการทำงานวิตามินซี
กระเทียม   เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต  และลดความดันโลหิต
แป๊ะก๊วย   เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงสมอง
อาหารที่ควรเลือก
·       ปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
·       ผักผลไม้สด
·       ข้าวโอ๊ต
·       หอมและกระเทียม
·       ผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ
·       ขิง
·       ขึ้นฉ่าย
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง      อาหารสำเร็จรูปและอาหารรสเค็ม  จะเพิ่มความดันโลหิต

ขอบคุณ http://www.goface.in.th/article-926/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87.html

October 04, 2012

ควรรู้อะไรบ้าง ถ้าจะหมั้นกับใครสักคน


ควรรู้อะไรบ้าง ถ้าจะหมั้นกับใครสักคน แปลกใจนิดหน่อย
เมอร์ลิน ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐ

เมื่อเหลือบไปเห็นข้อมูลจากหน้าวิทยาการแจ้งว่า
นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยยอร์กสำรวจความคิดเห็นของชาย-หญิง จำนวนกว่า 1 หมื่นคน
ตามชาติต่างๆ
พบว่าทั้งบุรุษและสตรียุคปัจจุบันต่างเปลี่ยนความเห็นในเรื่องของการเลือกคู่ครองไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

หัวหน้าคณะนักสำรวจกล่าวว่า แต่ก่อนผู้หญิงมักหมายตาผู้ชาย
(ที่หล่อนหวังคว้ามาเป็นแฟน) กันที่ความร่ำรวย หรือพูดง่ายๆ
ผู้หญิงจะมองหาแฟนด้วยการให้ความสำคัญไปที่เรื่องของฐานะทางการเงินเป็นสำคัญ
เพื่อจะได้ลงทุนกับการศึกษาของลูกได้อย่างเต็มที่ ทว่าสิ่งที่พบใหม่
ปรากฏว่าสาวๆต่างเปลี่ยนความคิดตรงนี้ไปแล้ว โดย
หันมาให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาของบุรุษมากขึ้น
โดยเฉพาะในอังกฤษหรือกลุ่มชาติสแกนดิเนเวีย โอ้มายก็อด แสดงว่า
ถ้าหนุ่มคนไหนหน้าตาดีก็จะมีสาวๆตอมกันตรึมละสิ (แต่เชื่อดิ
ผู้หญิงที่อยากได้แฟนรวยก็ยังมี เพราะผู้ชายเอง บางคนก็อยากมีแฟนรวย
ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดงี้นะ)

เอาเล่าต่อ...ด้านฝ่ายชายก็หันไปให้ความสำคัญกับคุณสมบัติทางด้านสติปัญญาของผู้หญิง
ยิ่งกว่า ส่วนโค้งส่วนเว้า หรือเสน่ห์ ปลายจวักกันมากขึ้น
เห็นมะ...หนุ่มๆสมัยนี้ถ้าจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่เอาไว้ควงเล่นๆ
หรือเป็นกิ๊กชั่วคราว เขามักเลือกผู้หญิง ที่เป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน
ทำมาหาเลี้ยงตัวเองได้ และจะยิ่งยอดเยี่ยมเข้าไปใหญ่
หากหล่อนมีรายได้เหลือเฟือมาช่วยกันลงขันเลี้ยงดูปูเสื่อสมาชิกในครอบครัวด้วย
เพราะผู้ชายก็ยังปากกัดเท้าถีบเพื่อหารายได้มาเลี้ยงตัวเองเหมือนกัน
ดังนั้นขืนเลือกแฟนสาวที่คอยพึ่งพารายได้จากเขาก็แย่น่ะซี
ขนาดหนุ่มฐานะดีบางคนยังไม่อยากมีแฟนที่วันๆ เอาแต่ช็อปปิ้งและรักสวยรักงาม
จนไม่ยอมทำงานทำการเล้ย แล้วนับประสาอะไรกับหนุ่มฐานะธรรมดา จะไม่คิดหาแฟน
เพื่อช่วยกันสร้างครอบครัวละเนอะ!
อย่างไรก็ตาม ถ้าบอกว่า
ผู้ชายไม่สนใจหน้าตาของเพศตรงข้ามที่เขาอยากคว้ามาเป็นแฟนซะเลย คงเป็นไปไม่ได้
เพราะยังไง้ ยังไง ผู้ชายคนไหนก็อยากมีแฟนหน้าตาดีด้วยกันทั้งนั้น
เพียงแต่ไม่ต้องสวยเลอเลิศมากมาย ขณะเดียวกัน
ผู้หญิงคงไม่เลือกแฟนแต่เฉพาะตรงที่เขาหล่ออย่างเดียว เพราะขืนหล่อมาก
ก็ย่อมมีสาวๆมาติดอกติดใจมากตามไปด้วย อีกอย่างหากหน้าตาดีแต่ตกงานก็ยิ่งไปกันใหญ่

ทีนี้การเป็นแฟนกันของหนุ่มสาวสมัยนี้ เห็นบางคู่เป็นแฟนกันเร็วมาก
ยังไม่ทันได้คบหาดูใจนานนักก็ขอเป็นแฟนกันแล้ว
แต่ใครจะเป็นแฟนกันด่วนจี๋แค่ไหนก็แล้วแต่สไตล์ใคร สไตล์มัน

กระนั้น หวังว่าคุณผู้หญิงคงไม่รีบร้อนที่จะมั่นหมายกับแฟนหนุ่มหรอกนะ
เพราะก่อนที่คุณจะหมั้นกับใคร คุณควรรู้จัก “ตัวตน” ของเขา (ได้แก่
ว่าที่คู่หมั้นฝ่ายชาย) ให้ดีซะก่อน อย่าเพิ่งผลีผลาม “รับหมั้น”
กับหนุ่มที่ไหนก็ไม่รุ
ด้วยเหตุผลเพียงว่าเขาเข้ามาในจังหวะที่ฝ่ายหญิงกำลังกลัวว่าตัวเองจะขึ้น
คานอยู่พอดี พอเขาพูดสะกิดเรื่องมั่นหมายกันขึ้นมาจึงตอบตกลงซะเลย โถๆๆ
อย่าร้อนรนขนาดนี้เชียว

งั้นมาดูกันว่า คนเราควรรู้อะไรเกี่ยวกับตัว ว่าที่คู่หมั้นของตัวเองบ้าง
เริ่มจาก...

1. เขาเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วหรือยัง? เป็นพ่อม่ายรึเปล่า? หรือว่าเป็นโสดซิงๆ

ทำไมถึงควรรู้.....เพราะถ้าคุณไปประกาศบอกข่าวเรื่องที่คุณจะมั่นหมายกับใครให้เพื่อนหรือญาติพี่น้องฟังละก็
รับรองพวกเขาจะซักไซ้ไล่เลียงถามถึง “ว่าที่คู่หมั้นของคุณ” แน่นอน
ดีไม่ดีงานนี้คุณอาจต้องตอบคำถามซ้ำไปซ้ำมาหลายเที่ยว เพราะจะโดนถามแล้วถามอีก
ดังนั้นเตรียมตัวให้พร้อมไว้ก่อนดีกว่า

แถมการรู้ว่า เขาเคยแต่งงาน มาแล้วหรือไม่? ยังทำให้รู้ด้วยว่า
เขามีลูกติดด้วยหรือเปล่า? และคุณต้องทำหน้าที่เป็นแม่เลี้ยงไหม?
แต่ถ้าเขาเป็นโสดไม่มีเรือพ่วง ก็แล้วไป การปรับตัวให้เข้ากันก็อีกแบบนึง

2. เขาปฏิบัติต่ออิสตรีในชีวิตของเขาอย่างไร?

ในกรณีนี้ให้พิจารณาดูว่า เขามีความผูกพันและรักใคร่กับคุณแม่, พี่สาว,
น้องสาวของเขาแค่ไหน? ถ้าสมาชิกในครอบครัวของเขารักใคร่สมัครสมานกลมเกลียวกัน
แถมเขายังดูแลคุณแม่เป็นอย่างดี และไม่ละเลยพี่สาวหรือน้องสาว (ถ้ามีด้วย)
ก็ขอให้สาวที่ถูกเขาคนนี้ขอหมั้นให้รีบหมั้นไปเลย เพราะแสดงว่า
เขาน่าจะปฏิบัติต่อสาวคนรักเป็นอย่างดี ไม่ต่างจากสมาชิกในครอบครัวไง

3. เขามีแนวคิดเกี่ยวกับการแต่งงานครองคู่อย่างไร?

ถ้าหากฝ่ายหญิงไม่ลองถามฝ่ายชายดู ก็คงไม่ทราบหรอกว่า
เขามองเรื่องของความรักและการแต่งงานไว้ว่าเป็นอย่างไรกันแน่? เช่น
เขามองว่าคนเราควรแต่งงานครั้งเดียวหรือเปล่า?
หรือว่าคนเราสามารถแต่งงานได้หลายครั้ง
อันนี้แค่ทดสอบว่าเขามีทัศนคติเกี่ยวกับการแต่งงานอย่างไร ถ้าเขามองว่า
คนเราควรแต่งงานหนเดียวพอ เออ...อย่างนี้น่าคบ ไว้เป็นคู่หมั้นนะ
กระนั้นหวังว่าเขาจะไม่ฉลาดแกมโกง หรือปากหวาน (แต่ปากกับใจไม่ตรงกัน)
จึงตอแหลอะไรก็ได้ เพื่อให้ฝ่ายหญิงตายใจแล้วกัน ต้องพิสูจน์กันที่ความจริงใจด้วย

หรือถ้าฝ่ายหญิงอยากรู้ว่า เขาอยากมีลูกกี่คน?
แล้วมันเป็นจำนวนที่ตรงกับใจที่คุณคิดไว้หรือเปล่า? น่าถามดูนะ
เผื่อหนุ่มบางคนบอกอยากมีลูกหลายคน แต่ไม่ได้ดูฐานะตัวเองเลยว่า
ขืนมีขนาดนั้นแล้วสามารถเลี้ยงไหวแน่เหรอ?
ตรงนี้ทั้งสองฝ่ายจึงควรคุยกันซะให้เรียบร้อย จะได้ไม่ผิดใจกันภายหลัง

4. เขาขยันทำมาหากินไหม?

ข้อนี้สาวคนไหนไม่อยากรู้ก็แย่แล้ว
ถ้าฝ่ายหญิงได้คู่หมั้นที่ขยันขันแข็งทำงานทำการละก็ ต่อให้ฝ่ายชายมีฐานะธรรมดา
ไม่ถึงกับรวยหรือเป็นอาเสี่ย ก็มีแววว่า ทั้งคู่สามารถช่วยกันสร้างฐานะได้
เห็นมาหลายคู่แล้วที่หากผู้ชายขยันซะอย่าง
มักพลอยทำให้พ่อแม่ของหญิงชอบผู้ชายลักษณะนี้ไปด้วย

5. เขาหวังให้ฝ่ายหญิงเปลี่ยนแปลงไปหลังจาก แต่งงานกันแล้วแค่ไหน?
ถ้าเขาอยากให้คุณเป็นยอดหญิงที่ไม่พูดมากไม่ถามเยอะคอยปรนนิบัติเขาสารพัดละก็
คุณพร้อมจะเป็นอย่างที่เขาต้องการไหมล่ะ.

@@@ไทยรัฐออนไลน์
  โดย เมอร์ลิน
  30 กันยายน 2555

วิธีง่ายๆที่ทำให้ชาย เป็นแฟนที่แสนดี


วิธีง่ายๆที่ทำให้ชาย เป็นแฟนที่แสนดี ร่ำลือกันว่า
เมอร์ลิน  ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐ

ชายที่ทำให้ผู้หญิงเข็ดขยาดไม่อยากเข้าใกล้ และไม่อยากได้มาเป็นแฟน
นอกจากจะได้แก่ผู้ชายขี้จุ๊ หรือพวกชอบโกหก มุสาวาจาเพื่อเอาตัวรอด
หรือโกหกเพื่อหลอกลวงต่างๆนานา
ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมฉ้อฉลเพราะแสดงออกอย่างเด่นชัดว่า
ไม่ซื่อสัตย์หาความจริงใจไม่ได้แล้ว

ยังรวมไปถึงผู้ชายประเภทชอบยกยอปอปั้นตัวเอง (ยกหางตัวเอง) ว่า เก่งอย่างนั้น
ดีอย่างนี้ บางทีนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆแล้วก็คุยโวว่า เขาวิเศษกว่าคนนั้น
คนนี้ เช่น ผมมีเงินเดือนมากกว่า, มีรถสปอร์ตคันหรูสามารถขับไปส่งน้องหญิงได้,
พ่อแม่ของผมเป็นคนกว้างขวางมีฐานะมีเส้นสายเยอะ
ถ้าน้องเป็นแฟนพี่ละก็สบายไปทั้งชาติ โอ้โฮเฮะ.....เล่นคุยโวถึงขนาดนี้
ที่จริงฟังดูดีนะ...ถ้าเขาเป็นลูกคนใหญ่คนโตและรวยจริง

แต่ถ้าเขาพูดยกตนข่มท่านให้ได้ยินบ่อยมากเกินไป ย่อมทำให้คนฟังเซ็งได้เหมือนกัน
เพราะไม่แน่ใจว่า เขาอยากจีบเธอหรือเขาอยากจะบอกหล่อนว่า เขาเหนือกว่าหล่อนกันแน่?
ยิ่งหากสาวใดไปสืบรู้มาว่า เขาไม่ได้ “มีดี”
อย่างที่คุยโวไว้ละก็เธอคงอยากเดินหนีหนุ่มลักษณะนี้มากกว่าอยากคบไว้แหงๆ

แต่ที่เล่ามาเนี่ย อยากบอกตรงนี้ต่างหากว่า
ในเมื่อผู้หญิงทนนิสัยของผู้ชายบางคนไม่ได้ ในทางกลับกัน
ผู้ชายเองก็ทนกับผู้หญิงบางคนไม่ได้เช่นกัน เช่น
ผู้ชายวัยสร้างเนื้อสร้างตัวจะชอบผู้หญิงที่มีความสามารถ มีงานมีการทำ
เป็นเวิร์กกิ้งวูแมน มากกว่าผู้หญิงที่ทำตัวเป็นคนสมองกลวง
หน่อมแน้มเบบี๋ไม่เข้าเรื่อง แถมยังคิดว่าตัวเองน่ารัก เป็นต้น อ้อ
อีกอย่างอย่าเห็นเขาเป็นตู้เอทีเอ็มยิ่งดี!

กระนั้นรู้หรอกน่าว่า ผู้ชายที่มีความรับผิดชอบและมีความเป็นผู้นำ
หากกำลังจีบสาวแล้วเอ่ยปากชวนหล่อนไปเดทด้วยกัน
คงไม่ปฏิเสธที่จะออกค่าใช้จ่ายในการเดทหรอกนะ เพราะนี่เป็นการบอกให้รู้ว่าเขาเป็น
สุภาพบุรุษ ยังไงล่ะ แต่แปลกนะ มีชายบางคนเป็นฝ่ายชวนสาวไปเดทด้วยแท้ๆ
กลับมาคิดเล็กคิดน้อยว่า ผู้หญิงควรเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าเดทบ้างสิ

โถ...ใครเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายในการออกเดทนั้น เท่าที่ทราบ
ผู้ชายส่วนมากไม่ยึกยักที่จะรับผิดชอบตรงส่วนนี้
โดยเฉพาะถ้าเขาดันเข้าหาและชวนเธอก่อน มักจะแมนๆ ยอมจ่ายเพื่อให้ได้ใจสาว
แต่ถ้าไปเดทกันบ่อยขึ้น แล้วสาวเป็นฝ่ายชวนเขาก่อนบ้าง
ตรงนี้คุณเธอน่าจะมีน้ำใจช่วยเขาหารค่าใช้จ่ายบ้าง

ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่า มีพฤติกรรมหรือการกระทำอะไรของผู้ชายบ้าง
ที่ทำให้ผู้หญิงปลื้มและภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เขามาเป็นแฟน มาเป็นคนรัก
และเป็นคู่ชีวิต กันเถอะ

ว่าแล้ว แฟนที่แสนดีในสายตาของผู้หญิงเป็นอย่างไร? ขอเฉลยว่า
บุรุษคนนั้นมักทำสิ่งต่างๆ ให้แฟนสาว ดังต่อไปนี้ เช่น 1. ช่วยเธอทำงานบ้าน
โดยที่เธอไม่ได้เรียกร้อง แต่เขาเต็มใจทำเพื่อเธอ

ยกตัวอย่าง ถ้าเขาเห็นฝ่ายหญิงกำลังล้างจานหลังจากทั้งคู่นั่งดู๋ดี๋ทานข้าวด้วยกัน
หากฝ่ายชายมีน้ำใจและเกรงว่าแฟนของเขาจะเหนื่อยเกินไป
เขาจึงตัดสินใจหยิบฟองน้ำและจานที่ยังไม่ได้ล้างมาล้างซะ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ
แถมยังส่งยิ้มให้ อย่างนี้สิ ถึงได้เป็นแฟนแสนดีที่ผู้หญิง (ทุกคน) ปรารถนา
ยิ่งถ้าเขาช่วยแบ่งเบางานบ้านในด้านอื่นด้วย เช่นช่วยซักผ้า
ซึ่งสมัยนี้การซักผ้าไม่ใช่เรื่องยากแค่นำเสื้อผ้าที่ใส่แล้วยัดลงไปในเครื่อง
หรือหากใครพิถีพิถันหน่อย  จะนำเสื้อผ้ามาซักมือก่อนนำไปใส่เข้าเครื่องได้ยิ่งดี
เอาเป็นว่า หากเขาไม่นิ่งดูดาย และช่วยเธอทำงานบ้าน ไม่ว่าด้านใด ถือเป็น
“สุดยอดแฟน” ทั้งนั้น

2. ทำให้ฝ่ายหญิงรู้สึกว่าเธอเป็นคนสำคัญสำหรับเขาเสมอ

เช่น ฝ่ายชายเล่าถึงความลับของเขาที่ไม่สามารถเล่าให้คนอื่นฟังได้
แต่เขากลับเล่าให้คุณ (ซึ่งเป็นแฟนสาว) ฟัง แสดงว่า ถ้าเขาไม่ไว้ใจ
เขาคงไม่เล่าให้ฟังหรอก

หรือถ้าเขาได้รับการโปรโมตให้รับตำแหน่งในหน้าที่การงานที่ก้าวหน้าขึ้น
จึงรีบโทรศัพท์มาบอกคุณเป็นคนแรกก่อนบอกเพื่อนหรือญาติ
อย่างนี้แฟนสาวก็น่าจะรู้แล้วนะว่าคุณสำคัญสำหรับเขาแค่ไหน
อีกอย่างการให้ความสำคัญกับฝ่ายหญิงยังรวมถึงการยกย่องให้เกียรติเธอด้วย

3. จดจำวันพิเศษได้บ้าง ไม่ถึงกับต้องทุกเทศกาล แค่วันพิเศษที่สำคัญจริงๆ
วันเกิดของเธอ และวันครบรอบแต่งงาน หรือวันครบรอบการบอกรัก แค่นี้เธอก็แฮปปี้แล้ว

4. เป็นกำลังใจ ยามที่เธอต้องการ

ถ้าเธอมีทุกข์ทางใจหรือเดือดร้อนเรื่องอะไร
แฟนหนุ่มควรพร้อมที่จะรับฟังปัญหาของเธอบ้าง
ไม่ใช่ว่าพอหล่อนกำลังจะอ้าปากเล่าบางอย่างให้ฟัง เขากลับรีบบอกว่า ตอนนี้ไม่ว่าง
เอาไว้คุยกันวันหลังได้ไหม?.....ซึ่งมันก็ได้อ่ะนะ ถ้าเขามีภารกิจรัดตัวจริงๆ
แต่ถ้าเขารีบพูดตัดบทเพราะไม่อยากรับฟังปัญหาของแฟนสาวละก็
โอ๊ย.....แล้วผู้หญิงคนไหนจะชอบชายแบบนี้ละ
ควรมีสุขร่วมเสพและมีทุกข์ร่วมต้านมากกว่านะ

5. รู้จักขอโทษเมื่อรู้ตัวว่าทำผิด
อย่าทำผิดแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้, ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือเดินหนีไป
แหมใครๆก็ผิดกันได้ ฝ่ายชายควรตระหนักถึงสิ่งนี้เอาไว้
เพราะไม่งั้นแล้วคงอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน

6. โกนหนวด โกนเคราซะบ้าง อย่าปล่อยให้รกรุงรัง หน้าตาเกลี้ยงเกลายังดูสะอาดด้วยนะ

7. มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่อ่อนแอ, เหยาะแหยะแต่เข้มแข็งและมีความเป็นผู้นำ
และไม่ควรเป็นหนุ่มกร่าง ดิบ เถื่อน หรือชอบใช้กำลังเวลาไม่พอใจ
อย่างนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

8. ไม่ใช้จ่ายเกินตัว และไม่สร้างหนี้สินมากเกินกำลังที่ตัวเองจะผ่อนไหว
ยิ่งประเภทคิดว่าตัวเองเป็นหนี้แล้วรอให้ฝ่ายหญิงมาปลดหนี้ให้ละก็
ขืนเป็นงี้แล้วจะเป็นแฟนที่ดีได้ไง?

@@@ไทยรัฐออนไลน์
  โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  23 กันยายน 2555

September 29, 2012

Gangnam Style - USNA Spirit Spot


ปรากฏการณ์ LINE

       POSITIONING : MAGAZINE : EXCLUSIVE
    
       โดย อังสุมาลิน ศิริมงคลกิจ Positioning Magazin
     
    
       -50 ล้านคน คือ ชาว LINE ทั่วโลกที่เกิดขึ้นในเวลา 399 วัน (มิ.ย. 2011-ก.ค. 2012)
    
       -20 ล้านคน อยู่ในญี่ปุ่น
    
       -1 ล้านคน คือ จำนวนเฉลี่ยผู้ใช้ LINE ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละสัปดาห์ที่ผ่านมา
    
       -100 ล้านคน เป็นจำนวนชาว LINE ทั่วโลกที่คาดว่าจะมีในสิ้นปี 2555
    
       -1,000 ล้านข้อความ ที่ส่งกันในแต่ละวัน
    
       -80 ล้านบาท คือ รายได้ต่อเดือนของ Naver บริษัทผู้พัฒนา LINE จากการขาย “สติกเกอร์”
    
       นี่คือสถิติของ “LINE” แอปพลิเคชัน “แชต” ที่พัฒนาตัวเองจนกลายเป็น “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” ที่มีอิทธิพลต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั่วโลก และแน่นอนเป็น “มีเดีย” ที่ทรงพลังสำหรับแบรนด์
    
       ปรากฏการณ์ LINE นี้ยังกำลังระบาดหนักในไทย เพราะตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในทุกมิติ สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นสำหรับนักการตลาดแล้ว ทุกปรากฏการณ์คือหลักฐานสำคัญที่ทำให้เรารู้จักผู้บริโภคยุคนี้ได้มากขึ้น
    
       LINE มาตอกย้ำว่า “แชต” เป็นพฤติกรรมยอดฮิตตลอดกาลของคนไทยโดยเฉพาะวัยรุ่น ที่ค่ายมือถือพบว่า “แชต” เป็นพฤติกรรมในระดับ Top 3 นอกเหนือจากโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คและอีเมล และยิ่งมีอุปกรณ์ตอบโจทย์มากขึ้นอย่างสมาร์ทโฟน เครือข่ายและแพ็กเกจที่เสนอราคาพร้อมจ่ายได้ ก็ยิ่ง “แชต” กันทุกที่ทุกเวลา ส่งกันกระหน่ำมากขึ้น
    
       แต่ “แชต” แบบเดิมๆ ส่งเฉพาะข้อความ ตัวการ์ตูนเล็กน้อยอย่างที่ WhatsApp เคยมีอาจน่าเบื่อ นี่คือช่องว่างที่ทำให้ LINE สามารถเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ด้วย 3 Key Success ที่ใช้ดังนี้
    
       1. Cross Platform ใช้มือถืออะไรก็ LINE ได้ทั้งนั้น
    
       “การตกต่ำลงของ BlackBerry เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นเลยว่า การคิดอะไรแล้วคิดว่าจะเก็บเอาไว้เฉพาะในดีไวซ์ หรือใช้เฉพาะในแพลตฟอร์มตัวเอง เป็นสิ่งที่ผิด แต่ LINE เปิดตัวมาก็เห็นเลยว่าใช้ได้กับโทรศัพท์มือถือหลายประเภท เขาไม่ปิดกั้น” โอม-อดิลฟิตรี ประพฤติสุจริต กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ ออนไลน์ จำกัด อธิบาย
    
       เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ LINE เล็งเห็นมาตั้งแต่ต้น เพราะถ้าหากไล่เรียงประวัติการเปิดตัวของ LINE จะพบว่า LINE คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะเจาะตลาดแชตระดับโลกด้วยการเข้าถึงทุกระบบปฏิบัติการบนสมาร์ทโฟน เริ่มจาก iOS สัปดาห์ต่อมาเปิดตัวบน Android ตามด้วย Windows Phone BlackBerry และข้ามมายังอุปกรณ์อย่าง PC
    
       เป็นการเปิดทุกช่องทางให้ LINE เข้าถึงทุกกลุ่ม เพราะพฤติกรรมจริงของผู้ใช้งานก็คือ ทุกคนมีเพื่อนใช้โทรศัพท์มือถือหลากหลาย มีแอปฯ แชตหลายตัว หลายคนต้องเปลี่ยนแอปฯ แชตไปมา เพราะบางแอปฯ ไม่ได้อยู่บนทุกแพลตฟอร์มหรือทุกระบบปฏิบัติการ แต่เมื่อ LINE ใช้ได้หมด จึงตอบโจทย์แอปฯ เดียวเอาอยู่ ไม่ต้องสลับแอปฯ ไปมาให้ปวดหัว
    
       2. สติกเกอร์ เครื่องมือแทนใจคนขี้เกียจพิมพ์
    
       ช่องว่างที่ทำให้ LINE เข้ามาทดแทน WhatsApp หรือแอปฯ แชตอื่นๆ ได้ทั้งหมดคือหมัดเด็ดที่ถือเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่คือ “สติกเกอร์” ที่เป็นคาแร็กเตอร์น่ารัก ขณะที่ WhatsApp เน้นการส่งตัวหนังสือ มี Emotical ใช้แสดงอารมณ์ไม่มาก แต่ LINE มีคาแร็กเตอร์ที่สื่ออารมณ์ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้ถึงใจกว่า
    
       เอนก อนันต์วัฒนพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานบริหารกลุ่มลูกค้าพรีเพด บริษัทแอดวานซ์อินโฟรเซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้กล่าวถึงความแตกต่างของ LINE กับ WhatsApp ว่า “WhatsApp เป็นการสื่อสารด้วยข้อความ ตอบสนองด้านฟังก์ชัน ส่วน LINE มีอีโมชันด้วย มีสติกเกอร์กุ๊กกิ๊กซึ่งมาจากบุคลิกของบริษัทผู้พัฒนา”
    
       “WhatsApp พัฒนาโดยบริษัทจากอิสราเอลก็จะเน้นการใช้งาน ส่งข้อความเร็ว ระบบหลังบ้านดี ขณะที่ LINE เป็นของบริษัทเกาหลีที่พัฒนาในญี่ปุ่นก็เลยจับไลฟ์สไตล์ได้ มีความน่ารัก ใส่ผงชูรสเข้าไปมากกว่า และเราก็ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นอยู่แล้ว”
    
       โอม-อดิลฟิตรี มองว่าสติกเกอร์เป็นมากกว่าแค่อีโมชัน “สำหรับผมสติกเกอร์มันเป็นมากกว่าอีโมชัน มันเป็นฟังก์ชันเลยล่ะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ลูกน้อง LINE มาถามว่า มีคนนี้มาขอพบจะรับนัดไหม แล้วผมพิมพ์ตอบกลับไปว่า โอเค น้องเขาก็จะรู้เลยว่า เคสนี้เฉยๆ ไม่ต้องรีบก็ได้ แต่ถ้าผมส่งเป็นสติกเกอร์กลับไปเป็นตัวคาแร็กเตอร์ชูป้ายโอเค ลูกน้องก็จะรู้เลยว่าคนนี้เป็นคนที่ผมอยากเจอต้องรีบนัดให้ไวเลย ตรงนี้เป็นการบอกว่าสติกเกอร์เป็นตัวบอกระดับขั้นของคำว่าโอเค แล้วคนรับสารเขาก็จะเก็ตความรู้สึกของคนส่ง”
    
       3. คนไทยรักภาพมากกว่าคำ
    
       จากพฤติกรรมของคนไทยที่มักถ่ายทอดความรู้สึกหรือเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวด้วยภาพ เห็นได้จากการอัปโหลดภาพไปยังโซเชียลมีเดียทั้งหลาย คอนเทนต์ประเภทภาพมักได้รับความนิยมตลอดมาโดยตลอด การสื่อสารด้วยภาพแทนที่จะต้องมาพิมพ์จึงกลายเป็นทางออกของการสื่อสารที่แสดงความรู้สึกที่สอดคล้องกับฟังก์ชัน สติกเกอร์ของ LINE ซึ่งการสื่อสารด้วยภาพก็เคยฮิตมาก่อนแล้วตั้งแต่สมัย MSN แต่สิ่งที่ LINE ต่อยอดได้มากกว่าคือการเซตคาแร็กเตอร์ให้กับตัวการ์ตูน รวมทั้งร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ ทำให้ Content ภาพของ LINE มีเรื่องราวและอารมณ์ที่ผู้ใช้งานเอาไปใช้จริงได้ในชีวิตประจำวัน
    
       สามกุญแจสู่ความสำเร็จที่สร้างให้ LINE มีความต่าง กลายเป็นโปรดักต์ใหม่ที่สามารถสร้างเรื่องพูดคุยได้ยาวบนโลกโซเชียลมีเดียได้อย่างสวยงาม
    
       LINE คืออะไร
    
       LINE เป็นแอปพลิเคชันให้บริการ Messaging รวมกับ Voice Over IP ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างกลุ่มแชต ส่งข้อความ ภาพ คลิปวิดีโอ หรือจะพูดคุยโทรศัพท์แบบเสียงก็ได้ โดยข้อมูลที่ถูกส่งขึ้นไปนั้นฟรีทั้งหมด ตอนนี้ LINE ใช้ได้ในระบบปฏิบัติการ iOS, Android, Windows Phone, PC และ BlackBerry
    
       ฟีเจอร์ของ LINE ประกอบด้วย การส่งข้อความ, การสนทนาด้วยเสียง, การเปลี่ยนพื้นหลังแบ็กกราวนด์หน้าห้องแชต, การสนทนาแบบกลุ่ม, Official LINE และการส่งสติ๊กเกอร์
    
       การเชื่อมต่อ LINE ของผู้ใช้เข้าหากัน มี 4 วิธี
    
       1. เพิ่มคอนแท็กต์จากรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ ซึ่งตรงนี้เป็นข้อดีของ WhatsApp ที่ทำให้ผู้ใช้งานสะดวก
    
       2. การสแกน QR Code
    
       3. Shake it เอาโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องที่อยู่ใกล้กันมาเขย่าคล้ายการจับมือให้รู้จักกัน
    
       4. การเสิร์ชหาจาก ID คล้ายการใส่รหัสของ BlackBerry
    
       ต่อมา LINE ถูกพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นแค่แอปพลิเคชัน เพราะ LINE ได้เพิ่มฟีเจอร์ Home และ Timeline เข้ามาจนกลายเป็น Social Media อย่างหนึ่ง โพสต์ข้อความบ่งบอกสเตตัส, รูปภาพ, คลิปวิดีโอ และพิกัด โดยมีจุดเด่นที่การแสดงอารมณ์ด้วยสติกเกอร์ซึ่งเป็นจุดแข็งของ LINE ซึ่งจุดนี้น่าจะเป็นไม้เด็ดที่ทำให้ LINE ถูกต่อยอดไปอีกมากและเบียด Social Media หลักอย่างเฟซบุ๊กเลยทีเดียว
    
       ระบบหลังบ้านอีกอย่างที่มีขึ้นมาแล้วบ่งบอกทิศทางอนาคตของนั่นคือ LINE Coin หรือ “เงิน” ในอาณาจักรทั้งหมดของ LINE ซึ่งก่อนหน้านี้การซื้อสติกเกอร์จะซื้อผ่านบัตรเครดิตที่ผูกกับแอปฯ โดยตรง แต่หลังจากอัพเดตล่าสุด Coin ได้เข้ามาแทนที่ กล่าวคือ ต่อไปนี้เมื่อซื้อบริการหรือสติกเกอร์ต้องแลกเป็น Coin ก่อน ถึงแม้ราคา 100 Coin จะเทียบเท่า 1.99 เหรียญเท่ากับราคาสติกเกอร์แบบเดิม แต่นี่เท่ากับเป็นการปูทางไปสู่บริการอื่นๆ ของ LINE ที่ Naver เจ้าของแอปฯ นี้ประกาศชัดเจนแล้วว่า จะให้บริการดูดวง, เกม และคูปองส่วนลดในอนาคต ซึ่งเท่ากับว่า LINE พัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นโซเชียล มีเดีย แพลตฟอร์มแบบมีทิศทางการหารายได้อยู่ในใจชัดเจนแล้ว
    
       กำเนิด LINE จากวิกฤตสึนามิญี่ปุ่น
    
       Naver คือ บริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่น LINE เป็นบริษัทผลิตเกมสัญชาติเกาหลี มีสาขาที่ประเทศญี่ปุ่น ไอเดีย LINE มาจากเหตุการณ์วิกฤต จึงเป็นแอปฯ ที่แม้จะมีความน่ารักกุ๊กกิ๊ก แต่ต้นกำเนิดของ LINE ดราม่าไม่น้อย เพราะมาจากตอนที่ญี่ปุ่นเกิดสึนามิ ระบบการสื่อสารประเภท Voice ล่มจนติดต่อกันไม่ได้ ทีมงาน 100 ชีวิตจึงระดมกำลังสร้างช่องทางสื่อสารผ่าน Data ซึ่งตอนนั้นยังใช้ได้อยู่ เพื่อติดต่อและให้กำลังใจกัน ในที่สุด LINE ก็ถือกำเนิดขึ้นในเวลา 2 เดือน
    
       เมื่อแอปฯ LINE ถูกพัฒนาขึ้นจากส่วนที่ทำงานอยู่ในญี่ปุ่น จึงมีส่วนผสมของความน่ารักของญี่ปุ่นที่เป็นจุดขายการส่งออกด้านวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาทั่วเอเชียอยู่แล้ว ทำให้การออกแบบคาแร็กเตอร์ของ LINE เข้าถึงคนไทยได้ไม่ยาก รวมทั้งประเทศอื่นๆ อย่างรัสเซีย เบลารุส ซึ่งนอกจากความน่ารักแล้วยังมาจากคาแร็กเตอร์ที่มีพื้นฐานจากการใช้ชีวิต สถานการณ์ และอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน
    
       สำหรับการทำตลาดในประเทศไทย ผู้บริหารของ LINE ได้ว่าจ้างบรษัท Spark Communication ดูแลเรื่องการทำพีอาร์ แต่สำหรับดีลต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคู่ค้าต่างๆ ผู้บริหารจะบินตรงมาเจรจา จากนั้นมีการประสานงานกันผ่านทางอีเมลอย่างต่อเนื่อง
    
       Time “LINE”
       -23 มิถุนายน 2011 เปิดตัวเป็นครั้งแรกในระ บบ iOS
       -28 มิถุนายน 2011 เข้าสู่มือถือ Android
       -เดือนตุลาคม 2011 เริ่มต้นใช้ Free Call ได้ 
       -17 ตุลาคม 2011 มีผู้ใช้งาน 3 ล้านดาวน์โหลด
       -8 พฤศจิกายน 2011 หลังจากใช้งานมาแค่ 5 เดือนก็มีผู้ใช้งานถึง 5 ล้านคน 
       -29 พฤศจิกายน 2011 ประกาศมีผู้ใช้งาน 7 ล้านคน
       -27 ธันวาคม 2011 ฉลองตัวเลข 10 ล้านคน
       -27 มกราคม 2012 พอเข้าสู่ปีใหม่ Line ก็มีผู้ใช้งาน 15 ล้านคน
       -2 มีนาคม 2012 ผู้ใช้งาน 20 ล้านคนทั่วโลก
       -7 มีนาคม 2012 ใช้งาน Line บน PC ก็ได้ 
       -10 มีนาคม 2012 ตามมาด้วยการใช้งานบน Windows Phone และ Mac
       -29 มีนาคม 2012 เปิดตัว Line Card
       -12 เมษายน 2012 เปิดตัว Line Camera แอปฯ แต่งภาพ 
       -18 เมษายน 2012 Line แอปฯ หลักมีผู้ใช้งาน 30 ล้านคน 
       -26 เมษายน 2012 เพิ่ม Sticker Shop ผู้เล่นซื้อสติ๊กเกอร์ได้แล้ว 15 แบบ 
       -9 พฤษภาคม 2012 คุยเป็นกลุ่มได้แล้วด้วยฟีเจอร์ Group Board
       -6 มิถุนายน 2012 มีผู้ใช้งาน 40 ล้านคน เมื่อแอปฯ มีอายุ 1 ปี 
       กลางเดือนมิถุนายน 2012 Official Line เปิดให้บริการ 
       -4 กรกฎาคม 2012 Line Brizzle เกม Puzzle ที่มาพร้อมกับคาแร็กเตอร์นกจอมกวน 
       -ต้นเดือนกรกฎาคม 2012 จับมือกับ Sarino ออกแบบสติกเกอร์ Kitty
       -26 กรกฎาคม 2012 ฉลองครั้งใหญ่ด้วยยอดดาวน์โหลด 50 ล้านครั้ง 
       -ปลายเดือนกรกฎาคม 2012 เปิดตัว Line Brush แอปฯ วาดรูป 
       -ต้นเดือนสิงหาคม 2012 LINE ประเทศญี่ปุ่นเปิดจำหน่ายสติกเกอร์ Snoopy และ Tweety
       -6 สิงหาคม 2012 เปิดฟีเจอร์ Home และ Timeline ในแอนดรอยด์ 
       -20 สิงหาคม 2012 LINE for Blackberry ในประเทศไทยเริ่มใช้งานได้ 
       -21 สิงหาคม 2012 Line 3.1.0 ระบบเงินในโลกของ LINE ที่เรียกว่า LINE Coin


ขอขอบคุณ
http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9550000119220 

ตำนาน ขนมไหว้พระจันทร์

โป๊ยเหว่ย จงชิว

“ไหว้พระจันทร์” ตำนานสืบสานความกตัญญู


       ชาวจีนนั้นมีขนมธรรมเนียมในการไหว้พระ ไหว้เจ้า ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้าต่างๆ และยังรวมไปถึงไหว้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ซึ่งแสดงถึงความกตัญญูที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติ เป็นการขอบคุณที่ทำให้ได้อยู่ดีมีสุข และเจริญรุ่งเรือง
  
       ในวันเพ็ญเดือนแปดตามปฏิทินจีน ก็มีการไหว้เช่นเดียวกัน เป็นหนึ่งใน 8 สารทใหญ่ของชาวจีนในแต่ละปี ซึ่งการไหว้ครั้งนี้ก็คือ “ไหว้พระจันทร์” หรือจะเรียกว่า “เทศกาลจงชิว” ซึ่งเป็นช่วงที่พระจันทร์สว่างไสวงดงามโดยวันไหว้พระจันทร์ปีนี้ ตรงกับวันที่ 30 ก.ย.
  
       สำหรับคนจีนมีความเชื่อว่าดวงจันทร์เป็นตัวแทนของเพศหญิง มีความนุ่มนวล สงบร่มเย็น และยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความรัก อันน่าจะมีที่มาจากตำนานความเชื่อเกี่ยวกับการไหว้พระจันทร์ บ้างก็ว่า ฉางเอ๋อ หญิงงามนางหนึ่ง ได้กินยาวิเศษเข้าไป ก็สามารถเหาะเหินขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ จากนั้นก็กลายเป็นอมตะ และเป็นเทพธิดาแห่งพระจันทร์ เล่ากันว่านางเป็นเทพธิดาที่มีความเมตตาอย่างมาก เมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูกก็จะพรมน้ำอมฤตลงมาบนพื้นโลก ทำให้ชาวไร่ชาวนามีน้ำในการเพาะปลูก ผู้คนจึงแสดงความกตัญญูต่อเทพธิดาด้วยการทำขนมพิเศษเพื่อนำไปเป็นเครื่องสักการะ
  
       หรือจะเป็นเรื่องเล่าที่ว่า ศิษย์ของโฮ่วอี้ชื่อ เฝิงเหมิ่ง อิจฉาฝีมือการยิงธนูของโฮ่วอี้มาก คอยคิดแต่จะสังหารโฮ่วอี้ อยู่มาวันหนึ่ง เฝิงเหมิ่งถือโอกาสตอนที่โฮ่วอี้ออกไปล่าสัตว์บังคับให้ฉังเอ๋อ ภรรยาของโฮ่วอี้มอบยาอายุวัฒนะให้แก่ตนเอง แต่ฉังเอ๋อไม่ยอม โดยกินยาอายุวัฒนะที่มีอยู่ทั้งหมดลงท้องไป ผลก็คือ ร่างของเธอเบา และลอยขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ในที่สุด นับแต่นั้นมา บนดวงจันทร์ก็ปรากฏนางฟ้าผู้งดงามและจิตใจดีเช่นฉังเอ๋อนี้
  
       นอกจากนี้ก็ยังมีตำนานที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ก็ยังมีแนวคิดหลักคือความงดงามและจิตใจที่เมตตาของเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่จะต้องสักการะ แสดงความกตัญญูต่อดวงจันทร์
  
       อีกความเชื่อที่นับว่าเกี่ยวข้องกับความเป็นมาของชนชาติจีนด้วยก็คือ ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน จักรพรรดิเจงกีสข่าน แห่งอาณาจักรมองโกล ได้เข้ามายึดครองแผ่นดินจีน และปกครองชาวจีนอย่างเข้มงวดและเผด็จการ ส่งผลให้ชาวจีนที่ถูกกดดันหลายๆ กลุ่มก่อตั้งขบวนการเพื่อปฏิวัติ และมีการนัดหมายวันปฏิวัติโดยมีอุบายจัดงานไหว้พระจันทร์ขึ้น และทำขนมก้อนใหญ่ มีไส้หนาๆ มอบให้แก่ญาติมิตร ซึ่งข้างในไส้นั้นมีจดหมายนัดแนะกำหนดเวลา เมื่อถึงช่วงเวลาตามนัด ชาวจีนต่างก็ร่วมกันต่อสู้และสามารถกู้เอกราชกลับคืนมาได้ นับจากนั้น เทศการไหว้พระจันทร์ก็ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมของบรรพบุรุษ
  
       แต่ไม่ว่าจะมีตำนานความเป็นมาเช่นไร “การไหว้พระจันทร์” ก็เป็นเทศกาลที่รวบรวมญาติมิตรพี่น้องให้มาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา นับว่าเป็นเทศกาลแห่งความกลมเกลียวของครอบครัว


ขอขอบคุณ http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000118091

September 27, 2012

การล้างผักผลไม้ให้สะอาด


วิธีการล้างผักผลไม้ให้สะอาดหลายๆวิธี การบริโภคผักให้ปลอดภัยจากสารพิษ

ผักเป็นอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย ประกอบด้วยเซลลูโรสจำนวนมากซึ่งมีประโยชน์ช่วยในการขับถ่ายทำให้ไม่เป็นโรคท้องผูก และที่สำคัญในผักมีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา วิตามินซี ช่วยบำรุงเหงือกและฟัน และสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคมักประสบปัญหาสารตกค้างในพืชผัก อันเนื่องมาจากการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม และไม่ระมัดระวังของเกษตรกรผู้ผลิต ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนผู้บริโภค ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรพิจารณาเลือกซื้อผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ เช่น ผักที่ได้รับรองจากหน่วยราชการ หรือองค์กรต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีวิธีการที่ทำให้สารพิษตกค้างในผักลดน้อยลง เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภคด้วยวิธีการต่างๆ ก่อนนำประกอบอาหารรับประทาน ดังนี้

วิธีล้างผักให้สะอาดเพื่อลดปริมาณสารพิษ

ลอกหรือปอกเปลือก แล้วแช่น้ำสะอาดนาน 5-10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 27-72

แช่น้ำปูนใส นาน 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 34-52

การใช้ความร้อน ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 48-50

แช่น้ำด่างทับทิม นาน 10 นาที (ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด) ผสมน้ำ 4 ลิตร) ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 35-43

ล้างด้วยน้ำไหลจากก๊อก นาน 2 นาที ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 25-39

แช่น้ำซาวข้าว นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 29-38

แช่น้ำส้มสายชูหรือเกลือป่น (น้ำส้มสายชูหรือเกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร) และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 29-38

แช่น้ำยาล้างผัก นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 22-36

ข้อมูลโดย ฝ่ายตรวจวิเคราะห์สารเคมีและบริการเครื่องมือ กองป้องกันและกำจัดศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. 561-4663

หรือ

- ตัดรากหรือส่วนที่ไม่ต้องการออก
- ล้างผักก่อนหั่นหรือเด็ด
- ล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือล้างให้น้ำผ่านโดยใช้น้ำแรงๆ
- ยกผักขึ้นจากน้ำที่ล้าง
- ผักไม่มีใบ เช่น ถั่วฝักยาว ควรล้างผักทั้งฝักก่อน
- ผักเมล็ดและผลที่ติดกัน ควรแช่น้ำให้ดินอ่อนตัว จะล้างออกได้ง่ายและผักไม่ช้ำ
- ผักดอก เช่น ดอกกะหล่ำ ควรแช่น้ำเกลือไว้ประมาณ 10 นาที
เพื่อให้ตัวแมลงต่างๆ หลุดออกและแช่น้ำเปล่าอีกครั้ง
- ผักใบ เช่น ผักกาดขาว ผักกาดหอม ควรแกะออกเป็นใบๆ ออกจากต้น
จึงนำไปล้างเพื่อให้ดินตามซอกใบหลุดออก
การล้างผักสดด้วยน้ำสะอาดจนหมดดิน แล้วควรล้างด้วยน้ำยาสำหรับล้างผักอีกครั้ง เพื่อให้ไข่ของตัวหนอนและพยาธิหลุดออกจากผักได้เกือบหมด นอกจากน้ำเราควรแช่ผักในน้ำยาไอโอดีนโดยผสมไอโอดีน 100 ส่วนในน้ำล้านส่วน แช่ไว้ประมาณ 10 นาที จะช่วยทำลายพวกไข่หนอนและพยาธิ หรือใช้ด่างทับทิมล้างทำความสะอาดผัก

จากคุณ : jesset //pantip.com

September 20, 2012

Twinings London

ในปี 1706 โธมัสตัดสินใจซื้อต่อกิจการร้าน TOM’S COFFEE HOUSE บนถนน Strand ในกรุงลอนดอน ตอนนี้กลายเป็นร้านทไวนิงส์ 


Twinings @London

Thank you FB Twinings

September 19, 2012

เชิญร่วมกันสวดมนต์ อธิษฐานจิตถวายพระพร


เชิญร่วมกันสวดมนต์ อธิษฐานจิตถวายพระพร คืนนี้ครับ
(ฝากบอกต่อกันด้วย คืนนี้เป็นอีกคืน ที่เราจะสวดกันครับ เริ่มเวลา 21.00น.ทุกวัน )

มาร่วมกันเยอะๆ สถานที่บ้านของเราเองแต่ละท่านตามแต่สะดวก
พลังใจทุกดวงจะหล่อหลอมรวมกัน เป็นพลังบริสุทธิ์แรงกล้า เพื่อให้พระอาการประชวรของพระองค์ดีขึ้นในเร็ววัน อย่างที่เราเคยร่วมกันทำครับ

การสวดโพชฌังคปริตร มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลเลยทีเดียว ปฏิบัติสืบทอดกันมา 2555 ปี.แล้ว ซึ่งพระผู้ปฏืบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านมักให้สวดเสมอเมื่อมี่พระลูกวัดอาพาธ(ป่วย) วันนี้เราจึงมาร่วมน้อมจิตเข้ามาให้เกิดพลัง แผ่ไพศาล ถวายเป็นพระราชกุศลอีกครั้งหนึ่งครับ

บทสวด "โพชฌังคปริตร"
ตั้งจิตอยู่ในอาการสงบ แล้วสวด นโม ฯ 3จบ ตั้งจิตอธิษฐาน ถึงพระองค์ท่าน แล้วสวดดังนี้

โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา
( โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ )
วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร
( วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ )
สะมาธุเปกขะโพชฌังคา
( สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ )
สัตเตเต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา
( 7ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว )
ภาวิตา พะหุลีกะตา
( อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว )
สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา
( ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ )
เอกัสมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา
( ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ
และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก )

โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ
( จึงทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง )
เต จะ ตัง อะภินันทิตวา
( ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม )
โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ
( โรคก็หายได้ในบัดดล )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ )
เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต
( ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก )
จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะ สาทะรัง
( รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ )
สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส
( ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ )
ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง
( ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง 3 องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก )
มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
( ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา )
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
( ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ )
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
( ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ. )
--- จบ ----

หลังจากสวดมนต์จบ น้อมจิตเข้าหาตัวเรา สงบนิ่งพักอยู่จนจิตสงบ
พอจิตเราเวลาสงบ มีอาการโปร่งโล่งสบาย ก็พร้อมเหมาะควรแก่การอธิษฐานจิตถวายพระพรแด่ทั้งสองพระองค์
จากนั้นอธิษฐานจิตถวายพระพรแต่ทั้งสองพระองค์ ให้ทั้งสองพระองค์มีกำลังพระทัยที่เข้มแข็ง ให้หายจากพระอาการประชวรโดยไวครับ
ขอบคุณ FB เรารักพระเจ้าอยู่หัว

วิลลี่ ปลด เปิ้ล นาคร ออกจากสาระแน 19.9.55


Me: good state.Ask to share this Thank you

เหตุผลที่ วิลลี่ ปลด เปิ้ล นาคร ออกจากสาระแน  

หลังจากที่ เปิ้ล นาคร ออกมาโพสต์บอกว่าตัวเองโดนปลดฟ้าผ่าจากรายการ สาระแน ที่ตนเอง วิลลี่ และหอย ร่วมกันสร้างมากว่า 15 ปี นอกจากนี้ยังเขียนอำลาน้อง ๆ ทีมงานและน้อง ๆ ในลักษ์ 666 เหตุการณ์ครั้งนี้เหมือนเป็นการตอกย้ำว่า เปิ้ล นาคร มีปัญหากับ วิลลี่ และ หอย จริง ๆ  เพราะก่อนหน้านี้ เปิ้ล นาคร ได้ออกมาประกาศถอนหุ้นออกจากบริษัทดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าจะไปดูแลครอบครัว ซึ่งแท้จริงแล้วอาจมีปมขัดแย้งซ่อนอยู่ที่ทั้งหมดยังไม่พูดความจริงหรือเปล่า??

เรียกว่าช็อก!!ไปตาม ๆ กันแม้แต่คนในวงการก็ช็อกกับข่าวนี้ ล่าสุดเพื่อไม่ให้ประเด็นค้างคาใจนานจนเกินไปวันนี้ (19 ก.ย.) วิลลี่ แมคอินทอช ผู้บริหารบริษัทลักษ์ 666 ตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงสาเหตุทำไมต้องปลด เปิ้ล นาคร ออกจากรายการสาระแน

"เมื่อปีที่แล้วตอนที่พี่เปิ้ลบอกจะถอนหุ้นผมก็เข้าใจ และถ้าพี่เปิ้ลบอกว่าถ้าอยากให้ช่วยทำต่อก็็ได้ไม่มีปัญหา จนถึงเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมจึงตัดสินใจบอกพี่เปิ้ลว่าเรารบกวนพี่เปิ้ลพอแล้วครับและขอบคุณพี่ยอมสละเวลา 1 ปีมาช่วยเรา ให้เรายังคงเป็นสาระแนที่แฟน ๆ จำได้ต่อจากนี้ไปให้พี่ลุยงานภาพยนตร์ให้เต็มที่และถ้ามีอะไรให้ช่วยหรืออยากเข้ามาเยี่ยมน้อง ๆ เรายินดีต้อนรับพี่เสมอ"

"ณ ตอนนี้พี่เปิ้ลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลักษ์แล้วครับทั้งรายการ สาระแน แล้วก็ นั่งยางโชว์ แล้วรวมถึงรายการอื่นแต่อนาคตอาจมีครับ ต้องรอดู"

"คำว่า "ปลดฟ้าผ่า" ผมขอยอมรับผิดคนเดียวแทนทุก ๆ คน ผมรู้มาตั้งนานแล้วว่าถึงเวลาที่พี่เค้าต้องไปและผมก็ลำบากใจที่จะคุยกับพี่เค้าเรื่องนี้เหมือนกันเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซีเรียสพอสมควร แต่พอได้คุยพี่เปิ้ล พี่เค้าก็เข้าใจ เราทุกคนร้องไห้ครับเพราะมันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยอยากให้มันเกิดขึ้น แต่เมื่อถึงจุดนึงที่มันเกิดขึ้นแล้วผมและทีมงานก็ต้องทำใจและยอมรับให้ได้ครับ"

"ชีวิตส่วนตัวยังเหมือนเดิม ทั้งผมและพี่เปิ้ลยังเป็นพี่น้อง เป็นครอบครัวกันเหมือนเดิม เราไม่เคยทะเลาะกัน ไม่เคยมีปัญหากัน ผมยังโทรหา ชวนกินข้าว เยี่ยมลูกเหมือนปกติครับ แต่เราจะไม่คุยเรื่องงานกันเท่านั้นเอง"

"ผมไม่คิดว่าเรื่องมันไม่น่าจะใหญ่ขนาดนี้ด้วยซ้ำเพราะถ้าหากผมรู้ว่ามันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ผมคงยอมถอยออกมาเองแล้วให้พี่เปิ้ลกับพี่หอยทำรายการต่อแทน"

"เรื่องพูดให้พี่เปิ้ลออกจากรายการเป็นเรื่องที่พูดยากและผมทำใจยากมากครับ ผมทราบมาสองอาทิตย์แล้วว่าพี่เค้าต้องไป แต่ที่ตัดสินใจบอกกระทันหันเพราะผมไม่อยากให้เทปสุดท้ายมันเศร้าเลยมาบอกตอนอัดเสร็จ ซึ่งพี่เค้าก็เข้าใจดีครับ"

"กลัวกระแสว่าคนจะมองว่า ผมกับพี่หอยทิ้งพี่เปิ้ลเหมือนกัน แต่ยังไงผมยังยืนยันว่าเราไม่ได้ทิ้งแน่นอนครับ พี่เปิ้ลเองหน้าที่มีหนังที่พี่เค้าต้องรับผิดชอบเหมือนกันและผมกับหอยก็มีงานในไลน์ของผมเหมือนกัน ผมเลยอยากให้ทุกอย่างชัดเจนและพี่เปิ้ลได้ลุยงานของตัวเองเต็มที่ครับ รายการรูปแบบใหม่ไม่ใช่ไม่เหมาะกับพี่เปิ้ล แค่เราพัฒนาอยากพัฒนารายการ ไม่ใช่อยากแกล้งพี่เปิ้ล หรือ อยากตัดพี่เปิ้ลออกเลย อย่างที่บอกครับเราอยากให้พี่เค้าได้ลุยเต็มที่กับงานบริษัทครับ"

"ตอนแรกคิดว่ารายการสาระแนจะเปลี่ยนทั้ง 3 คน เลยด้วยซ้ำ แต่พอมาเห็นวันนี้ผมเลยรู้ว่าไม่ควรไปแตะสาระแนอีกเลย"

"ขอโทษแฟนรายการทุกคนและอยากให้ทุกคนเข้าใจ ที่เราทำแบบนี้เพราะเราไม่อยากจะรบกวนพี่เปิ้ลแล้วเพราะตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาพี่เปิ้ลช่วยเราเต็มที่มากครับ แล้วในอนาคตอาจมีพี่เปิ้ลเข้ามาเป็นแขกรับเชิญในรายการก็ได้ เรายังเป็นเพื่อนสนิทกันครับ"

"สาเหตุที่พี่เปิ้ลถอนหุ้นออกจากบริษัทมันมีส่วนเหมือนกันครับ แต่ไม่ใช่เพราะว่าเรามีความลับในบริษัทเลยต้องตัดพี่เค้าออก แต่เป็นเพราะว่าเมื่อถึงจุดนึงผมอยากให้ชัดเจนในไลน์ ในเส้นทางการทำงานของตัวเองครับ ทั้งบริษัทลักษ์666 และบริษัทใหม่ของพี่เปิ้ล"

ทำไมไม่ควงแขนมาพร้อมกัน

"ผมอยากมากครับอยากให้พี่เค้ามาด้วย แต่ไม่มีโอกาสจริง ๆ เพราะผมเพิ่งทราบเรื่องว่ามีคนสงสัยเยอะมาก เลยตัดสินใจให้พีอาร์แจ้งนักข่าวตอนตี 1 ว่าคงต้องตั้งโต๊ะให้นักข่าวได้คลายความสงสัย ซึ่งถ้าในอนาคตหากมีโอกาสดีจริง ๆ ที่เรามีเวลาตรงกันเราคงจะแถลงคู่กัน ครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการสร้างกระแสแน่นอน เพราะเรื่องนี้ถึงบอกพี่เค้าตอนไหนความรู้สึกความเสียใจยังเท่ากันครับ"

Thank you Sanook.com

บะหมี่น้ำหนึ่งชาม (เรื่่องเล่าของญี่ปุ่น)


บะหมี่น้ำหนึ่งชาม (เรื่่องเล่าของญี่ปุ่น)

   เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว วันที่ 31 ธันวาคม 2528 ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ร้านบะหมี่ " ฮอกไก " บนถนนซัปโปโร การกินบะหมี่โซบะในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเป็นประเพณีของชาวญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันสิ้นปี "ร้านฮอกไก" นี้ก็เช่นกัน ในวันนี้คนแน่นร้านแทบทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น. คนก็เริ่มน้อยลงโดยปกติแล้วบนถนนสายนี้คนจะแน่นขนัดไปจนถึงเช้าตรู่ แต่วันนี้ทุกคนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน ดังนั้นถนนสายนี้จึงปิดร้านเร็วกว่าปกติ เถ้าแก่ ของร้าน"ฮอกไก"เป็นคนซื่อและเถ้าแก่เนี้ยก็เป็นคนอัธยาศัยใจคอดี ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า พอลูกค้าคนสุดท้ายกลับไปในขณะเถ้าแก่เนี้ยก็จะปิดร้าน ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบา ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชายสองคน คนหนึ่งประมาณ 6 ขวบกับอีกคนหนึ่งประมาณ 10 ขวบเข้ามาในร้าน เด็กชายทั้งสองคนสวมชุดกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค้ทลายสก๊อตเก่า ๆ เชย ๆ
   "เชิญนั่งครับ" เถ้าแก่ร้องทักทายออกมา หญิงคนนั้นเอ่ยปากอย่างขลาดกลัวว่า
   "ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมค๊ะ" เด็กชายสองคนที่อยู่ข้างหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก
   "ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ"
     เถ้าแก่เนี้ยพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเบอร์สองชิดกำแพง แล้วตะโกนบอกไปทางห้องครัวว่า
   "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
     บะหมี่หนึ่งชามมีบะหมี่แค่หนึ่งก้อน เถ้าแก่คิดแล้วก็ใส่บะหมี่เพิ่มไปอีกครึ่งก้อน ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม ทั้งเถ้าแก่เนี้ยและสามแม่ลูกต่างก็ไม่รู้เรื่อง สามแม่ลูก นั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย.....กินพลางพูดพลาง
   " ทานเถอะครับ " ลูกคนพี่พูด
   "แม่ทานหน่อยสิครับ" ลูกคนน้องพูดไปก็คีบบะหมี่ให้แม่กิน ไม่นานก็กินบะหมี่หมดชาม
     จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยนแล้ว ทั้งสามคนก็ชมว่า
   " ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ) " พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยแล้วลาจากไป
   " ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ) "
      ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างก็กล่าวขอบคุณ ทำงานไปวันแล้ววันเล่ายุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี วันที่ 31 ธันวาคมก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ในวันส่งท้ายปีเก่า ร้านบะหมี่ "ฮอกไก" ก็ยังคงขายดีและดูเหมือนจะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา สองตายายยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการค้าขาย และแล้ววันที่วุ่นวายก็จบสิ้นลง 22.00น.กว่า ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้านอยู่นั้น ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ ผู้ที่เข้ามาก็คือหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายสองคน พอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ทที่เก่า และเชย เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นลูกค้าคนสุดท้ายในวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั่นเอง
   "ขอบะหมี่น้ำหนึ่งชามได้มั๊ยคะ"
   "ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ"
     เถ้าแก่เนี้ยนำพวกเขาไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว โต๊ะเบอร์สอง ตะโกนไปพลางว่า
   "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม" เถ้าแก่รับคำพลาง จุดเตาที่เพิ่งจะดับไปพลาง
   "ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
     เถ้าแก่เนี้ยแอบไปพูดที่ข้างหูของเถ้าแก่ว่า
   "นี่ตาแก่ต้มบะหมี่ให้พวกเขาสามชามไม่ได้หรือ"
   "ไม่ได้ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้พวกเขาอายและไม่สบายใจได้รู้มั๊ย" สามีตอบพลาง แล้วโยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือดพล่าน เดินไปยืนข้างภรรยาแล้วก็ยิ้ม ภรรยาก็พูดขึ้นว่า
   " เห็นเธอซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ ไม่นึกเลยว่าจิตใจก็ดีเหมือนกันนะ " ฝ่ายสามีเดินไปตักบะหมี่ชามใหญ่ ที่กลิ่นหอมชวนกินชามนั้นแล้วให้ภรรยายกไปให้  สามแม่ลูก นั่งล้อมชามบะหมี่ กินไปพลางคุยไปพลาง เสียงคุยของสามแม่ลูกดังถึงหูของตายาย
   "หอมจังเลย…ยอดไปเลย…อร่อยจริงๆ"
   "ปีนี้สามารถกินบะหมี่ของร้านฮอกไกได้นับว่าไม่เลวทีเดียว"
   "ถ้าปีหน้าสามารถมากินได้อีกก็ดีนะสิ"
     กินเสร็จก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยนแล้วสามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านฮอกไกไป
   "ขอบคุณค่ะ(ครับ)สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
     มองตามหลังสามแม่ลูกจนลับหายไป สองตายายก็ยกเรื่องสามแม่ลูกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกไปได้ระยะหนึ่ง ในวันสิ้นปีของสามปีมานี้ กิจการของร้านฮอกไกดีมาก สองตายายต่างก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกัน แต่พอเลย 21.00น.ไปแล้ว สองตายายก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา พอถึง 22.00น. พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป พอคนกลับไปหมดแล้วเจ้าของร้านทั้งสองก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้านที่เขียนไว้ว่า
   "บะหมี่ชามละสองร้อยเยน" ที่แขวนไว้ตามผนังทั้งหมดพลิกกลับหลัง แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า "บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน" 30นาทีก่อนเถ้าแก่เนี้ยก็เอาป้าย "จองแล้ว" ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สอง เหมือนกับว่าจะมีเจตนารอแขกที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้วถึงจะมาอย่างนั้นแหละ 22.30น. ในที่สุดสามแม่ลูกก็ปรากฎตัวขึ้น พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง น้องชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ทที่พี่ชายสวมเมื่อปีก่อนดูหลวมและไม่พอดีตัว เด็กทั้งสองคนโตขึ้นมาก ส่วนผู้เป็นแม่ก็ยังคงสวมเสื้อโค้ทลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและเชยแถมสีซีดตัวเดิม
   "เชิญค่ะ เชิญค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยกล่าวทักทายอย่างมีน้ำใจ มองใบหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทางต้อนรับอย่างเต็มที่ของเถ้าแก่เนี้ย ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นเปล่งคำพูดออกมาอย่างงกงกเงิ่นเงิ่นว่า
   "รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำให้สักสองชามได้ไหมค่ะ"
   "ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ"
     เถ้าแก่เนี้ยนำแม่ลูกไปนั่งยังโต๊ะเบอร์สอง แล้วรีบเอาป้าย "จองแล้ว" ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วตะโกนบอกไปทางครัวว่า
   "บะหมี่น้ำสองชาม"
   "ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้แหละครับ"
    เถ้าแก่พลางตอบ พลางโยนบะหมี่ลงไปในหม้อน้ำสามก้อน สามแม่ลูกกินไปพูดไป ดูแล้วเหมือนมีความสุขกันมาก สองสามีภรรยาที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่ได้รับรู้ถึงความสุขที่พวกเขาได้รับกัน ในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย
   " ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูก ๆ เป็นอย่างมาก"
   " ขอบคุณ ?"
   " ทำไมครับ" เรื่องเป็นอย่างนี้
   “ คือคุณพ่อของลูกที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปได้ทำให้คนอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บและทางบริษัทประกันก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น ในช่วงหลายปีมานี่ทำให้เราต้องจ่ายเงินเดือนละห้าหมื่นเยนทุกเดือน"
   "เอ๊ะ เรื่องนี้เราก็ทราบกันอยู่แล้วนี่ครับ" ผู้เป็นพี่ตอบ ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ตั้งใจฟังอย่างเงียบ ๆ อยู่หลังโต๊ะทำอาหาร
   "แต่เดิมนั้นเราต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเดือนมีนาคม แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ไปหมดแล้ว"
   "จริง ๆ หรือครับ แม่"
   "จริงสิจ๊ะ นี่เป็นเพราะว่าพี่ชายของลูกขยันไปส่งหนังสือพิมพ์ ส่วนตัวลูกเองก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าวทำอาหาร ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่ ทางบริษัทจึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมทั้งเงินโบนัสพิเศษอื่นๆ อีก จึงทำให้วันนี้สามารถชำระในส่วนที่เหลือได้หมด"
   "ว้าว แม่ครับ พี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษสิครับ แต่ว่าต่อไปขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ"
   "ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ ไอ้น้องชาย เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันสู้หน่อยแล้วนะ"
   "ขอบใจลูกทั้งสองมาก ขอบใจจริง ๆ "
   "แม่ครับผมกับน้องก็มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ คือในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนโรงเรียนของน้อง ได้แจ้งให้ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมนักเรียนในห้องเรียนในวันพบผู้ปกครอง คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกหนึ่งฉบับว่า เรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโด เพื่อไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อน ๆ ของน้องนะครับผมถึงทราบ ดังนั้นในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่ ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้อง" "จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ" "หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ ความปรารถนาของข้าพเจ้า" น้องได้เอาเรื่องของบะหมี่น้ำหนึ่งชามมาเขียนเป็นเรียงความ แล้วยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย" "เรียงความเขียนว่า…หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว ได้ทิ้งหนี้สินให้เรามากมาย เพื่อที่จะชำระหนี้ คุณแม่ต้องทำงานดึกดื่นหามรุ่งหามค่ำทุกวัน แม้แต่เรื่องของผมที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์ น้องก็ยังเอาไปเขียนเลย…"
   "ยังมีอีก น้องยังเขียนถึงในคืนวันที่ 31 ธันวาคม พวกเราสามคนแม่ลูกได้มาล้อมวงกันกินบะหมี่น้ำ อร่อยมาก…สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว คุณตาคุณยายเจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณพวกเราอีก แล้วยังอวยพรวัน ปีใหม่ให้พวกเราอีก เสียงเหล่านั้นเหมือนกับว่าให้กำลังใจให้เข้มแข็งที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป พยายามปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหลายของคุณพ่อให้หมดให้เร็วที่สุด…" "ด้วยเหตุนี้น้องจึงได้ตัดสินใจว่าโตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่ แล้วจะต้องเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วยแล้วยังจะให้กำลังใจแก่ลูกค้าทุกคน…ขอให้มีความสุขครับ…ขอบคุณครับ…"
    สองตายายเจ้าของร้านบะหมี่ที่ยืนฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่จู่ ๆ ก็หายตัวไป พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่ากันอยู่ใต้โต๊ะ ในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง พยายามซับน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเหมือนทำนบพังนั้นอย่างไม่ลดละ พอน้องอ่านเรียงความจบคุณครูก็พูดว่า  
   "วันนี้พี่ชายได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่ ดังนั้นขอเชิญพี่ชายขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ "
   "จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรหล่ะ"
   "ก็มันกระทันหันเกินไป ตอนแรก ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ผมจึงพูดว่า…ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมาหุงหาอาหารทุกวัน ดังนั้นในเวลาที่เพื่อน ๆ ทุกคนมีกิจกรรมกันในตอนเย็นก็มักจะอยู่ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้เพราะต้องรีบกลับบ้าน เมื่อเป็นอย่างนี้คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร" "เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชาม ผมรู้สึกอายมาก แต่พอได้เห็นน้องยืดอกอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่ น้ำหนึ่งชามด้วยเสียงอันดังนั้นจนจบ ถึงได้รู้สึกว่าความรู้สึกอายเมื่อสักครู่นี้ถึงจะเรียกว่าเป็นความอายจริงๆ"
   "หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ที่จะสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามนั้นเพื่อกินกันสามคนนั้นผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด ผมและน้องจะต้องขยัน และดูแลแม่เป็นอย่างดี และผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ"
    สามแม่ลูกกุมมือกันเงียบ ๆ ตบไหล่ กินบะหมี่หมดอย่างมีความสุขกว่าทุก ๆ ปี จ่ายเงินไปสามร้อยเยนกล่าวขอบคุณ ค้อมตัวลงเคารพและเดินออกจากร้านไป สองสามี ภรรยา เจ้าของร้านมองตามหลังสามแม่ลูกไป เจ้าของร้านจึงได้รู้สึกว่าปีนี้ได้ผ่านไปแล้วจริง ๆ พร้อมกับกล่าวว่า
    "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
     และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง พอถึงเวลา21.00น.ทางร้านฮอกไกก็วางป้าย"โต๊ะจอง"ไว้บนโต๊ะเบอร์สองและเฝ้ารอคอย การมาเยือนของสามแม่ลูกเช่นเคย แต่ในปีนั้นสามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้านเลย ปีที่สอง ปีที่สาม โต๊ะเบอร์สองก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้านฮอกไกอีกเลย กิจการของร้านฮอกไกดีมาก เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่ จะมีก็แต่โต๊ะเบอร์สองที่เก็บรักษาไว้เหมือนเดิม "นี่มันเรื่องอะไรกัน" ลูกค้าหลายคนต่างก็ถามด้วยความกังขา เถ้าแก่เนี้ยก็เลยเล่าเรื่องบะหมี่หนึ่งชามให้แก่ลูกค้าฟัง โต๊ะเก่าตัวนั้นวางอยู่กลางร้านเหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่ง และก้อไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามอาจจะกลับมาอีก พวกเขาหวังว่าจะใช้โต๊ะเก่าตัวนั้นในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามของเขาโต๊ะเบอร์สองตัวนั้นเปลี่ยนเป็นชื่อว่า "โต๊ะแห่งความสุข" ลูกค้าต่างก็พูดต่อๆ กันไป มีนักเรียนหลายคนอยากเห็นโต๊ะตัวนี้ถึงขนาดที่ว่านั่งรถมาจากที่ไกลแสนไกลมากินบะหมี่ และเจาะจงที่จะนั่งโต๊ะตัวนี้ ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลาย ๆ ปี พอถึงวันสิ้นปีหลังจากปิดร้านแล้ว เจ้าของร้านค้าในละแวกใกล้เคียงร้านฮอกไก ก็มักจะมารวมตัวฉลองโดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮอกไก กินไปพลาง ก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว
     ในวันนี้พอเลย 21.30น.ไปแล้ว เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อนพร้อมทั้งนำซาซิมิมาด้วย ต่อจากนั้นก็มีคนมาเรื่อยๆ เป็นระยะ บ้างก็เอาเหล้ามาบ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา ปกติแล้วก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน ต่างก็คึกคักกันมาก ทุกคนที่มานั้นต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง ทุกคนก็พยายามไม่เอ่ยถึงมันแต่ในใจต่างก็คิดกันว่า วันนี้ "โต๊ะจอง" ตัวนั้นไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง มันคงจะว่างเปล่าเพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินบะหมี่ บ้างก็เข้า ๆ ออก ๆ พอเตรียมกับข้าวกับแกล้ม ต่างก็กินกันไปคุยกันไป พูดเรื่องการค้าบ้าง คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลงในระยะนี้บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่ ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุก ๆ เรื่อง จนเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกันเวลาผ่านไปจนถึง 22.30น. ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกันสายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใครทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกคักในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะพูดว่า
   "ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ" เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมชุดกิโมโนเดินเข้ามายืนระหว่างกลางของชายหนุ่มทั้งสองคน ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า
   "เอ้อ…รบกวน…รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมคะ" ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำกับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่ ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก
   " พวกคุณ...พวกคุณ " เขาพูดได้เพียงแค่นั้นคำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของเถ้าแก่เนี้ยที่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดกับเถ้าแก่เนี้ยว่า
   "พวกเราสามคนแม่ลูกที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มาสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามทานกันสามคนไงครับ และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้"
   "หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโรแล้ว"
   "วันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อและน้องชายที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต ได้เสนอ ความคิดที่เลิศเลออย่างหนึ่งก็คือ ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ ฮอกไกที่ซัปโปโรและทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮอกไกด้วย"
     สองตายายฟังไปพลาง พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่ที่จะกลืนบะหมี่คำที่คาอยู่ในปากลงไปในคอ แล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า
   "อ้าว…เถ้าแก่… เป็นอะไรไปหล่ะ อุตสาห์เตรียมการมาตลอดสิบปีเพื่อเฝ้าคอยวันนี้ "โต๊ะจอง " ตัวนั้นไงที่พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้าที่จะมาตอนหลังสิบโมงของคืนวันสิ้นปีไงรีบ ๆ ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า"
     ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก แล้วพูดว่า
   "ยินดีต้อนรับค่ะ…เชิญนั่งข้างในค่ะ…นี่ตาเฒ่า…บะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง" เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า
   "ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม"
     หากดูกันตามจริงแล้ว สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไปมันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน คำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ รวมทั้งคำอวยพรว่า
   “ ขอบคุณค่ะ(ครับ) ” “ สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ) ”
     ก็เท่านั้นเอง แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริงอันโหดร้ายบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์ คับขันได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
     นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า --- อย่าพยายามมองข้ามตัวเอง ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้ บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียงความใส่ใจความห่วงใยอันจริงใจ ของคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็สามารถนำพาเอาแสงสว่างอันเจิดจรัสอย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้ ด้วยเหตุนี้ความหวังความใฝ่ฝันที่แรงกล้าของพวกเรา … เพื่อนพ้องทั้งหลาย … อย่ามัวเห็นแก่ตัวกันหรือเสียดายมันอยู่เลย หวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป พวกเราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรักและความเมตตาที่เราอัดเก็บไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้นมอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจจุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก... ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริงๆ ...
     ไงจ๊ะ…อ่านบทความนี้จบแล้วรู้สึกเมื่อยตาบ้างหรือเปล่า บริหารสายตาหน่อย กรอกตาซ้ายไปมา เสร็จแล้วก็หันมากรอกตาขวา หลังจากนั้นก็กรอกตาทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน หากทำแล้วลูกตากระเด็นออกมานอกเบ้าแล้วล่ะก้อไม่ต้องมาหาฉันนะจ๊ะไปหาหมอเถอะ… เรื่องนี้ตอนที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกประทับใจมานับไม่ถ้วนแล้ว ดังนั้นจึงมีคนพูดกันว่า "ใครที่อ่านนิทานเรื่องแล้วไม่มีใครเลยที่จะไม่หลั่งน้ำตาให้" ถึงแม้คำพูดนี้ออกจะเกินจริงไปบ้าง แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้วรู้สึกประทับใจจริงๆ จนน้ำตาร่วงและน้ำตาที่ร่วงรินเหล่านั้น มันไม่ใช่น้ำตาจากความรันทดใจแต่เป็นน้ำตาที่หลั่งให้แก่ความประทับใจต่อความห่วงใยอย่างจริงใจและน้ำใจไมตรีอันกว้างขวางที่มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน


......http://www.gotoknow.org/blogs/posts/10812

September 18, 2012

รับบริจาค แผ่น cd dvd ที่ไม่ใช้เแล้ว


 รับบริจาค แผ่น cd dvd ที่ไม่ใช้เแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์ และอื่นๆ