Pages

Long Live The king

Long Live The king

April 27, 2012

น้ำเม็ดแมงลัก


น้ำเม็ดแมงลัก

E-Drink-Juice-2
ส่วนผสม
• เม็ดแมงลัก 15 กรัม (1 ช้อนโต๊ะ)
• น้ำสะอาด 200 กรัม (14 ช้อนโต๊ะ)
• น้ำตาลทราย 50 กรัม
วิธีทำ
1. เลือดเศษผงออกจากเม็ดแมงลักแล้วใส่ภาชนะที่ทนความร้อน
2. รินน้ำร้อนหรือน้ำเย็นใส่ในเม็ดแมงลักคนให้เข้ากัน
3. ปล่อยให้เม็ดแมงลักพองตัวออกจนมีลักษณะเป็นเมือกขาวใส ตรงกลางเม็ดเม็ดแมงลักมีสีดำๆ จึงเติมน้ำตาล
4. วิธีเสิร์ฟ ตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินน้ำเม็ดแมงลักใส่แก้ว ตกแต่งให้สวยงาม เสิร์ฟได้ทันที
คุณค่าทางโภชนาการ
ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ให้พลังงาน แก้ท้องผูก ระบายท้อง ถ้าจะให้ได้ผลดีควรดื่มก่อนนอน
ขอขอบคุณ หนังสือ น้ำผัก น้ำผลไม้ เพื่อสุขภาพ
ขอขอบคุณ www.petsang.com


April 11, 2012

อะครีลิคซีลแลนท์ กะ อะครีลิคฟิลเลอร์

ใช้อะครีลิคซีลแลนท์ แทน อะครีลิคฟิลเลอร์ ได้รึป่าวครับ?vote   ติดต่อทีมงาน

คือจะโป้วผนังบ้านภายนอกที่มีรอยร้าวที่ปูนฉาบทั้งที่เล็กขนาดเส้นผม และกว้างๆ ตามกรอบหน้าต่าง ก่อนที่จะทาสีใหม่
ลองอ่านตามเว็บ เค้าบอกว่า  ถ้ารอยเล็กๆ ให้ใช้อะครีลิคฟิลเลอร์ ใหญ่ๆ ใช้ อะครีลิคซีลแลนท์

ซึ่งผมใช้ไม่เยอะ กระปุกขนาด 1/4 GL กระปุกเดียว ก้อน่าจะพอ
ที่นี้ถ้าจะซื้อทั้ง 2 แบบ ก้อเกรงว่าจะเหลือเก็บ
ผมสามารถใช้อะครีลิคซีลแลนท์ โป้วรอยร้าวเล็กๆ รอยแตกลายงา แทน อะครีลิคฟิลเลอร์ ได้หรือไม่ครับ
จะได้ซื้ออะครีลิคซีลแลนท์ แค่กระปุกเดียว

และตอนโป้วเนี่ย ต้องสกัดปูนหรือขัดสีตรงรอยร้าวออกรึป่าวครับ หรือว่าทำความสะอาดแล้วโป้วลงไปได้เลย


Ans1  อะครีลิคซีลแลนท์ ดีกว่า อะครีลิคฟิลเลอร์ อะครีลิคซีลแลนท์จะกลบรอยเล็กๆ ได้ดีกว่า ราคาสูงกว่า 



ถ้าจะใช้อะครีลิค ก็ทำความสะอาดผิวรอยแตก แล้วก็โป้วปิดรอยไปได้เลย
แต่ถ้าแผลใหญ่ๆ จะต้องสกัดเปิดแผล  จากนั้นก็ โป้วอุดด้วย วัสดุพวก wall putty
ขัดผิวให้เรียบแล้ว ทาสีทับหน้าก็เรียบร้อยครับ อครีลิคจะใช้กับงานที่แผลไม่ใหญ่มาก
สมบัติการให้ตัวสูง ยืดหยุ่นได้ดี ตอนใช้อะครีลิคยาแนวรอยแตกใหม่ๆ ควรทิ้งไว้ซัก 1-2 วัน
สังเกตุดีว่ามีการยุบตัวหรือไม่ ถ้ายุบตัวนิดหน่อยก็เติมให้เสมอผิวบน จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้งสนิท
ค่อยมาทาสีทับครับ สีจะได้ไม่ย่นตามแนว หรือเป็นสันคลื่น
เป็นแนวทางนะครับ ไม่ใช่กฎตายตัว ประยุกต์ตามความเหมาะสมแล้วกัน



แหล่งเที่ยวกินย่านตลาดน้อย บ้านคุณนายดวงตะวัน โปษยะจินดา

แหล่งเที่ยวกินย่านตลาดน้อย บ้านคุณนายดวงตะวัน โปษยะจินดา
บ้านคุณนายดวงตะวัน โปษยจินดาชื่อบ้านโซวเฮงไถ่ แถวนั้นเรียกว่าบ้านประตูแดง คุณนายทำ ข้าวต้มมัด , สาคูไส้หมู และขนมจีนซาวน้ำ อร่อยมาก ข้าวต้มมัด จำราคาไม่ได้ อันละไม่กี่บาท สาคูไส้หมูกล่องละ 30 บาท ขนมจีนซาวน้ำ ชุดละ 45 บาท น่าพักกลางวันหรือซื้อกลับบ้าน แต่ต้องสั่งล่วงหน้าที่ 0879272881 เพราะคุณนายไม่ได้ทำทุกวัน ทำตามสั่งเท่านั้น

นอกจากบ้าคุณนายดวงตะวันแล้ว ย่านนั้นอาหารอร่อยก็มากมายนะคะ เมื่อก่อนหัวมุมซอยใกล้ริเวอร์ซิตี้ มีก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาอร่อยมาก ตอนนี้ย้ายไปที่อื่นแล้ว เพราะถูกไล่ที่ แต่ร้านเป็ดเจ้าท่ายังอยู่ มีทั้งก๋วยเตี๋ยวเป็ด และอาหารตามสั่งอื่นๆ อร่อยค่ะ ร้านเขาดังมาก

เดินแถวนั้นอย่าลืมเข้าไปชมศาลกวนอู กับเรือขุดโบราณในกรมเจ้าท่านะคะ อย่าเดินผ่านโดยไม่ได้แวะเข้าไป แล้วจะมาเสียดายทีหลัง

ศาลเจ้าทั้ง ๒ ศาลนั้น ศาลแรกเป็นศาลแต้จิ๋ว ศาลที่ ๒ เป็นศาลฮกเกี้ยน เมื่อไม่นานมานี้ พระองค์ภาฯก็เพิ่งเสด็จไปนมัสการศาลนี้

วัดปทุมคงคามีประวัติเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการประหารชีวิตผู้สูงศักดิ์

ส่วนมัสยิดโกชาของหลวงโกชาอิศหาก ต้นสกุลสมันตรัฐ มีบ้านผู้ดูแลมัสยิดอยู่ในนั้น ถ้าจะขอเข้าไปดูข้างใน คงต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน ข้างหลังมัสยิดเป็นป่าช้ากลางกรุงเลยค่ะ แต่ร่มรื่นสวยงามบรรยากาศดี ทางเข้ามัสยิดเป็นตึกแถว ทั้ง ๒ ฝั่ง เป็นแหล่งสร้างรายได้ของมัสยิด ห้องแถวห้องหนึ่งมีเกาลัดเกล็ดหิมะ และไอศครีม น่าทานและน่าซื้อกลับเหมือนกัน



บางตอนจาก Facebook

April 03, 2012

ชีสเค้กฟักทอง สูตรอร่อย

Cake [ชีสเค้กฟักทอง]


การทำเค้ก สูตรทำเค้กฟักทอง
มาแล้วจ้าา สำหรับสาวๆ หรือ หนุ่มๆ ผู้ที่ชื่นชอบขนมและของหวาน วันนี้ทาง ชุมชนคนชอบกาแฟ ก็นำวิธีทำขนมง่ายๆ มาฝากกัน งานนี้ ทำทานเองก็อร่อย ทำให้คนอื่นทานก็ยิ่งดีใหญ่ ทำให้แฟนทาน อันนี้ไม่ต้องพูดถึง รับรองคุณแฟนต้องปลื้มคุณขึ้นไปอีกเป็นแน่แท้ (แต่ต้องที่แบบทานได้นา ถ้าทานไม่ได้ก็คงต้องว่ากันไปอีกกรณี หนึ่ง) ^_^

วันนี้ขอนำเสนอเมนูขนมหวาน น่าทาน ที่ทำจากฟักทอง โอ้โห …ได้ยินชื่อฟักทองแล้ว หลายคนต้องชอบแน่ๆเลย เพราะฟักทองเป็น พืชที่มีคุณประโยชน์มากมาย ทั้งยังเป็นพืชสีเหลืองที่มีสารเบต้าแคโรทีนสู๊ง สูงอีกด้วย ซึ่งจัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง มีวิตามินเอ สูง ช่วยทำให้ นัยย์ของคุณสดใส แวววาวน่ารักอีกด้วย แถวไม่พอยังมีเส้นใยสูงช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายได้ดี แหม่…คุณประโยชน์เยอะแบบนี้ โอเค กินฟักทองต้มกันเลยดีกว่า ไม่ต้องกินมันละ ค๊ง เค้ก …. เย้ย ไม่ใช่ยังงั้น T_T
เรามาดูส่วนผสมกันดีกว่า
การทำเค้กฟักทอง
ส่วนประกอบต่างๆ
1. ครีมชีส 200 กรัม
2. น้ำตาล 50 กรัม
3. ฟักทองต้ม 80 กรัม
4. โยเกิร์ตแบบรสธรรมดา150 กรัม
5. เจลลาตินแผ่น 5 แผ่น
6. เนื้อฟักทองต้มสุกชิ้นเล็ก สำหรับแต่งหน้า

วิธีการเตรียม
การทำเค้กฟักทอง
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมเจลลาตินแผ่น ให้นำเจลลาตินแผ่นมาแช่น้ำเย็นไว้ก่อน (ถ้าหาซื้อไม่ได้ ก็เอาชนิดผงก็ได้ แต่ชนิดผงก็ได้)
ขั้นตอนที่ 2 เตรียมฟักทอง นำมาต้มให้สุก เอาเปลือกออกให้เหลือแต่เนื้อ
ขั้นตอนที่ 3 ฟักทองที่ต้มสุกแล้วนำมาบดหรือคนๆให้ละเอียด เนียน (พักไว้อุณหภูมิห้อง)
การทำเค้กฟักทองขั้นตอนที่ 4 ใช้ครีมชีสของ Philadelphia หรือ ยี่ห้ออื่นก็ได้นำมาพักไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 1 ชั่วโมง (ถ้าไม่มี เอายี่ห้ออื่นได้มั้ย :: ได้จ้า)
ทำเค้กฟักทอง การทำเค้กขั้นตอนที่ 5 ตีครีมชีสให้ละเอียดนุ่ม พร้อมกับใส่น้ำตาลลงไป ตีรวมกันจนเข้าเนื้อ
การทำเค้กฟักทอง สูตรทำเค้กขั้นตอนที่ 6 นำฟักทองที่บดไว้ มาตีรวมกับครีมชีส ตีไปเรื่อยๆจนเป็นเนื้อเดียวกัน
การทำเค้กฟักทองขั้นตอนที่ 7 เทโยเกิร์ตผสมลงไป ใช้ไม้พายคนๆ ให้ส่วนผสมเข้ากัน3
การทำเค้กฟักทองขั้นตอนที่ 8 จากเจลลาตินแผ่นที่แช่น้ำไว้ตอนแรก นำมาละลายโดยอุ่นให้ละลายหรือเข้าไมโครเวฟซัก 10-15 วินาที (ถ้าไม่มีสามารถใช้แบบผงแทนได้)
ฟักทอง สูตรการทำเค้กขั้นตอนที่ 9 นำเจลลาตินที่ละลายแล้วผสมลงไปใน ครีสชีส ใช้ไม้พายคนจนเป็นเนื้อเดียวกัน
ชีสเค้ก ฟักทองขั้นตอนที่ 10 นำครีสชีสฟักทองที่ได้ มาใส่ในถ้วยเล็กๆหรือภาชนะที่ต้องการแล้วนำเข้าตู้เย็นประมาณ 2 ชั่วโมง
สูตรการทำ ชีสเค้กจากฟักทองขั้นตอนที่ 11 แต่งหน้าด้วยฟักทองชินเล็กๆเป็นอันเสร็จ จ้าาาา
เค้กฟักทองเพิ่มเติม :: สามารถนำครีสชีสฟักทองก่อนที่จะผสมเจลลาตินที่ได้มาราดหน้าพาย เค้กก็ได้ตามใจชอบ ก็อาจจะได้เป็น Pumpkin Cheese Pie หรือ เค้กเป็นต้น

เป็นยังไงบ้างน้า การทำชีสเค้กฟักทอง ไม่ยากเลยใช่มั้ย ดูท่าทางทำง่าย แต่ถ้าทำเองกินได้ไม่ได้นั่น อาจจะอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เป็นไรครับงานนี้ การทำอาหารก็ต้องฝึกกันไป เดี๋ยวก็เก่งเองทำไปชิมไป บางอย่างเราก็ไม่ต้องกังวนมากเช่น เครื่องปรุงต้องเป๊ะ นู้นนี่ต้องได้ บางทีก็กะๆเอา ก็อร่อยในสไตล์เรา

admin ก็ งงๆ  เหมือนกัน ที่เวลารายการทำอาหารเค้าบอกว่า ต้องใช้ไฟอ่อน ไฟกลาง ไฟแรงไรงี้ คือเตาที่บ้าน อาจจะไม่ไฮโซ บางทีเราก็ไม่รู้ เช่น ถ้าเป็นเตาที่เค้าใช้ทำผัดไทยหละ เปิดไฟที ไฟลุกซู่ ฉะนั้นก็เลยบอกว่า ไฟกลาง ไฟอ่อน ไฟแรง มันก็ต้องกะๆ เอากันไปซึ่งขึ้นอยู่กับอาหารที่เราทำอีกที คือถ้าทอดไข่ 1 ใบละไปทอดด้วยไฟแรงแบบที่เค้าทำผัดไทย อะไรงี้นะ ก็จะควันโขม่งกันไป T_T




April 02, 2012

ทำไงดีหากมีแฟนเป็นหนุ่มขี้หลี

ทำไงดีหากมีแฟนเป็นหนุ่มขี้หลี ? เคยสงสัยไหมว่า
ทำไมผู้หญิงบางคนถึงอยากไปทำศัลยกรรมเสริมทรวงอกกันเหลือเกิน?
มันมีผลต่อการสร้างแรงดึงดูดให้เพศตรงข้ามเข้าหาหรือไง?
จึงทำให้พวกเธอตัดสินใจพึ่งการทำศัลยกรรมพลาสติกเพื่อให้ตัวเองดูอึ๋มขึ้น
เนื่องจากเชื่อว่าการทำเช่นนี้ (มีหน้าอกบิ๊กไซส์) จะเป็นที่ต้องตา
ต้องใจของชายหนุ่ม

ซึ่งคำตอบน่าจะเดากันได้ว่า ก็แน่ละสิ ที่ผู้หญิงพยายามทำงานเก็บหอมรอมริบ
แถมยังยอมเจ็บตัวไปเสริมซิลิโคน บางทีก็ทำไปเพื่อเรียกร้องความสนใจจริงๆ
เพราะเชื่อว่าผู้ชายจะสังเกตสังกาและสะดุดตาผู้หญิงในแวบแรกก็ตรงหน้าอกของเธอนั่นแหละ
แต่ในกรณีของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว การไปเสริมหน้าอกเพราะอยากให้แฟนรัก
แฟนหลงมากกว่าเดิม หรือรำคาญที่ถูกแฟนหนุ่มพูดมากเรื่องที่เธอหน้าอกเล็กก็ได้
จึงเกิดแรงฮึด ยอมเสียสตางค์เสียเวลาไปทำศัลยกรรมให้เขาเลิกบ่น
และจะได้ป้องกันไม่ให้ฝ่ายชายหาข้ออ้างไปมีอีหนูด้วย

นอกจากนี้ ผู้หญิงบางคนยังยอมรับว่า การมีหน้าอกไม่เล็กเกินไป
จนไม่ถูกล้อว่าเป็นสาวอกไข่ดาว แต่มีขนาดที่พอเหมาะพอควรนั้น
ช่วยทำให้พวกเธอ...มีความสุขและมั่นใจมากขึ้น เพราะเชื่อว่าตัวเองสวย

“ความรู้สึกว่าสวยขึ้นยังแบ่งเป็น 2 ระดับด้วยนะ” คุณปู
สาวที่เข้าใจความรู้สึกของเพศเดียวกันให้ความเห็นต่อไปว่า “ผู้หญิงเนี่ยพารานอยด์
(ไม่สบายใจ) นะ ถ้าทรวงอกเธอเล็กเกินไป ดังนั้น
ถ้าเธออยากหน้าอกใหญ่ขึ้นกว่าเดิมละก็
เชื่อได้ว่าเธอไม่ได้ทำเพื่อเสริมความมั่นใจของตัวเพียงฝ่ายเดียว
แต่ทำเพื่อคนที่เธอรักด้วย เรียกว่าสวยเพื่อคุณ ผู้ชายของเธอก็ได้
เพราะพวกผู้ชายน่ะชอบอวดเรื่องแฟนว่าของใครสวยกว่ากันจะตาย”

บอกตามตรงการที่ผู้หญิงให้ความสำคัญกับหน้าอกหน้าใจ
ก็ไม่ต่างกับการที่ผู้ชายให้ความสำคัญกับอาวุธประจำกายของตัวเองนั่นแหละ
ขืนของใครสั้นและเล็กก็จะรู้สึกมีปมทางใจ และดิ้นรนอยากใหญ่เช่นกัน

ฉะนั้น ขนาดจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับบางคน แต่ไม่ใช่ความสุขทั้งหมดของชีวิต
เนื่องจากหลายคู่ยอมรับว่า ความรักและความผูกพันต่างหากที่สำคัญกว่า
ส่วนสังขารนั้นคือความไม่เที่ยง

อย่าลืมว่า คนจะงาม งามน้ำใจใช่ใบหน้า คนจะสวย สวยกิริยาใช่ตาหวาน!

โอเคล่ะ เมื่อคนเราประสบพบเจอกันครั้งแรก ย่อมสนใจกันที่รูปร่างหน้าตาก่อนอย่างอื่น
แต่เวลาจะเลือกคบใครอย่างจริงจัง คงไม่คำนึงถึงหน้าตาอย่างเดียวแล้ว
แต่อยากศึกษาไปถึงจิตใจลึกๆลงไปกว่านั้นด้วย

ทีนี้ปัญหาน่ารำคาญใจ โดยเฉพาะผู้หญิงเวลามีแฟน มักพบว่าแฟนของตัวชอบมองคนอื่น
หรือชอบชมคนอื่นบ่อยๆน่ะสิ แต่พอถามขึ้นมา อู้ยเขางี้ ชอบปฏิเสธว่าไม่จริ๊ง ไม่จริง
ทั้งๆที่เห็นกันตำตาขนาดนั้น แต่ยังปากแข็งอยู่ได้ว่าไม่ใช่
หรือไม่ก็หัวเราะกลบเกลื่อนไปเลย

อันที่จริงหากผู้ชายมองผู้หญิงอื่นบ้างก็เป็นเรื่องธรรมชาติ
ใครไม่อยากมองสาวอื่นที่สวยกว่า อึ๋มกว่า เซ็กซี่กว่าแฟนตัวเองล่ะ
แต่ชายก็มักขี้จุ๊

อยู่ได้ว่าไม่ได้มอง ไม่ได้ชม ไม่ได้สนกันทั้งปี

แบบนี้ถือว่าเป็นการโกหกซึ่งๆหน้า โอ้โห ขนาดแฟนสาวจับได้ไล่ทันก็ยังปฏิเสธอีก
ลักษณะนี้แหละที่ทำให้ผู้หญิงไม่ชอบ แถมสาวบางคนอาจคิดมากเตลิดไปไกลว่า แหม
เรื่องแค่นี้ก็ไม่ซื่อสัตย์กันซะแล้ว

แต่เอาน่ะ ฝ่ายหญิงที่มีแฟนเป็นเช่นนี้ก็อย่าคิดฟุ้งซ่านเกินไป และเชื่อว่า
ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะไม่ถือสาหาความกับแฟนหนุ่มในกรณีนี้มากมายนัก
เพราะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ขนาดที่ทำให้ต้องเลิกกันสักหน่อย
อย่างมากวิธีการลงโทษก็อาจผลักเขาแบบรู้ทัน ตบเขา (เบาๆ) หรืองอนใส่ ก็จบ
ด้านฝ่ายชายก็ควรตามไปหาวิธีง้องอนกันต่อ เพราะถ้าไม่ง้อจะยิ่งผิดสังเกต!

เอางี้ วิธีรับมือกับคำโกหกของผู้ชายที่ส่ออาการขี้หลีต่อหน้าแฟนสาวน่ะเหรอ
พวกไม่ยอมหยุดแจกขนมจีบทั้งที่มีแฟนแล้วนี่น่าตีจัง อย่างไรก็ตาม เห็นที
คุณสุภาพสตรีคงต้องพิจารณากันเป็นเคสๆไป เช่น... 1.ถ้าเขาแค่มีอาการหน้ามืดตามัว
ถูกกิเลสครอบงำเพียงชั่วคราว แล้วก็เพียงหันไปมองคนโน้นคนนี้
แบบให้ความสนใจเพียงแค่มอง ไม่ได้อยากเข้าไปรู้จักมักจี่
หรือถลาเข้าไปจีบสาวคนนั้นละก็ ปล่อยเขาไปเถอะ
บอกแล้วไงว่าอย่างมากก็ทำเป็นงอนเขาก็แล้วกัน
อย่าไปเก็บมาเป็นอารมณ์ให้ขุ่นเคืองใจจนเกินไป เดี๋ยวไม่สวยนะจะบอกให้

2.ถ้าเขาเอ่ยปากชมผู้หญิงอื่นที่สวยกว่า อึ๋มกว่า
และทรวดทรงองค์เอวดีกว่าก็ลองท้าเขาสิว่า ถ้าชอบก็ไปจีบหล่อนสิ...
ว้าย...แต่แค่พูดเล่นนะ ไม่ได้แนะให้ไปท้าจริง
แต่ถ้าใครจะทำจริงก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนงั้นถ้าเขาชมผู้หญิงอื่นได้
คุณก็ลองชมผู้ชายคนอื่นที่มีคุณสมบัติเหนือกว่าเขาดูบ้างสิ ดูดิ เขาจะคิดอย่างไร?
งอนคุณ หรือไม่พอใจคุณไหม? หากเขาเป็น ก็อธิบายให้เขาฟังแล้วกันว่า
คุณก็ไม่ชอบเหมือนกัน แล้วค่อยๆคุย เพื่อสร้างความเข้าใจ
อย่าได้ถือคติยอมหักไม่ยอมงอเชียวนะ โถเรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย

3. หากเขาแสดงความสนใจในตัวผู้หญิงคนอื่น ชนิดอยากจีบเธอคนนั้นอย่างจริงจัง
แต่ยังทำเป็นไม่กล้า
หรือกลบเกลื่อนด้วยการเฉไฉละก็เชื่อว่าผู้หญิงที่มีแฟนแล้วทุกคนมีสัญชาตญาณที่ประเมินได้ด้วยตัวเองทั้งนั้นนะว่า
แฟนของคุณกู่ไม่กลับและถลำลึกไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว
เนื่องจากพวกเจ้าชู้มักเก็บอาการนี้ไม่ค่อยมิด จะมีแววตา, มีคำพูด,
มีอากัปกิริยาให้จับได้ไล่ทัน ซึ่งหากสาวใดรับได้กับความเจ้าชู้ของเขาก็แล้วไป
ตรงข้ามถ้ารับไม่ได้ เพราะส่อแววว่าเขาพยายามจีบเพื่อนของคุณ
ไอ้หยาขืนมักง่ายอยากได้มาก อุ๊ยต๊ายตาย แล้วฝ่ายหญิงจะทนไหวอีกหรือ?

เมอร์ลินไทยรัฐออนไลน์
  โดย เมอร์ลิน
  1 เมษายน 2555, 05:00 น.

March 26, 2012

จู ชัง เปี๊ยะ”ขนมเชงเม้ง

จู ชัง เปี๊ยะ”ขนมเชงเม้ง จัดให้อร่อยปีละครั้งที่...ศิริรส
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
25 มีนาคม 2555 23:19 น.
ช่างทำขนมกำลังทำจู ชัง เปี้ยะ
       ใกล้เทศกาลเชงเม้ง บรรดาลูกหลานชาวจีนทั้งหลาย เริ่มเตรียมอาหารคาวหวาน เพื่อไปไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปตามฮวงซุ้ยต่างๆ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูต่อบรรพชน อันเป็นประเพณีสำคัญของชาวจีนโบราณยึดถือกันมา
       และมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น ที่เราจะเห็นและได้ลิ้มลองขนม “จู ชัง เปี๊ยะ” ซึ่งเป็นขนมสำหรับใช้ไหว้เชงเม้งโดยเฉพาะ ความจริงหลายคนอาจจะเคยเห็นขนมนี้แต่อาจจะไม่รู้จักชื่อก็เป็นได้ เหมือนตัวผู้เขียนซึ่งเป็นลูกหลานคนจีนเช่นกัน รู้จักขนมนี้ เคยลิ้มลองมาแล้ว แต่กลับไม่รู้จักความเป็นมาของขนมนี้เลย จึงไปถามผู้รู้มาเล่าให้แฟนคอลัมน์ได้รับทราบ
จู ชัง เปี้ยะ ที่ปั้นเสร็จแล้วรอนำไปอบ
       ตามความเชื่อของชาวจีนนั้น “ของไหว้” บรรพบุรุษในเทศกาลเชงเม้งนั้น ลูกหลานจะต้องสรรหาแต่ของดีๆ มาไหว้ ในช่วงเดือนเมษายนนั้น “ต้นหอม” ที่เมืองจีนกำลังเติบโตงดงามมีคุณภาพและให้รสชาติอร่อยที่สุด จึงมีการนำต้นหอมเฉพาะตรงหัว (สีขาว)มาทำเป็นขนมไหว้ จึงเป็นที่มาของขนม “จู ชัง เปี๊ยะ” ออกเสียงเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว คำว่า “ชัง” หมายถึง “ต้นหอม” ส่วน “เปี๊ยะ” คือ “ขนมเปี๊ยะ” รวม ๆ แล้วคือ ขนมเปี๊ยะ ที่มีส่วนผสมของไส้เป็นต้นหอมนั่นเอง
หน้าตาของขนมจู ชัง เปี้ยะ อย่างเค็ม คุ้นตาบ้างมั๊ย
       จู ชัง เปี๊ยะ ที่ประเทศจีน จะมีส่วนผสมเฉพาะ ต้นหอม มันหมู และงา มาทำเป็นไส้แล้วห่อด้วยแป้ง ส่วนที่ประเทศไทยนั้น ชาวจีนที่อพยพมาจากเมืองจีนแล้วนำความรู้ด้านทำขนมมาประกอบอาชีพ ก็มีการพัฒนาไส้ขนมนี้ให้อร่อยขึ้น “เจ็กหลี” ช่างทำขนมของ ร้านศิริรส ซึ่งผู้เขียนเคยแนะนำร้านนี้ในช่วงเทศกาลอาหารเจมาแล้ว ได้เล่าถึงตำนานขนมนี้ในเมืองไทยเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ไส้ขนมนั้นมีการนำมันเทศไปนึ่งแล้วก็บดให้ละเอียดผสมกับน้ำตาลทราย ส่วนนี้ถือเป็นหัวใจหลักของขนมจู ชัง เปี๊ยะ จากนั้นจะมีการใส่อะไรเพิ่มนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละร้านทำขนม
       สมัยก่อนขนมนี้มีเพียงไส้เดียวเท่านั้นคือ ไส้หวาน โดยใช้มันเทศบดผสมน้ำตาล ใส่มันหมูหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และต้นหอม แต่เมื่อ 30 กว่าปีก่อน เริ่มมีการดัดแปลงมาเป็นไส้เค็ม อย่างสูตรของเจ็กหลีนั้น มีมันเทศบด น้ำตาล มันหมูบด กระเทียมเจียว กุ้งแห้ง พริกไทย ผงพะโล้ เป็นต้น ส่วนอย่างหวานก็เปลี่ยนมาเป็นไส้ทุเรียน โดยร้านสิริรสจะเลือกทุเรียนกวนหมอนทองเท่านั้น เพราะจะให้กลิ่นหอมและไม่หวานจนเกินไป
อีกแบบหนึ่งทำคล้ายคุ้กกี้ เป็นแผ่นบางแบนด้านบนเป็นไส้อย่างเค็ม นำไปอบกรอบ เคี้ยวเพลินดี
       สำหรับร้านศิริรสนั้น จะทำขนมจู ชัง เปี๊ยะ เพียงปีละครั้งเช่นกันในช่วงเทศกาลเชงเม้ง เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมไปจนถึงวันเช็งเม้ง ส่วนรสชาติขนมจู ชัง เปี๊ยะ ของร้านนี้หอมเครื่องปรุง กัดลงไปจะได้กลิ่นหอมของเครื่องทั้ง กุ้งแห้ง ผงพะโล้ และที่รสเข้มข้นกว่าที่อื่นๆ คือ พริกไทยและกระเทียมเจียว ส่วนแป้งที่ห่อจะนุ่มละมุนลิ้น มีให้เลือกลิ้มลอง 2 ไส้คือ ไส้เค็มจะมีไข่เค็มเติมลงไปหน้าขนม พร้อมกับโรยงาขาว ส่วนไส้หวานทุเรียนหมอนทอง จะใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ไว้ด้านบนของขนม
จู ชัง เปี้ยะ อย่างแผ่นกรอบที่บรรจุถุงแล้ว
       นอกจากนี้ ยังมี จู ชัง เปี๊ยะ แบบแผ่นกรอบหน้าตาเหมือนคุ้กกี้ ด้านล่างเป็นแป้ง ส่วนด้านบนใส่ด้วยไส้เค็ม นำไปกลึงให้แบนแล้วอบกรอบ จะได้รสชาติหอมอร่อยไปอีกแบบ
       แหล่งที่ขายขนมเชงเม้งนี้ จะอยู่ย่านวงเวียน 22 และเยาวราชเป็นหลัก ซึ่งใครสนใจอยากลิ้มลองขนมจู ชัง เปี๊ยะ ของร้านศิริรส ก็แวะไปย่านนี้ได้ หรืออีกแห่งหนึ่งคือ วัดกลาง (วัดจันทาราม ถนนเทอดไท) ในสนนราคา กล่องละ 160 บาท (16 ชิ้น) หรือถ้าอยู่ฝั่งธนฯ ก็แวะไปร้านศิริรสย่านบางบอนใกล้วัดสิงห์ โทร. 0-2415-0770
        
       Text by : ปราณ  ชีวิน
       Photo by : ศิวกร เสนสอน

March 19, 2012

ทำไมบางคู่ถึงเป็นแฟนกันได้นาน

?
แนวโน้มของผู้คนในอนาคต มีความเป็นไปได้ว่าจะแต่งงานกันช้ากว่าเดิม
ซึ่งแนวโน้มนี้จะเห็นชัดเจนในสังคมของโลกตะวันตก
ที่คู่เลิฟชายหญิงกว่าจะสู่ขอและแต่งงานกันได้ เค้าใช้เวลาดูใจกันไม่น้อยเลยทีเดียว
บางคู่งี้ ควงกันมานาน แต่ยังไม่คิดจะแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราวก็มี

ยกตัวอย่าง คู่ของนักร้องสุดหล่อ เจ้าของเพลงฮีโร่
ที่เคยมาเปิดการแสดงคอนเสิร์ตในบ้านเรา และเป็นขวัญใจของสาวๆ อย่าง เอนริเก้
อิเกลเซียส ที่คบหาดูใจกับ อดีตนักเทนนิสสาวสวยชาวรัสเซีย แอนนา คูร์นิโควา
ก็แล้วกัน

ทั้งคู่มีข่าวเป็นแฟนกันมานานแล้ว นับไปนับมาปีนี้ก็คบกันทำสถิติเป็นปีที่ 11 แล้ว
แต่ข่าวคราวของทั้งคู่ในบ้านเรามีบ้าง ไม่มีบ้าง จึงอาจทำให้แฟนเพลงคิดว่า
พวกเขาเลิกกันไปแล้วก็ได้ เพราะรักมาราธอนเหลือเกิน แต่ทั้งสองยังรู้สึกว่า
“รักของเรายังไม่เก่า” สักหน่อย จึงสามารถครองใจกันและกันไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
แม้มีข่าวรักๆ เลิกๆ ให้ได้ยินเป็นพักๆ

กระนั้น แม้เป็นแฟนกันมา 11 ปี แต่จนป่านนี้ มีผู้สงสัยว่าทำไม้ ทำไม
ทั้งคู่จึงยังไม่แต่งงานกันสักที? เอนริเก้ไขข้อข้องใจ
ด้วยการตอบกระทู้ที่มีคนใจกล้าเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อเร็วๆนี้ว่า ผมไม่คิดว่า
การเข้าสู่ประตูวิวาห์จะทำให้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่พูดแบบนี้
อาจเป็นเพราะผมมาจากครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้างกันก็ได้ ทำให้ผมไม่คิดว่า
คุณจะรักใครมากขึ้นเพราะกระดาษแผ่นเดียว (หมายถึงการจดทะเบียนสมรสกัน) หรอก

นั่นก็เป็นความในใจของนักร้องคนดัง ที่แม้จะยังไม่แต่งงานกันตอนนี้
ก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าความรักสุกงอมมากๆเข้าแล้วจะไม่จูงมือกันวิวาห์นะ
เพียงแต่คู่นี้ยังพอใจที่จะคบกันแบบนี้ไปก่อน
เมื่อถึงเวลาอันควรที่จะสละโสดอย่างเป็นทางการ
แฟนเพลงก็คงได้เห็นคู่นี้เข้าสู่ประตูวิวาห์ในอนาคต

ว่าแต่ พอ พูดถึงชายหญิงที่เป็นแฟนกันนานๆ ก็ต้องให้เครดิตคู่ที่รักกันยาวๆนี้ละว่า
มีศิลปะในการครองคู่และครองรัก
เพราะถ้าไม่มีศิลปะในการคบกันหรืออยู่ด้วยกันแล้วไซร้ คงตัดสินใจแยกทางกันไปแล้ว
ไม่มีใครทนเป็นแฟนกันได้นานๆ โดยปราศจากแรงดึงดูดให้อยากเข้าใกล้กันหรอก
ยิ่งสมัยนี้ ผู้คนยิ่งมีความอดทนน้อยอยู่ด้วย ฉะนั้น
ถ้าคู่เลิฟไร้ฝีมือหรือขาดศิลปะในการอยู่ด้วยกันอย่างผาสุขแล้วละก็
ไม่ทันไรคงได้เลิกกันแหงๆ

และศิลปะอย่างนึงของการอยู่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นแฟนกันมานานแค่ไหนก็ตาม
แล้วยังทำให้อยากอยู่ด้วยกันต่อไปเรื่อยๆ ไม่เบื่อกันเร็ว เห็นจะได้แก่
การทำให้คนที่คุณรักมีความสุขนั่นเอง

ก่อนหน้านี้ หลายคนคิดว่า เวลาหนุ่มสาวจะคว้าใครสักคนมาเป็นแฟน พวกเขาจะเลือกคนที่
เพอร์เฟกต์ สมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่เอาเข้าจริง
น้อยคนที่จะได้แฟนที่เพอร์เฟกต์ตรงตามสเปกอย่างที่ใจต้องการ
แต่แม้จะไม่ได้แฟนที่เพอร์เฟกต์ตรงตามสเปกอย่างที่คิดไว้
หลายคู่ก็พอใจกับชีวิตคู่ของตัวเองนะ เพราะพอมาคิดกันอีกหลายตลบ จะพบว่า
การมีแฟนที่มอบความสุขให้กับพวกเขาได้นั้นสำคัญกว่าความเพอร์เฟกต์ของแฟนเยอะทีเดียว

ดังนั้น คู่ที่สามารถครองรักและเป็นแฟนกันได้นานๆ
จึงมีเคล็ดลับอยู่ที่การขยันสร้างความสุขให้กับคนที่ตัวเองรัก...อย่าลืมซะล่ะ
งั้นมามะ มาขยันสร้างความสุขให้หวานใจของพวกเราด้วยการทำอย่างนี้กันไหม
เช่น...1.หาให้เจอว่า พวกคุณทั้งคู่ชอบอะไรที่เหมือนๆกันบ้าง
แล้วก็ทำกิจกรรมนั้นร่วมกัน

เช่น ถ้าฝ่ายหญิงรู้ว่า แฟนหนุ่มของเธอเป็นพวกบ้ารถ ชอบแต่งรถ ชอบดูแลรถ
และชอบขับรถไปเที่ยวที่โน่นที่นี่อยู่เสมอ ขณะเดียวกันฝ่ายหญิงก็ชอบเดินทางเช่นกัน
อย่างนี้สิ ถึงจะเป็นคู่สร้างคู่สม

ดังเช่นคู่ของนกกับบอย โดยบอยเล่าให้ฟังว่า ผมเป็นคนชอบขับรถครับ
ดังนั้นพอถึงวันหยุดที่มีโอกาสได้พักยาวๆ
ผมจะชวนนกแฟนสาวขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดไกลๆ ด้วยกันเสมอ บางทีก็ไปเชียงใหม่,
เชียงราย บางครั้งก็ล่องใต้ไปหาดใหญ่ สงขลา
โชคดีที่แฟนผมเป็นคนที่ชอบเดินทางเหมือนกัน เราจึงไปไหนๆ ด้วยกันได้
นกเป็นคนที่ชอบออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ค่อยห่วงเรื่องผิวพรรณมากมาย
ไอ้เรื่องห่วงสวยน่ะ ผู้หญิงห่วงเรื่องนี้ทุกคน แต่เธอพร้อมที่จะผจญภัย
อย่างนี้สิครับที่ผมชอบ ผมคิดว่า คู่รักควรมีรสนิยม
ความชอบในบางอย่างที่เหมือนกันบ้าง จะได้ทำกิจกรรมนั้นด้วยกันได้ นี่สิ
ถึงจะสุขใจครับ

2. สรรหาสิ่งต่างๆมาคุยกันทุกวันมีคู่รักมากมาย ที่พอใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนานๆเข้า
จากที่เคยพูดคุยกันเป็นประจำ
กลายเป็นความจำเจและหยุดคุยหรือไม่รู้จะสรรหาอะไรมาคุยกันซะงั้น
เหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่มักพบว่า คู่รักที่ไม่ค่อยคุยกันจะรู้สึกโดดเดี่ยว
ห่างเหิน และขาดความเข้าอกเข้าใจผิดกับคู่ที่พูดคุยกันบ่อยๆ
จะมีเยื่อใยและเอื้ออาทรต่อกันมากกว่า

ดังนั้น ถ้าคู่เลิฟฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรู้ว่า แฟนเป็นคนพูดน้อย
ฝ่ายนั้นก็ควรหาเรื่องชวนคุยกับแฟนให้มากเข้าไว้ ชวนเขาคุยเรื่องสัพเพเหระ เช่น
งานอดิเรก, อัพเดตเรื่องเพื่อนฝูง, สอบถามถึงงานที่เขาทำ ฯลฯ แต่ขอบอกซะก่อนว่า
การชวนคุย ไม่ใช่การพูดมาก หรือไปจ้ำจี้จ้ำไชให้เขาทำนู่นทำนี่ให้
และไม่ใช่การตำหนิติเตียน แต่ชวนคุยเพื่อสร้างบรรยากาศให้คนรักรู้สึกว่า
ในโลกนี้เขายังมีคุณเป็นเพื่อนสนิทที่สุดต่างหากล่ะ

3. หาโอกาสทำอะไรสนุกๆ ด้วยกันผู้ชายหลายคนสารภาพว่า พออยู่กับแฟนไปนานวันเข้า
ความตื่นเต้นก็ดูจะลดน้อยถอยลงตามกาลเวลา ดังนั้น พวกเขาจึงรู้สึกดีมากๆ
หากแฟนสาวจะ โทร.มาหาเขาที่ทำงานแล้วบอกว่า ที่รักคะ คืนนี้เรามาทำอะไรสนุกๆ
กันดีไหม? ทันใดนั้น ก็นัดแนะฝ่ายชายให้มารับ แล้วค่อยเฉลยว่า
เธอได้สั่งซื้อตั๋วเข้าชมฟุตบอลทีมโปรดของเขาที่ลงแข่งในคืนนี้แล้ว
โดยที่เขาไม่ทันรู้ ล่วงหน้า แค่นี้ก็สร้างรอยยิ้มให้กับพ่อเจ้าประคุณได้แล้ว

4. แสดงความเสน่หาหวานใจบ่อยๆ
เพื่อให้ดาร์ลิ่งเชื่อมั่นในความรักที่มีให้ว่าไม่เคยจืดจาง เช่น
เซอร์ไพรส์ด้วยการเข้าไปกอดหรือหอมแก้มตอนที่หล่อนกำลังทำงานบ้าน โดยไม่จำเป็นว่า
จะต้องเป็นวันสำคัญ อย่างวันเกิดหรือวาเลนไทน์ถึงจะทำ
แต่เมื่อไหร่ที่คิดถึงหรืออยากให้รู้ว่ารักนะ ก็ทำได้ทันที เย้...


เมอร์ลินไทยรัฐออนไลน์
  โดย เมอร์ลิน
  18 มีนาคม 2555

March 11, 2012

พลิกชีวิต360องศา! ด้วย…ธรรมชาติบำบัด

“ทุกครั้งที่ดื่มอย่าลืมคนปลูก”

สโลแกนที่ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์ “พืชไทยเมืองเลย”
ใช้เป็นหัวใจสำคัญในการผลิตและจำหน่ายธัญพืช ไม่ว่าจะเป็นงาดำ ข้าวกล้อง ลูกเดือย
จมูกข้าวสาลี รำข้าวสาลี หรือแม้แต่กาแฟ ผสมโสม ที่ล้วนแล้วแต่การันตีด้วยความเป็น
ธัญพืชปลอดยาฆ่าแมลงและการขัดสี เพราะปลูกบนผืนแผ่นดินเมืองเลย
ด้วยมือของเกษตรกรเมืองเลย

เยาวมาลย์ อำนาจพิชิตไพรี หรือ แม้ว เจ้าของพืชไทยเมืองเลย เล่าให้ฟังว่า
ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความต้องการ ที่จะ “รักษา” ตัวเอง จากโรค
รูมาตอยด์ที่รุมเร้า

“กินยาอะไรก็แพ้หมด แพ้ทุกอย่าง ยิ่งกินยาก็ยิ่งป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยมาคิดว่า
เอาล่ะ...เราจะไม่กินยาแล้ว แต่จะหันมาดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ
จะเป็นอะไรแค่ไหนก็ช่าง แต่จะเลือกวิธีนี้”



จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นานถึง 7 ปีเต็ม ที่เธอเปลี่ยนชีวิตตัวเองแบบ 360 องศา
ไม่กินเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่จะมีผลต่อสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บ
กินแต่ธัญพืชและพืชพรรณธรรมชาติอย่างเดียว

“ทุกวันนี้ มนุษย์หันหลังให้ธรรมชาติ วิ่งตามเทคโนโลยี กินอาหาร ปรุงแต่ง
เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ร่างกาย ดูดซึมอาหารไม่ดี สะสมสารพิษเข้าไปในร่างกาย
ภูมิคุ้มกันก็อ่อนแอ พอเจ็บป่วยรุนแรง ก็หันไปพึ่งพายาเคมีอย่างเดียว ผลก็คือ ตับ
ไต ทำงานหนัก ร่างกาย จิตใจอ่อนแอ มันแย่ไปหมด”



งาดำ คือ ไฮไลต์ของธัญพืชที่เป็นตัวอย่างของการบำบัดโรค โดยเฉพาะโปรตีนในงาดำ
มีงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ชื่อ “เมธิ-โอนีน”
และมีสารพัดกรดไขมันไม่อิ่มตัว ทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันโอเมก้า 6
ที่ช่วยลดคอเลสเทอรอลป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้หัวใจแข็งแรง
แถมด้วยธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสี ฟอสฟอรัส ทองแดง แคลเซียม ที่สูงมากๆ
รวมทั้งวิตามิน บี 1, บี 3, บี 5 และบี 9 ด้วย

นี่คือ ความมหัศจรรย์อย่างมากๆของงาดำ ที่คุณแม้วบอกว่า ดื่มงาดำแล้วดี ดีมากๆ
จนต้องมาทำขาย สร้างโรงงานในบ้าน ส่งเสริมชาวบ้านให้ปลูก แล้วรับซื้อทั้งหมด
ที่สำคัญคือ ทุกผลิตภัณฑ์ ของที่นี่ ไม่มีการผสม ไม่ว่าจะเป็นนม หรือครีมเทียม
เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติล้วนๆ



เยาวมาลย์ อำนาจพิชิตไพรี
นอกจากตัว “งา” เองแล้ว น้ำมันงา ก็เป็นอีกอย่างที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากๆ
ชาวอินเดียมีการอมน้ำมันงา ที่เรียกว่า Oil Pulling Therapy มานานเป็นร้อยปีแล้ว
โดยเชื่อว่า ในช่องปากและลำไส้ของคนเราเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียนับล้านๆตัว
ที่พร้อมจะกระโจนเข้าสู่กระแสเลือดของเราทันที
ทำให้เราป่วยด้วยโรคสารพัดตั้งแต่ไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ

การ อมน้ำมันงา ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค
แต่ช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายในช่องปากและลำไส้

โดยใช้น้ำมันงาบริสุทธิ์ 1 ช้อนโต๊ะ อมไว้ในปากขณะที่ท้องว่าง
เคลื่อนน้ำมันไปทั่วปากประมาณ 15-20 นาที แล้วบ้วนทิ้ง บ้วนปากด้วยน้ำสะอาด
แค่วันละ 1 ครั้ง คุณก็จะไม่ถูกแบคทีเรียร้ายคุกคาม ทำให้ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย



นอกจากงาดำแล้ว ธัญพืชอีกอย่างที่มีสรรพคุณไม่น้อยหน้ากัน ก็คือ “ลูกเดือย”

คุณแม้ว บอกว่า “วันไหนถ้ารู้สึกว่าสมดุลในร่างกายไม่ดี อุณหภูมิในร่างกายร้อนขึ้น
สังเกตจากผิวหนังที่ร้อน และความรู้สึกไม่สบายตัว จะกินลูกเดือยเพื่อปรับสมดุล
เพราะเคยเห็นคนจีนใส่ลูกเดือยในซุปและอาหารหลายๆอย่าง กินมาเป็นร้อยเป็นพันปี
เวลาที่ร่างกายไม่สมดุล เขาจะส่งสัญญาณบอกเรา เมื่อเขาปรับสมดุลเองไม่ได้
เราก็ต้องช่วยปรับ ร่างกายของเรา ถ้าเราช่วยเขา เขาก็อยู่กับเรา”

ลูกเดือยมีวิตามินบี 1 มากกว่าข้าวกล้อง แถมยังมีสารโคเซนโนได (coxen-nolide)
ที่มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญของเนื้องอกที่เรื้อรังมานาน
ซึ่งอาจจะรวมถึงมะเร็งด้วย



มีงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่าลูกเดือยมีทั้งแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง
มีสารหล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้แก้ปวดข้อเรื้อรัง บำรุงม้ามและปอด ขับปัสสาวะ
บำรุงไต บำรุงเลือด ละลายไขมันและช่วยบำรุงผิวพรรณ
หนุ่มสาวที่อยากมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ร่างกายแข็งแรง
ถ้ากินลูกเดือยและธัญพืชอื่นๆแล้ว จะรู้เลยว่า ทุกอย่างดีขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันมากินอาหารเป็นยา เดินหน้าเข้าหาธรรมชาติ

บนโลกใบนี้ ธัญพืชทุกชนิดเยียวยาโรคร้ายต่างๆได้

ถ้าคุณเชื่อ...เริ่มต้นวันนี้ และเดี๋ยวนี้เลย!ไทยรัฐออนไลน์
  โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  10 มีนาคม 2555

ขอหวานใจ แต่งงานที่ไหนดี?

ถ้าคุณรักใครสักคนขึ้นมา
จะใช้เวลารวบรวมความกล้านานแค่ไหนถึงจะบอกรักเขา? ถามเนี่ย
เพราะสังเกตสังกามานานแล้วว่า ผู้คนส่วนใหญ่จะพูดคำว่ารักกับใครนั้นยากพอสมควร

เนื่องจากคนเรามักเขินที่จะบอกว่า ชอบ หรือรัก เพราะบางทีก็ไม่แน่เหมือนกันนี่ว่า
อีกฝ่ายหนึ่งจะคิดแบบเดียวกันไหม? ขืนพูดออกไป ถ้าอีกคนไม่เล่นด้วย
ไม่รู้สึกรู้สมในสิ่งที่เรารู้สึกกับเขาด้วยก็หน้าแหกไปเลยสิ

การจะพูดคำพวกนี้ออกมาจึงสร้างความรู้สึกกระดากและตะขิดตะขวงใจให้ทั้งผู้พูดและผู้ฟังอยู่ไม่น้อย
หลายคนจึงไม่ค่อยอยากพูดคำดีๆ เหล่านี้ออกมาเท่าไหร่ แต่หันไปแสดงอาการบอกรัก
หรือรู้สึกชอบพอ ด้วยวิธีอื่นแทน ส่วนวิธีที่ฮิตและใช้กันบ่อย มีหลายอย่างด้วยกัน
เช่น พูดเป็นนัยๆว่า ดูแลตัวเองให้ดีๆนะ, คิดถึงมาก, คิดถึงจัง,อยากอยู่ใกล้ๆ
ก็ว่ากันไป ส่วนบางคนจะส่งข้อความเป็น SMS ไปบอกว่า Miss U (คิดถึง)
ก็ล้วนตีความได้ว่า ถ้าไม่รักก็คงไม่เสียเวลามาส่งชอต แมสเสจ
หรือข้อความสั้นกันหรอก

ที่จริง การที่คนเราไม่ค่อยพูดคำว่ารักออกมา ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
เพราะขืนพูดคำว่า รักออกมาง่ายเกินไป หรือพูดแบบไม่ทันคิด
จะไปบั่นทอนมนต์ขลังของความรักให้ศักดิ์สิทธิ์น้อยลงตามไปด้วย และกลายเป็นว่า
คนที่ไม่ค่อยกล้าพูดคำนี้ แต่ถ้าหากพูดเมื่อไหร่
จะจริงจังและจริงใจกับคำพูดของตัวเองมากกว่า แบบว่า ถ้าพูดว่ารักใครแล้ว
ก็หมายความตามนั้นจริงๆ ไม่ได้พูดเพื่อหวังหลอกเจาะไข่แดง หรือโกหกตอแหล

แต่ข้อเสียก็อย่างที่รู้ๆกัน คือ ถ้าเรารักใครแล้วไม่บอกไม่พูดไม่กล่าว
เอาแต่เก็บเงียบไว้ ต่อให้ใช้แต่คำว่าชอบนะ ฝ่ายโน้นก็ยังลังเลอยู่ดีว่า
ตกลงเขาคิดอย่างไรกับเรากันแน่? ฉะนั้น ถ้าพูดไปเลยว่า รัก จะชัดเจนกว่ากันเยอะ

สำหรับคู่ที่อยู่ด้วยกันแล้ว ก็ควรบอกรักกันบ้าง ถ้าตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา
เคยบอกรักเพียงครั้งเดียว ได้แก่ ตอนที่ชวนเป็นแฟน แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยพูดอีกเลย
คงไม่ดีเท่าไหร่ เดี๋ยวเถอะ เกิดงอนกันขึ้นมาแล้วจะหาว่าไม่เตือน

เมื่อกล้าที่จะบอกรักแล้ว หากความรักทำให้ทั้งคู่ตระหนักว่า
ชาตินี้ฉันคงขาดเธอไม่ได้ (ไม่ใช่ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก)
ก็ย่อมถึงเวลาที่ฝ่ายชายจะตัดสินใจเอ่ยปากขอฝ่ายหญิงแต่งงานอย่างเป็นทางการสักที
เขียนถึงตรงนี้ ก็มีผู้สงสัยขึ้นมาว่า มีไหมที่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายขอผู้ชายแต่งงาน?
โถ...ถามได้ มีสิ ทำไมจะไม่มี มีอยู่ในหนังเรื่อง the proposal
หรือลุ้นรักวิวาห์ฟ้าแลบ ที่ซานดรา บูลล็อค เป็นฝ่ายงอนง้อขอแต่งงานกับไรอัน
เรย์โนลด์สไง

ส่วนในชีวิตจริงของหนุ่มสาวทั่วไปก็มีเหมือนกัน แต่ไม่เป็นที่นิยม ยังไง้ ยังไง
ผู้หญิงก็ยังอยากได้ยินผู้ชายขอเธอแต่งงานมากกว่าอยู่ดี จะได้มั่นใจด้วยว่า
ที่เขาตัดสินใจวิวาห์กับเธอนั้นเป็นเพราะ รัก และอยากใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ
ไม่ได้ไปฝืนใจเขา แต่เขามาเอง
มาพัวพันเชิงสร้างสรรค์ไปสู่การสร้างครอบครัวกับเธอเองต่างหาก

งั้น
ถ้าหนุ่มคนไหนตัดสินใจแล้วว่าจะขอแฟนสาววิวาห์เหาะ...เอ้ยวิวาห์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว
แต่ยังไม่รู้ว่า จะขอเธอแต่งงานที่ไหนดี จึงมีไอเดียมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้...

1. ขอแต่งงาน ณ สถานที่ที่คุณทั้งสองเจอกันครั้งแรกหรือเคยออกเดทครั้งแรกด้วยกัน

ขึ้นอยู่กับว่า ไปเจอกันที่ไหนหรือเคยออกเดทกันที่ใด สมมติว่า
ถ้าเจอกันครั้งแรกตอนต่างฝ่ายต่างไปดูคอนเสิร์ต แต่ก่อนเข้าไปในฮอลล์ที่โชว์เพลง
เขาเกิดเห็นฝ่ายหญิงมากับเพื่อนกลุ่มใหญ่แถมยังเม้าท์กันสนุก
ชนิดแย่งกันพูดไม่มีใครยอมใคร เสียงเม้าท์ที่ดังสนั่นทำให้เขาสะดุดหูและหันไปดูว่า
เจ้าของเสียงคือใคร และทันใดนั้น เขาก็นึกชอบฝ่ายหญิงตั้งแต่นั้นละก็
หากฝ่ายชายจะชวนสาวไปรื้อฟื้นอดีต
ก็ลองชวนเธอไปดูคอนเสิร์ตของวงดนตรีที่ทำให้เจอกันครั้งแรกดูดิ
แต่อย่าลืมชวนกองเชียร์ที่เป็นเพื่อนๆของเธอไปด้วย
เพื่อเป็นพยานในการขอแต่งงานคราวนี้ซะเลย อยู่ต่อหน้าเพื่อนๆ อย่างนี้
รับรองเธอไม่ปฏิเสธแน่

2. ขอแต่งงานในงานแต่งงานของเพื่อน

ไม่ต้องรอให้เธอแย่งช่อดอกไม้ของเจ้าสาวที่ถือเป็นการเสี่ยงทายว่า
ใครจะได้เป็นเจ้าสาวคนต่อไป ดังนั้น
ฝ่ายชายควรฉวยโอกาสขอสาวเข้าวิวาห์ในงานแต่งงานของเพื่อนสนิทไปเลย
รับรองความรู้สึกอินกับบรรยากาศของงานแต่งงาน จะช่วยให้ฝ่ายหญิงเซย์เยส ไม่ลังเล
แถมเธอจะแอบจินตนาการด้วยซ้ำไปว่า เวลาสวมชุดแต่งงาน แล้วจะสวยแค่ไหน
และงานวิวาห์จะหรูเลิศอลังการอย่างไร

3. ขอเธอแต่งงานที่บ้านก็ได้

จะเป็นบ้านของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงก็แล้วแต่ การขอแต่งงานที่บ้านหลังตื่นนอนตอนเช้า
เพื่อปลุกให้เธอตื่นขึ้นมาเซอร์ไพรส์กับอาหารเช้าที่ฝ่ายชายลงมือเป็นพ่อครัว
แล้วแอบซ่อนแหวนหมั้นไว้บนถาดอาหารที่เขายกมาเสิร์ฟให้เธอถึงในห้องนอน
(ไม่ต้องถึงกับซ่อนแหวนไว้ในอาหารหรอก เดี๋ยวเธอกลืนแหวนลงไปแล้วจะยุ่ง) ทำงี้
เพื่อให้เธอมั่นใจว่า ถ้าตอบตกลงแต่งด้วย เขาจะดูแลเธออย่างทะนุถนอมอย่างนี้ตลอดไป
น่ารักดี

4. ขอแต่งงานในต่างประเทศ ว้าว เลือกสถาน–ที่ที่โรแมนติก
หรือเป็นประเทศที่ฝ่ายหญิงชอบหรือมีสัญลักษณ์ของความรักเข้าสิ
มีหลายคู่ทีเดียวที่ก่อนลงเอยสมรสกันก็ใช้วิธีระทึก เอ้ย
ตื่นเต้นเช่นว่านี้บางคู่ถึงกับขอแต่งงานที่ทัชมาฮาลก็มี คงทราบกันนะว่าทัช–
มาฮาลเป็นสุสานหินอ่อนที่เชื่อกันว่า เป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก
หนำซ้ำยังถูกสร้างขึ้นมาจากความรักที่ยิ่งใหญ่ ดูขลังและอลังการไม่เบา

หรือทำทีเป็นชวนเธอไปเที่ยวยุโรปหรือสหรัฐฯ (ขึ้นอยู่ว่ามีงบมากน้อยแค่ไหน)
เส้นทางสายนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศโรแมนติกจะตาย มีคู่เลิฟมากมายชอบไปฮันนีมูน
แต่แทนที่จะรอให้ฮันนีมูนแล้วค่อยไป
ก็ชิงจองตัวเธอมาเป็นเจ้าสาวในโอกาสอันเป็นมงคลอย่างนี้ก่อนเลยแล้วกัน ทำถึงขนาดนี้
ถ้าไม่เซย์เยสก็ให้มันรู้ไป

@@@ไทยรัฐออนไลน์
  โดย เมอร์ลิน
  11 มีนาคม 2555