Pages

Long Live The king

Long Live The king
Showing posts with label ความดันโลหิตสูง. Show all posts
Showing posts with label ความดันโลหิตสูง. Show all posts

October 08, 2012

ลดความดันโลหิตสูง ด้วยช็อกโกแลต

 ลดความดันโลหิตสูง ด้วยช็อกโกแลต



หากใครยังไม่รู้จะซื้อของขวัญอะไรให้ว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ละก็ ขอแนะนำช็อกโกแลต เพราะมีข้อดีหลายประการของการรับประทานช็อกโกแลต นอกจากว่าที่คุณแม่จะได้รับพลังงานอย่างเพียงพอจากน้ำตาลในช็อกโกแลตและโปรตีนจากนมที่ผสมอยู่ในช็อกโกแลตแล้ว ยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งซึ่งนักวิจัยได้ค้นพบและนำเสนอในวารสารทางการแพทย์ ซึ่งพบว่าช็อกโกแลตอาจเป็นผลดีต่อคุณแม่ในการลดความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ และสำหรับภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia)

          การศึกษาล่าสุดนี้ได้ดำเนินการโดยนักวิจัยจากภาควิชาระบาดวิทยาที่มหาวิทยาลัยไอโอวา วิทยาลัยการสาธารณสุข และจากศูนย์ปริกำเนิดกุมาร ระบาดวิทยาและสิ่งแวดล้อม ที่มหาวิทยาลัยเยล โดยได้รวบรวมหญิงตั้งครรภ์ 2,567 ราย เพื่อทำการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 2,351 รายมีการตั้งครรภ์เป็นปกติไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆระหว่างตั้งครรภ์ และมีหญิงตั้งครรภ์จำนวน 158 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะความดันโลหติสูงขณะตั้งครรภ์ และอีก 58 รายซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia)  ภาวะครรภ์เป็นพิษนี้เป็นภาวะที่หญิงตั้งครรภ์มีความดันโลหิตสูง และตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์ ภาวะครรภ์เป็นพิษสามารถนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงสำหรับคุณแม่และลูกน้อย แต่กรณีของการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากครรภ์เป็นพิษจะเกิดขึ้นได้น้อยลง หากมีการตรวจพบและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

          ในการศึกษา คุณแม่กลุ่มที่มีการตั้งครรภ์ปกติ มีการรับประทานช็อกโกแลตในระหว่างตั้งครรภ์มากกว่ากลุ่มอื่นๆ (80.7% หรือ สูงกว่า 5-15%) โดยใช้การเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม คือหญิงตั้งครรภ์ที่รับประทานช็อกโกแลต น้อยกว่า 1 หน่วยที่ให้บริโภคต่อสัปดาห์

          การศึกษานี้ไม่ได้เป็นการศึกษาชิ้นแรกที่ได้รับผลในเชิงบวกสำหรับการรับประทานช็อกโกแลตในระหว่างตั้งครรภ์ ดร. ลิซาเบธ ดับบลิว จากมหาวิทยาลัยเยลเคยดำเนินการศึกษาที่คล้ายกันในปี 2008 และพบความสำคัญกับการลดความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ preeclampsia

          เป็นที่ทราบโดยทั่วกันจากการศึกษาอื่นๆว่า theobromine ซึ่งเป็นสารเคมีที่พบในช็อกโกแลตที่ทำมาจากโกโก้ สารเคมีนี้มีผลประโยชน์มากต่อกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ในความเป็นจริงการวิจัยล่าสุดนี้จะเพิ่มหลักฐานที่มีอยู่แล้ว ถึงประโยชน์ของช็อกโกแลตในระหว่างการตั้งครรภ์   ในช่วงปีใหม่และเทศกาลวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ ว่าที่คุณแม่คงได้รับช็อกโกแล็ตมากมาย ก็ขอให้รับประทานอย่างสบายใจ และขอให้ทุกท่านมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงด้วยนะครับ

October 05, 2012

โปแตสเซี่ยมและความดันโลหิตสูง

โปแตสเซี่ยมและความดันโลหิตสูง
โปแตสเซี่ยมจะมีประโยชน์ช่วยลดความดันโลหิตสูง โดยต้องรับประทานวันละ 4700 mg ต่อวัน แนะนำให้กินโปแตสเซี่ยมที่มาจากอาหารธรรมชาติ

โปแตสเซี่ยมจากธรรมชาติจะมีบทบาทที่สำคัญในการควบคุมความดันโลหิต เพราะว่าโปแตสเซี่ยมจะลดผลกระของเกลือโซเดี่ยม แนะนำให้รับประทานวันละ 4700 mg การจะให้ได้ผลดีจะต้องปรับประทานอาหารแบบ DASHซึ่งจะต้องประกอบไปด้วย ซึ่งประกอบไปด้วยผัก ผลไม้ นม ปลา แร่ฐาตุ
อาหารที่มีโปแตสเซี่ยมสูงได้แก่
Potassium-rich foods include:
  • มันฝรั่ง
  • ผักใบเขียว
  • ผักขม
  • เห็ด
  • ถั่ว
  • กล้วย
  • มะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ
  • ส้ม น้ำส้ม
  • แคนตาลูป Cantaloupe และแตงโม
  • องุ่น น้ำองุ่น
  • พรุน และน้ำลูกพรุน
  • Apricots and apricot juice
  • ลูกเกด
  • นมจืด
  • yogurtไขมันต่ำ
  • Halibut
  • Tuna
  • กากน้ำตาล
คำแนะนำ
  • หากท่านเป็นความดันโลหิตสูงให้ท่านรับประทานผักและผลไม้ตามวิธีการของ DASH
  • ไม่แนะนำให้รับประทานยาเม็ดโปแตสเซี่ยมโดยที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์
  • ไม่แนะนำให้ใช้ซ็อสที่ทำจากเกลือดปแตสเซี่ยมโดยที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์

ความดันโลหิตสูง และ ปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน


ความดันโลหิตสูง และ ปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน

รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน

ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

       ความดันโลหิตที่สูง อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และ เวียนศีรษะบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหู และอวัยวะทรงตัวได้น้อย ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน และการทรงตัวได้ ดังนั้นผู้ที่มีความดันโลหิตสูงผิดปกติ และมีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน ควรควบคุมความดันโลหิตโดย
1. ควบคุมอาหาร
       การลดน้ำหนักสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แม้ท่านจะไม่จัดว่าอ้วน แต่การลดอาหารประเภทไขมันก็เป็นสิ่งที่ดี
- หลีกเลี่ยงหรือลดการใช้เนย ไขมัน และน้ำมันในการปรุงอาหาร
- หลีกเลี่ยงอาหารทอด ให้รับประทานอาหารประเภท อบ นึ่ง ต้ม แทน
- รับประทานอาหารประเภท ผัก ถั่ว ผลไม้ ให้มากขึ้น
- หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา
- ดื่มน้ำ กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน นมพร่องไขมัน และน้ำผลไม้
2. รับประทานอาหารที่ไม่เค็มจัด
       การรับประทานเกลือมากจะทำให้ความดันโลหิตสูงและไตทำงานหนัก การลดปริมาณเกลือในอาหารควรปรึกษาแพทย์ของท่านก่อน
- หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของดองเค็ม เนื้อเค็ม ซุปกระป๋อง ซอสมะเขือเทศ อาหารที่โรยเกลือมากๆ
- ใช้เครื่องเทศแทนเกลือหรือผงชูรส
- รับประทานแต่อาหารว่างที่มีเครื่องหมาย “เกลือต่ำ” (low salt) หรือ “ปราศจากเกลือ” (salt-free)
3. หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอารมณ์เครียด
       หากเป็นไปได้ พยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เครียดทั้งที่ทำงาน และที่บ้าน พยายามตอบสนองอย่างมีสติ และนุ่มนวลต่อสภาพที่เครียดซึ่งท่านไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือหลีกเลี่ยงได้
4. หยุดสูบบุหรี่
       การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดมะเร็งในปอด อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และความดันโลหิตสูงได้ บุหรี่ทำให้เกิดการทำลาย และส่งเสริมการหดตัวของหลอดเลือดทำให้เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต
5. งด หรือ ลดการดื่มแอลกอฮอล์
       การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ควรงดหรือดื่มในปริมาณน้อย เช่นในวันหนึ่งๆ ไม่ควรดื่มสุราเกิน 60 ลบ. ซม. เบียร์ 720 ลบ. ซม. ไวน์ 240 ลบ. ซม.
6. ออกกำลังกายแต่พอประมาณ
       การเดินวันละ 20-30 นาที จะช่วยท่านลดน้ำหนักได้ ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และป้องกันโรคของหลอดเลือดได้ ก่อนเริ่มออกกำลังกายใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ของท่านก่อน
7. รับประทานยาให้สม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง
- แจ้งให้แพทย์ของท่านทราบถึงยาต่างๆ ที่ท่านรับประทานอยู่ เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวด เป็นต้น
- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- หากมียาชนิดใดที่ทำให้ท่านรู้สึกไม่สบาย ควรแจ้งให้แพทย์ของท่านทราบทันที เพราะท่านอาจต้องการยาในขนาดที่ลดลง หรือเปลี่ยนยา
- รับประทานยาให้สม่ำเสมอ จนกว่าแพทย์ของท่านจะบอกให้หยุด
8. ตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ
       ในกรณีท่านมีเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้าน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเรียนรู้วิธีวัดความดันโลหิตที่ถูกต้อง อาจทำการวัดความดันโลหิตสัปดาห์ละครั้ง หรือเมื่อมีอาการเครียด ปวดศีรษะ ไม่จำเป็นต้องวัดความดันโลหิตถี่เกินความจำเป็น และควรจดบันทึกวัน เวลา ค่าที่วัดได้ทุกครั้ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ของท่านในการควบคุมความดันโลหิต


กระเทียมกับความดันโลหิตสูง


สรรพคุณต่างๆ ของกระเทียม มีดังนี้           
 1. ฆ่าเชื้อรา คือ กลาก เกลื้อน และเชื้อราที่เกิดตามเล็บ หนังศีรษะและผม           
 2. ฆ่าเชื้อยีสต์ชนิดที่ทำให้เกิดลิ้นขาวเป็นฝ้าในเด็กทารก และทำให้เกิดโรคมุตกิดระดูขาวที่มักจะเกิดในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ           
 3. ลดความดันโลหิตสูง           
 4. ลดไขมันและคอเลสเตอรอล           
 5. ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว           
 6. ลดน้ำตาลในเลือด           
 7. ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด กล่าวคือ มีสารอัลลิซิน ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มักทำให้เกิดโรคได้ถึง 15 ชนิด โดยเฉพาะยับยั้งเชื้อพวกที่ดื้อยาเพนนิซิลินได้ดีกว่าเชื้อพวกที่ไม่ดื้อยาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังฆ่าเชื้อบิดมีตัวที่มีพิษต่อลำไส้ได้ดี โดยมีสารที่สำคัญคือกาลิซิน รวมทั้งสามารถยับยั้งเชื้อบิดเทียม ซึ่งไม่รบกวนแบคทีเรียตัวอื่นที่มีประโยชน์ต่อลำไส้           
 8. ยับยั้งเชื้อต่างๆ เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดฝีหนอง และใช้รักษาแผลสด แผลที่เป็นหนอง คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เชื้อวัณโรค และเชื้อปอดบวม           
 9. รักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่           
 10. เป็นยาขับเสมหะและมีฤทธิ์ขับเหงื่อและขับปัสสาวะ           
 11. รักษาโรคไอกรน           
 12. แก้หืดและโรคหลอดลม           
 13. แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย           
  14. ควบคุมโรคกระเพาะ คือมีสารเอเอส 1 ช่วยยับยั้งไม่ให้น้ำย่อยอาหารมาย่อยแผลในกระเพาะ และยังช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบชนิดรุนแรงได้ด้วย          
 15. ขับพยาธิต่างๆ ได้หลายชนิด ได้แก่ พยาธิเข็มหมุด พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย และมีรายงานทดสอบจากอินเดียว่า กระเทียมมีสารไดอัลลิลไดซัลไฟด์ มีฤทธิ์ใช้ฆ่าพยาธิไส้เดือนได้ดี           
 16. แก้เคล็ดขัดยอกและเท้าแพลง เพราะมีสารอัลลิซินเป็นตัวช่วยทำให้เลือดไหลเวียนมายังบริเวณที่ทาถูนวดยาได้ดีมากขึ้น           
 17. แก้ปวดข้อและปวดเมื่อย           
 18. ต่อต้านเนื้องอก           
  19. กำจัดพิษตะกั่ว           
 20. บำรุงร่างกาย ประเทศญี่ปุ่นได้ค้นพบสารในกระเทียมชื่อสคอร์ดินิน ไม่มีกลิ่น แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง รวมทั้งช่วยให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตและช่วยลดไขมันในร่างกาย           
                ยังมีผู้พบว่าในกระเทียมมีธาตุเจอร์เมเนียมค่อนข้างสูง ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหืด โรคไต โรคตับอ่อนและอาการท้องผูก รวมถึงมีสารชักนำวิตามินบี 1 เข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นเท่าตัว โดยรวมเป็นสารอัลลิลไทอะมิน ทำให้วิตามินบี 1 ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นถึง 20 เท่า
   
                                                          กระเทียม
       
       กระเทียมแทบจะเป็นผักสารพัดประโยชน์เพราะใช้ทั้งป้องกันและรักษาได้หลายโรค เรื่องของกระเทียมกับความดันโลหิตสูงมีระบุไว้ในตำรับยาจีนโบราณ ส่วนในสมัยนี้ชายเยอรมันซึ่งโดยเฉลี่ยมีการศึกษาสูงนิยมรับประทานกระเทียมเพื่อช่วยลดความดันโลหิต ในประเทศเยอรมนีเคยมีการศึกษาทางการแพทย์ที่น่าสนใจกล่าวถึงการรับประทานกระเทียมเป็นประจำวันละ 2 กลีบโต ๆ ว่าสามารถลดความดันโลหิตโดยเฉลี่ยจาก 171/102 เหลือ 152/89 ได้ ในการทดลองเดียวกันกลุ่มที่ได้ยาหลอก (placebo) จะพบว่าความดันโลหิตไม่เปลี่ยนแปลงเท่าใด นัก
       เชื่อกันว่ากระเทียมลดความดันได้เพราะมีสารพฤกษาเคมีชื่อ แอดีโนซีน (adenosine) เป็นองค์ประกอบในปริมาณค่อนข้างสูง สารนี้ช่วยทำให้กล้ามเนื้อเรียบที่เป็นกล้ามเนื้อของหลอดเลือดคลายตัวมากกว่าปกติในหัวหอมก็มีสารนี้พอสมควร และยังพบว่ามีสารพรอสทาแกลนดิน A1 ชนิดนี้เป็นสารกึ่งฮอร์โมนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัวได้ มีฝรั่งจำนวนไม่น้อยที่ไม่รับประทานกระเทียม โชคดีของคนไทยที่ไม่ใคร่กลิ่นเรื่องกลิ่นกระเทียม ชอบรับประทานทั้งแบบสดและปรุง อันที่จริงกระเทียมทุกรูปแบบให้คุณค่าไม่ต่างกันนัก เพียงแต่กระเทียมสดอาจมีฤทธิ์มากกว่า  
       อาจารย์คาริน รีด แห่งคณะแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ได้พบว่า สารสกัดจากหัวกระเทียม แก่มีสรรพคุณลดความดันโลหิตลงได้ โดยเฉพาะจะใช้บำบัดรักษา ชาวเมืองจิงโจ้ที่เป็นโรคนี้กันอยู่มากถึง 3,700,000 คน จากการทดลองกับผู้ป่วย 50 ราย เป็นเวลา 3 เดือน ได้รู้ว่า ควรให้มันเป็นตัวช่วยของยารักษาโรคนี้ปกติได้ดีเพราะยังมีคนไข้คิด เป็นสัดส่วนใหญ่ ที่ยังกินยาประจำอยู่   และบางรายที่ใช้ยารักษาขนานต่างๆกันอีก  4  ขนาน  แต่ความดันก็ยังไม่อาจควบคุมได้   ครั้นเมื่อเราให้กินสารสกัดของกระเทียมเสริม   ปรากฏว่าลดความดันให้กลับมาอยู่ในระดับปลอดภัยได้  ดังนั้น  กระเทียมจึงอาจเป็นวิธีการบำบัดให้เติมเต็ม   ของการควบคุมความดันโลหิตที่ดีอย่างหนึ่งคณะนักวิจัยได้พบว่า ผู้ที่มีความดันเลือดตัวบนเกิน 140 เมื่อให้กินแคปซูลสารสกัดกระเทียม วันละ 4 หลอด ทุกวัน ความดันจะลดได้โดยเฉลี่ย 10.2 มม.อย่างไรก็ดี กระเทียมดิบ หรือกระเทียมที่ปรุงสุกแล้วและกระเทียมผง หามีสรรพคุณเท่าสารสกัดจากหัวกระเทียมแก่ไม่

ขอขอบคุณ http://www.thaigoodview.com/node/93760

กินกล้วยทุกวันจึงลดอาการโรคความดันสูง

ในกล้วยมีโปแตสเซี่ยมถึง422มิลลิกรัมต่อลูกพอที่จะลดเกลือโซเดียมลงได้   

กินกล้วยทุกวัน ลดอาการโรคความดันสูง?
โรคความดันสูงเพิ่มขึ้นพร้อมกับโรคหัวใจซึ่งกลายเป็นอันดับหนึ่งไปแล้ว หมอบอกว่าต้องกินยาไปตลอดชีวิต แม้กระนั้นยาก็อาจจะเอาไม่อยู่ จึงน่าสงสัยว่า เมืองไทยมีของดีป้องกันโรคความดันสูงเหลือเฟือ แต่คนกลับไม่เชื่อคือการกินกล้วยทุกวัน เพราะในกล้วยมีโปแตสเซี่ยมถึง422มิลลิกรัมต่อลูกพอที่จะลดเกลือโซเดียมลงได้
นอกจากนี้กล้วยยังสามารถป้องกันโรคดังต่อไปนี้ได้
-โรคซึมเศร้า เหตุผลก็คือกล้วยมีส่วนประกอบของทริปโตแฟน (Tryptophan) โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายของเราจะเปลี่ยนให้เป็น เซโรโทนิน (Serotonin) ที่รู้จักกันดีว่าจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น
-โรคโลหิตจาง กล้วยมีธาตุเหล็กอยู่มาก สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยรักษาอาการโลหิตจางได้ โรคเกี่ยวกับความดันโลหิต กล้วยมีโปแตสเซียมสูงมากในขณะที่มีเกลือต่ำ จึงช่วยปรับความดันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
-ท้องเสีย กล้วยดิบมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย สารสำคัญคือแทนนิน มีฤทธิ์แก้อาการท้องเสีย
-ท้องผูก กล้วยมีไฟเบอร์สูงช่วยให้ลำไส้ใหญ่ของเรากลับมาทำงานได้เป็นปกติโดยไม่ต้องพึ่งพาพวกยาถ่ายต่างๆ อีกต่อไป
--แก้อาการเมาค้าง หนึ่งในวิธีรักษาอาการแฮงค์ให้เร็วที่สุดก็คือการกินน้ำกล้วยปั่น หรือ Banana Milkshake ผสมน้ำผึ้ง กล้วยช่วยให้กระเพาะอาหารกลับมาอยู่ในสภาพปกติ น้ำผึ้งช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และนมจะช่วยเพิ่มน้ำให้แก่ร่างกาย
-ระบบประสาท กล้วยมีวิตามินบีสูง ช่วยในการทำงานของระบบประสาท และช่วยเรื่องน้ำหนักเกินเพราะความเครียดจากการงาน
-ช่วยเลิกสูบบุหรี่ กล้วยยังสามารถช่วยคนที่ต้องการเลิกบุหรี่ได้ด้วย กล้วยมีวิตามินบี 6 และ บี12 รวมไปถึงโปแตสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยในการฟื้นฟูร่างกายจากผลของการเลิกนิโคติน
-ดีต่อโรคหัวใจ เพราะนอกจากจะมีโปแตสเซี่ยมสูงแล้วยังมีสาร “เพกติน” ซึ่งเป็นเส้นใยชนิดที่ละลายน้ำมีผลดีต่อสุขภาพของหัวใจ
แหล่งที่มาของข้อมูล

ลดความดันโลหิตสูง


      ความดันโลหิตสูง   เป็นอาการในเลือดที่ไหลเวียนในร่างกายมีแรงดันสูงขึ้นและดันผนังเลือดมากกว่าผิดปกติ  สาเหตุเกิดจากเส้นเลือดตีบหรือผนังหนาขึ้น  ทำให้หัวใจต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อส่งแรงไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย  การเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตการกินอาหารไขมันต่ำ  ควบคุมน้ำหนักตัว  ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และผักผ่อนเพียงพอ  ลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้
วิตามิน
                วิตามินบี  3  ลดความดันโลหิต
                วิตามินซี    ลดความดันโลหิต
                วิตามินดี    ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม
                วิตามินอี    ลดการเกาะตัวของไขมันในผนังหลอดเลือด
เกลือแร่
แคลเซียม             ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต
                แมกนีเซียม         ขยายหลอดเลือด  ทำให้ความดันโลหิตลดจาง
                โพแทสเซียม       กำจัดโซเดียมส่วนเกินออกนอกร่างกาย
                ซีลีเนียม               เสริมการทำงานวิตามินอี
สารอาหารอื่น
โอเมก้า  3     น้ำมันปลาช่วยทำให้ผนังหลอดเลือดไม่หนาตัว
โอเมก้า 6      น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส  ลดความดันโลหิต
โคเอนไซม์คิวเท็น   ช่วยเสริมการทำงานของหัวใจ
ไบโอฟลาโวนอยด์   เสริมการทำงานวิตามินซี
กระเทียม   เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต  และลดความดันโลหิต
แป๊ะก๊วย   เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงสมอง
อาหารที่ควรเลือก
·       ปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
·       ผักผลไม้สด
·       ข้าวโอ๊ต
·       หอมและกระเทียม
·       ผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ
·       ขิง
·       ขึ้นฉ่าย
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง      อาหารสำเร็จรูปและอาหารรสเค็ม  จะเพิ่มความดันโลหิต

ขอบคุณ http://www.goface.in.th/article-926/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87.html