Pages

Long Live The king

Long Live The king
Showing posts with label ความดัน. Show all posts
Showing posts with label ความดัน. Show all posts

October 26, 2012

เมนูรักษ์หัวใจ


26.10.55 กรุงเทพธุรกิจ 

โรคหัวใจเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คืออาหาร เพราะสามารถ “ลด”ความเสี่ยงของโรคได้ โดยไม่ต้องพึ่งยา

แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แนะนำให้ เลือกรับประทานอาหารสุขภาพที่มีคุณค่าต่อหัวใจ เริ่มต้นด้วยการบริโภคผักผลไม้ อย่างน้อยวันละ 200 - 300 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 2 กำมือ เท่ากับ2ขีดจะทำได้ใยอาหารที่ดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอล(Cholesterol)ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride)  สิ่งหนึ่งที่ทำได้ง่ายคือการ “เลือก” รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ
 เหตุผลที่ให้ความสำคัญเรื่องคอเลสเตอรอล เพราะร่างกายสร้าง 70เปอร์เซ็นต์ จึงไม่ควรรับประทานอาหารมัน  แต่หากหลีกเลี่ยง“ไม่ได้”ควรบริโภคผักมาช่วยในการดูดซึมคอเลสเตอรอล  สำหรับคนปกติทั่วไปในแต่ละวันไม่ควรบริโภคคอเลสเตอรอลเกิน 200 มิลลิกรัม แต่ถ้าเป็นโรคหัวใจหรือคอเลสเตอรอลสูงบริโภคได้แค่ 200 มิลลิกรัม 
 
 “จำง่ายๆไข่ไก่ 1 ฟองมีคอเลสเตอรอล 250 มิลลิกรัม ถ้ารับประทานไข่ไปแล้ว 1 ฟองไม่มีสิทธิไปรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลอีก ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียว หนังสัตว์ เครื่องในสัตว์ ฯลฯ “  
 
 ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ  บอกว่า อาหารที่ไม่ควรรับประทานคู่กันก็คือ กะเพราตับไข่ดาว เพราะตับมีคอเลสเตอรอล ไข่ก็มีคอเลสเตอรอล หากรับประทานต้องตัดไข่แดงออกนี่คือวิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจ ด้วยการ “ขจัด” อาหารที่มีคอเลสเตอรอลแล้วหันไปบริโภคผักผลไม้ 
 นอกจากนี้สิ่งต้องระมัดระวังคือ ความเค็ม เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ  เบาหวาน ความดัน ฯลฯ  ในแต่ละวันไม่ควรบริโภคเกลือเกิน 2,400 มิลลิกรัม  ซึ่งหากลองดูข้างซองขนมขบเคี้ยว เช่น มันฝรั่งหนึ่งถุงจะมีเกลือ 1,100มิลลิกรัมเกือบเท่ากับที่กำหนดไว้ว่า สามารถบริโภคได้ในหนึ่งวัน  วิธีป้องกันไม่ให้บริโภคอาหารที่มีรสเค็ม ง่ายๆคือ ไม่ปรุงรสอาหารเพิ่ม พยายามรับประทานอาหารรสชาติธรรมดาๆ 
 “แนะนำให้หลีกเลี่ยงน้ำปลาพริก เพราะจะเพิ่มปริมาณโซเดียมมากขึ้น ยิ่งถ้าความดันโลหิตสูงเท่าไรจะยิ่งทำให้มีความเสี่ยงที่เกิดโรคหัวใจมากขึ้น” 
   
 ส่วนการบริโภคเนื้อสัตว์นั้น “ไม่จำเป็น” ต้องกินปลาเพียงอย่างเดียว  เพราะเนื้อสัตว์แต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแดงหรือเนื้อขาว แต่ละชนิดก็มีประโยชน์ต่างกัน  ยกตัวอย่างเนื้อสัตว์สีแดง เช่น หมูหรือเนื้อ มีธาตุเหล็ก ซึ่งมีประโยชน์ต่อหัวใจเหมือนกัน เพียงแต่ต้องดูก่อนว่า ชิ้นส่วนนั้นไม่ว่าจะเป็นของหมู หรือเนื้อ ถ้าเป็นสันในสันนอกที่ไม่ติดมันรับประทานได้  
 
 และบางครั้งก็ต้องดูกรรมวิธีในการปรุงด้วยเช่นกัน เพราะถ้านำหมูสันนอกไปชุปแป้งทอดน้ำมันปาล์ม ต้องระวัง เรื่องไขมัน ที่มาจากน้ำมันปาล์ม  แม้ว่าจะทำให้อาหารอร่อย กรอบหอม ไม่เหม็นหืนง่าย แต่มีโทษต่อร่างกาย เพราะจะทำให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีมากขึ้น   หากบริโภคมากจะทำให้ได้รับไขมันอิ่มตัวเพิ่มขึ้น
 สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ต้องระมัดระวังปริมาณคอเลสเตอรอลในหนึ่งวันต้องไม่เกิน 200  มิลลิกรัม
 ฉะนั้น บริโภคไข่ไม่เกิน2-3 ฟองต่อสัปดาห์หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดหนัง ติดมัน  หากรับประทานอาหารนอกบ้านควรเลือกเมนูอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น แกงจืด เกาเหลาลูกชิ้นปลา ปลานึ่งมะนาว แกงส้มแกงเลียง แกงป่า ผัดผักต่างๆ ยำมะเขือยาว เป็นต้น 
  
 “แม้ว่าเราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการบริโภค คอเลสเตอรอลได้100เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อย 1 มื้อที่รับประทานอาหารนอกบ้านควรบริโภคผักผลไม้ให้มากที่สุด ส่วนมื้ออาหารที่บ้านควรใช้น้ำมัน ถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวันแทนที่จะเป็นน้ำมันปาล์ม” นักโภชนาการ กล่าวทิ้งท้าย
แซนวิชม้วน ปลาแซลมอน
ส่วนผสม 
ขนมปังโฮลวีท  10  แผ่น
ปลาแซลมอน  200  กรัม
อโวคาโด้          100  กรัม
กรีนโอ๊ค         100  กรัม
มัสตาร์ด        50  กรัม 
แตงกวา          50  กรัม
หอมหัวใหญ่    50  กรัม
วิธีทำ
ทามัสตาร์ดลงบนขนมปังโฮลวีท วางปลาแซลมอนที่หั่นเป็นชิ้นลง จากนั้นวางหอมใหญ่ อโวคาโด้ กรีนโอ๊ค  และแตงกวาที่หั่นลงแล้วจับม้วนๆ กดให้แน่น ใช้ไม้จิ้มฟันเสียบ
////////////////////
แกงส้มผักรวม
ส่วนผสม
เครื่องน้ำพริกแกงส้มผักรวม
พริกแห้ง                 25  กรัม 
กระชาย                  2   ช้อนโต๊ะ
เกลือ                      2   ช้อนชา 
หอม                      25  กรัม 
กะปิ                       2   ช้อนชา
เครื่องปรุงน้ำ                          6   ถ้วยตวง 
แตงโมอ่อน             500  กรัม
ถั่วฝักยาว               250  กรัม 
ปลาช่อน                700  กรัม
กะหล่ำปลี              300  กรัม
ปรุงรส
น้ำมะขามเปียก       3/4  ถ้วยตวง 
น้ำตาล                      3  ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา                   1/3  ถ้วยตวง
 วิธีทำ
 1. โขลกส่วนผสมของน้ำพริกให้ละเอียด ส่วนกระชายถ้าชอบกลิ่นก็ใส่ ไม่ชอบก็ไม่ต้องใส่
 2. ขอดเกล็ดปลาช่อนล้างน้ำให้สะอาด ตัดส่วนหาง  ต้มกับน้ำเดือดที่เหลือตัดเป็นท่อนไว้ใส่ในแกง
 3. ตั้งน้ำพอเดือดใส่ส่วนหางที่แบ่งไว้ต้มให้เปื่อยแกะก้างออกโขลกเนื้อกับน้ำพริกให้เข้ากัน น้ำพริกละลายในน้ำเดือดใส่ผักที่สุกยากก่อน ใส่น้ำปลา น้ำมะขามน้ำตาล ปรุงรส ใส่ผักที่เหลือตั้งให้เดือดอีกครั้งใส่เนื้อปลา ชิมรสเปรี้ยว หวาน เค็ม สุก ยกลง
ขอขอบคุณ 

October 23, 2012

สูตรน้ำสมุนไพรล้างไขมันในเลือดที่มีมากเกินไป

สูตรน้ำสมุนไพรล้างไขมันในเลือดที่มีมากเกินไป

กระเจี๊ยบ+พุทราจีน

คือ การนำเอากระเจี๊ยบแดงแห้งหรือสดก็ได้ มาต้มรวมกับพุทราแห้ง เป็นพุทราจีน หรือพุทราป่า (พุทราไทย) ก็ได้ เพื่อทำเครื่องดื่ม


ประโยชน์

    ช่วยล้างไขมันในเลือดที่มีมากเกินไป เมื่อไขมันถูกล้างออกมาเรื่อยๆ โดยการกินน้ำกระเจี๊ยบ+พุทราจีนผนังหลอดเลือดก็จะยืดหยุ่นบีบตัวและขยายตัว เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกขึ้น บีบตัวและขยายตัว ตามจังหวะการเต้นของหัวใจให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยไม่มีไขมันมาขัดขวางพวกเส้นเลือดขอดก็จะพอทุเลาลงได้ แล้วยังข่วยให้เส้นเลือดแข็งแรง ไม่เปราะ

    -ไม่ควรต้มกระเจี๊ยบกินเดี่ยวๆ เป็นเวลานานๆ เพราะจะทำให้ไตเสื่อม จึงต้องมีพุทราจีน

    ตากแห้งผสมลงไปเป็นตัวแก้และยังช่วยบำรุงไตไปพร้อมกัน

    -ไม่เติมน้ำตาลหรือเติมก็ได้ไม่ควรเติมน้ำตาลให้หวานเกินไป

วิธีทำ

    เตรียมกระเจี๊ยบ 1 กำมือ

    เตรียมพุทราจีน1 กำมือ

    ล้างน้ำให้สะอาดบีบพุทราจีนให้แตก ใส่รวมกันลงภาชนะเติมน้ำเปล่า 2 ลิตร ต้มให้เดือดสักพักหนึ่งแล้วยกลง เทกรองเนื้อออกให้เหลือแต่น้ำ เติมน้ำตาลแล้วชิม ถ้าไม่เติมน้ำตาล ใช้ใบหญ้าหวาน หรือลำไยตากแห้ง แทนน้ำตาลจะได้ความหวานจากธรรมชาติที่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ทำเก็บใส่ขวดแช่เย็นเอาไว้ดื่มได้หลายวัน

มาดูสรรพคุณของ กระเจียบ



สรรพคุณ


1. เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ำหนักด้วย

2. ลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลข้างเคียง

3. น้ำกระเจี๊ยบทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง

4. ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี

5. มีฤทธิ์ขับปัสสาวะเป็นการช่วยลดความดัน อีกทางหนึ่ง

6. ช่วยย่อยอาหารเพราะไม่เพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร

7. เพิ่มการหลั่งน้ำดีจากตับ

8. เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นเพราะมีกรดซิตริคอยู่

9. มีสารแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

กระเจี้ยบมีสรรพคุณแก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้ำ แก้ความดันโลหิตสูง กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ บำรุงโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน

นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนผสมในตำรับยาที่ใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นเป็นยาถ่ายพยาธิตัวจี๊ด

วิธีและปริมาณที่ใช้ : นำเอากลีบเลี้ยงหรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา (หนัก 3 กรัม) ชงกับน้ำจืด 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขับเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป

สารอาหารที่มีประโยชน์

Protocatechuic acid. Hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossympetin.


คุณค่าทางโภชนาการ

น้ำกระเจี๊ยบแดงมีรสเปรี้ยวนำมาต้มกับน้ำเติมน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย ดื่มแก้ร้อนในกระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ นอกจากนี้สีแดงเข้มที่ได้จากสาร Anthocyanin ยังนำไปแต่งสีอาหารตามต้องการได้อีกด้วย

ที่มา สุนทรี สิงหบุตรา. 2545. รอบรู้เรื่องสมุนไพร. เกษตรชีวภาพ. 2(23) : หน้า 41

มาดูสรรพคุณของพุทราจีน



พุทราเป็นผลไม้ที่มี วิตามิน A และ c ในปริมาณมาก ซึ่งส่งผลต่อการบำรุงสายตาและผิวให้สุขภาพดีไม่เป็นโรคเกี่ยวกับผิวพรรณและ สายตา ตาไม่ฟาง และไม่บอดกลางคืน

-   เปลือกของพุทราเป็นยาแก้อาการท้องเสียอย่างดี ด้วยเพราะสารแทนนินซึ่งออกรสฝาดในเปลือกพุทรานั่นเอง

-   เมล็ดพุทราก็มีประโยชน์มากเช่นกัน เพราะนำมาป่นรักษาอาการชักในเด็กได้อีกทั้งยังลดไข้แก้หวัดในเด็กด้วย

-  ใบของพุทราก็มีคุณสมบัติในการลดพิษแมลงสัตว์กัดต่อยและผื่นคันต่างๆ ได้อีกด้วย สรรพคุณมีตั้งแต่รากจรดปลายจริงๆ มีพุทราไว้ในบ้านสักต้นรับรองคุ้มจริงๆ

นอกจากนี้พุทราจีน มี สรรพคุณเป็นยาบำรุงเลือด บำรุงกำลังที่ดี และใช้ผสมกับยาสมุนไพร บำรุงส่วนอื่นๆอีก นอกจากนี้ยังสามารถลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง เสนเลือดเเข็งตัว เส้นเลือดหัวใจตีบตัน และเส้นเลือดในสมองแตก ทั้งยังเป็นยาบำรุงประสาทแก้โรคนอนไม่หลับด้วย

ขอขอบคุณ
http://www.chomrom.com/topic.php?q_id=14890

October 22, 2012

ความดันเลือดสูง กินอะไร คลายโรค



ความดันเลือดสูง กินอะไร คลายโรค

รศ.ดร.สุธาทิพ  ภมรประวัติ  กลุ่มวิชาเภสัชโภชนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://www.doctor.or.th/article/detail/1116

โรคความดันเลือดสูง หรือโรคแรงดันเลือดสูง ภาษาอังกฤษเรียก Hypertension ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างสูงต่อการเกิดอาการหัวใจวาย หรือหลอดเลือดสมองแตก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ แม้ความดันเลือดจะสูงมากๆ ก็ตาม บ้างทราบว่าตัวเองมีความดันเลือดสูงแต่ก็ละเลยไม่สนใจรักษาเพราะรู้สึกปกติ สบายดี ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่างๆ ตามมาภายหลัง

ผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ จะทราบได้ว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ ทำได้โดยการวัดความดันเลือดเท่านั้น ประชาชนทุกคนสามารถตรวจวัดความดันเลือดได้ตามสถานบริการสาธารณสุขต่างๆ
     
ความดันเลือดคืออะไร
ค่าความดันเลือดมี ๒ ค่า เรียกว่า "ตัวบน" และ "ตัวล่าง"
ค่าตัวบนเป็นความดันเลือดในหลอดเลือดที่เกิดขึ้นขณะที่หัวใจบีบตัวไล่เลือดออกจากหัวใจ
ค่าตัวล่างคือความดันของเลือดที่ยังค้างอยู่ในหลอดเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว
ปัจจุบันความดันเลือดที่เรียกว่า "เหมาะสม" ของผู้ที่อายุมากกว่า ๑๘ ปีคือ ตัวบนไม่เกิน ๑๒๐ มม. ปรอท และตัวล่างไม่เกิน ๘๐ มม.ปรอท
จะเรียกได้ว่ามีความดันเลือดสูงเมื่อความดันเลือดตัวบนมากกว่า (หรือเท่ากับ) ๑๔๐ และตัวล่างมากกว่า (หรือเท่ากับ) ๙๐ มม.ปรอท ค่าระหว่างนี้เป็น กลุ่มก้ำกึ่ง (borderline-to moderate range)
ถ้าใครสงสัยว่าตัวเองมีโรคนี้หรือไม่ให้ไปพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยให้
ถ้าอายุเกิน ๔๐ แล้วก็ควรไปตรวจร่างกายปีละครั้ง เพราะคุณอาจมีความดันเลือดสูงหรืออยู่ในเกณฑ์ก้ำกึ่งโดยไม่มีอาการก็ได้
ถ้าทราบผลการตรวจวัดความดันเลือดแล้ว ตัวคุณและแพทย์จะได้ช่วยกันหาหนทางดูแลสุขภาพของคุณได้ถูกต้อง
     
ความดันเลือดสูงเกิดจากอะไร และมีอาการอย่างไร
ความดันเลือดสูงส่วนใหญ่เป็นโรคที่ไม่มีสาเหตุเฉพาะ มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้องทั้งพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น อาหารรสเค็ม เชื้อชาติ วิถีชีวิต ความ เครียด ส่วนน้อยเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือด ไตวาย หรือเนื้องอกบางชนิด
     
ทำไมต้องตรวจวัดความดันเลือด
คนที่มีความดันเลือดสูงอยู่เป็นระยะเวลานานจะเกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะหลอดเลือดเลี้ยงสมอง ตา หัวใจ และไต เป็นเหตุให้หลอดเลือดสมองตีบตันหรือแตก เกิดเป็นอัมพาตช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอกจากนี้ อาจเกิดโรคหัวใจขาดเลือด หรือไตวายเรื้อรังได้

ความดันเลือดสูงมีผลทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ในที่สุดจะเกิดหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจหนา อาจเกิดภาวะ หัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายตามมา โรคความดันเลือดสูงจึงได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรเงียบ เพราะก่อความเสียหายได้มากทั้งกับหลอดเลือดและอวัยวะอื่นๆ โดยไม่แสดงอาการ กว่าจะแสดงอาการร่างกายก็ได้รับความเสียหายไปมากแล้วเกินกว่าจะบำบัดให้กลับคืนสภาพปกติได้

การละเลยไม่สนใจตรวจร่างกายของประชากรวัยกลางคน เพราะเห็นว่าร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่มีโทษต่อตนเองโรคความดันเลือดสูงนี้ถ้าทราบแต่เนิ่นๆ  ผู้ป่วยจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและชะลอความรุนแรงของโรค การควบคุมความดันเลือดสามารถป้องกันการเกิดผลแทรกซ้อนอย่างใหญ่หลวงอื่นๆ ที่จะตามมาได้ การรักษาความดันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่เสมอจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคแทรกทางสมอง หัวใจ ไต และหลอดเลือดในอนาคตได้

ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น การเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อก็มียาดีจัดการได้เกือบทุกโรค แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่เจ็บป่วยเรื้อรังในวัยสูงอายุ  เนื่องจากขาดการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องในวัยทำงาน การดูแลหรือป้องกันความดันเลือดสูงในวันนี้จะลดโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนร้ายแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อคุณภาพชีวิตในช่วงหลังของเรานั่นเอง
     
การดูแลผู้มีความดันเลือดสูง
การรักษาแบ่งเป็น  ๒ ส่วนคือ การใช้ยา (ดูแลโดยแพทย์) อีกส่วนคือไม่ใช้ยา (ดูแลโดยตัวผู้ป่วยและบุคคลรอบตัว)
การไม่ใช้ยาทำได้โดยการลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ลดความเครียด งดบุหรี่ ลดการบริโภคน้ำตาลขัดขาว อาหารไขมันสูง กาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มปริมาณโพแทสเซียมและเส้นใยพืชในอาหาร กินอาหารหลากชนิดให้ได้แร่ธาตุและวิตามินครบ หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม จะช่วยให้ควบคุมความดันเลือดได้ดี

ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงเล็กน้อยหรือกลุ่มก้ำกึ่ง อาจเริ่มการรักษาโดยไม่ใช้ยา แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจอยู่ด้วยก็อาจจำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย  ทั้งนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

การดูแลผู้ป่วยกลุ่มก้ำกึ่ง
สหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยความดันเลือดสูงร้อยละ ๘๐ เป็นกลุ่มก้ำกึ่ง ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถดูแลตนเองได้ดีภายใต้คำแนะนำของแพทย์โดยการปรับวิถีชีวิตและอาหาร งานวิจัยจากตะวันตกพบว่า การออกกำลังกาย  การบำบัดจิตใจให้ผ่อนคลาย และปรับอาหารของกลุ่มความดันเลือดสูงแบบก้ำกึ่งให้ผลระยะยาวดีกว่ากลุ่มเดียวกันที่บำบัดอาการโดยการใช้ยา

อาหารที่ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มควรกิน ได้แก่ ผักขึ้นฉ่าย (celery) กระเทียม หอมหัวใหญ่ กล้วย ถั่วต่างๆ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน และธัญพืชที่เป็นเมล็ด ปลาทะเลจากน่านน้ำเย็น ผักใบเขียว บร็อกโคลี่ ส้มต่างๆ  ฝรั่ง และอาหารที่มีวิตามินซีสูง

ผักขึ้นฉ่ายมีสาร 3-เอ็น-บิวทิล ฟทาไลด์ (3-n-butyl phthalide) มีฤทธิ์ลดความดันเลือด และลดปริมาณ    คอเลสเตอรอลด้วย ถ้ากินวันละ ๖ ช้อนโต๊ะพูนทุกวันพร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอื่นก็จะเห็นผลลดความดันเลือด (ขึ้นฉ่ายฝรั่งก้านโต ๔ ก้านต่อวัน)

กระเทียมและหอมหัวใหญ่มีผลทั้งลดความดันและคอเลสเตอรอล ให้กินเพิ่มเติมในอาหาร ถ้ากินกระเทียมเม็ดหรือแคปซูลให้กิน ๔,๐๐๐ ไมโครกรัม     อัลลิซินต่อวัน
กล้วยเป็นผลไม้มีราคาถูก หาได้ง่าย กินได้ทุกวัย แถมช่วยเรื่องขับถ่ายด้วย  เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยและมีโพแทสเซียมสูง

โพแทสเซียมทำหน้าที่ดูแลสมดุลของน้ำและการส่งน้ำไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดูแลสมดุลความดันเลือด สมดุลกรด-ด่าง  การทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท ไต และต่อมหมวกไต โพแทสเซียมพบได้ทั่วไปในพืชผักต่างๆ ที่มีมากได้แก่ กล้วย ส้มต่างๆ แอปพริคอต ลูกไหน ลูกพรุน ลูกท้อ ลูกเกด  สตรอเบอร์รี่
แตงกวา มะเขือเทศ กะหล่ำปลี มะเขือยาว ขมิ้นชัน ผักขม บร็อกโคลี่ มันฝรั่งทั้งเปลือก ปลาทูน่า เมล็ดฟักทองและเมล็ดทานตะวัน  บุคคลทั่วไปต้องการโพแทสเซียมวันละ ๒,๐๐๐ มก. แต่ผู้ที่มีความดันเลือดสูงต้องการถึง ๓,๕๐๐ มก. ต่อวัน ลองกินกล้วยสองผลให้โพแทสเซียม ๙๓๔ มก.  เติมลูกพรุนครึ่งถ้วย ๗๒๑ มก. ลูกเกดครึ่งถ้วย ๕๙๘ มก. น้ำส้ม ๑ ถ้วย ๓๕๔ มก. มันฝรั่งอบทั้งเปลือก ๗๒๑ มก. และมะเขือเทศ ๑ ผล ๒๗๓ มก. ได้เกิน ๓,๕๐๐ มก.

คนที่กินอาหารฟาสต์ฟู้ดจะกินผักและผลไม้น้อย ทำให้ได้รับโพแทสเซียมน้อย แถมยังได้รับเกลือโซเดียมสูง ทั้งจากกะปิ น้ำปลา เกลือ ผงฟู (จากขนมปังและขนม อบ) ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ผักดอง อาหารหมัก ดอง แฮม เบคอน ไส้กรอกทุกชนิด เนื้อเค็ม ขนมกรุบกรอบ บะหมี่สำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยวน้ำและน้ำซุปทั้งหลาย
ที่สหรัฐอเมริกาประมาณว่าประชากรได้รับโซเดียม ตามสัดส่วนดังนี้คือ ๔๕, ๔๕, ๕ และ ๕ นั่นคือ


ร้อยละ ๔๕ จากอาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น อาหารพร้อมอุ่น อาหารกระป๋อง อาหารซองฉีกเติมเนื้อสัตว์กินได้  น้ำสลัด เป็นต้น
ร้อยละ ๔๕ จากการปรุงอาหารที่บ้านหรือร้านอาหาร
ร้อยละ ๕ จากการเติมเกลือเพื่อปรุงรสก่อนกิน (เหมือนที่คนไทยเติมน้ำปลาพริก)
ร้อยละ ๕ เท่านั้นที่มาจากตัวอาหารเอง (จากผักและผลไม้)

ดังนั้น แพทย์มักจะบอกให้คนที่มีความดันเลือดสูง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าความดันเลือดตัวล่าง) ปรุงอาหาร เอง และนำอาหารจากบ้านไปกินที่ทำงาน  การศึกษาในผู้ป่วยพบว่า การกินอาหารที่มีโซเดียมสูงและโพแทสเซียมต่ำอยู่เสมอมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและมะเร็ง นอกจากนี้ยังพบว่าอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงและโซเดียมต่ำจะป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและมะเร็ง และบำบัดอาการความดันเลือดสูงด้วย  การลดโซเดียมแต่ขาดโพแทสเซียมก็ยังเป็นการเสียสมดุลโซเดียม/โพแทสเซียมอยู่ดี   คนที่มีความดันเลือดสูงแบบก้ำกึ่งจึงต้องกินอาหาร ที่มีโพแทสเซียมเพิ่มตามคำแนะนำข้างต้น
     
สูตรอาหารลดความดัน
รายงานจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าวว่า อาหาร ที่มีส่วนประกอบของพืชมากลดความดันเลือดได้ นอก จากนี้ ยังลดคอเลสเตอรอล ควบคุมสภาวะเบาหวาน และลดน้ำหนักได้ในกลุ่มคนที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่มีความดันเลือดสูงเมื่อกินอาหารสูตรนี้พบว่า ๒ สัปดาห์มีการเปลี่ยนแปลงของความดันเลือด คณะวิจัยเชื่อว่าการกินอาหารที่เพิ่มแร่ธาตุโพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ลดความดันเลือด

นอกจากนี้ การกินอาหารลดความดัน (DASH หรือ Dietary Approaches to Stop Hypertension) ยังขับปัสสาวะและขับเกลือออกอีกด้วย ปัจจุบันสูตรนี้เป็นสูตรอาหารแนะนำของสมาคมโรคหัวใจ และหน่วยวิจัยปอด หัวใจ และหลอดเลือดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา คนที่มีความดันเลือดสูงถ้ากินสูตรอาหารลดความดันนี้จะเห็นผลชัดเจนสำหรับการลดความดันเลือด สำหรับคนที่มีความดันเลือดแบบก้ำกึ่งจะได้ผลการลดความดันแบบค่อยเป็นค่อยไป

บางคนอาจจะบอกว่าให้กินน้อยจังแล้วจะอยู่ ได้อย่างไร
จริงอยู่การกินอาหารปริมาณน้อยแต่สามารถดำรงตนอยู่ได้แน่นอน  พระที่ท่านเข้ากรรมฐานฉันมื้อละ ๑๐ คำท่านยังดำรงชีพได้เลยค่ะ แต่ท่านจะไม่อ้วนและปลอดโรคด้วย ทุกคนสามารถเลือกคุณภาพของอาหารได้โดยไปเพิ่มรสชาติอาหารด้วยสมุนไพรหรือเครื่องเทศแทนเกลือดีกว่า

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกาย เช่น เดินวันละ ๔๐ นาที และแนะนำการหายใจเข้าลึกๆ เพื่อนำออกซิเจนเข้าปอดให้มากที่สุด หาวิธีคลายอารมณ์ ลดความเครียดด้วย อาจใช้โยคะ การทำสมาธิ หรือการ สวดมนต์ก็ได้  ถ้าน้ำหนักและความเครียดของผู้ป่วยความดันเลือดสูงลดไปได้แม้เพียงเล็กน้อยก็จะช่วยลดความดันเลือดได้อีกฝ่ายหนึ่ง

ผู้อ่านคงเหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่ทำงานนั่งโต๊ะ แต่ละวันไม่ได้ใช้พลังงานเท่าไหร่เลย เดี๋ยวก็ขับรถหรือขึ้นรถเมล์กลับบ้านก็ไม่ได้ออกกำลังกายอีก น้ำหนักของพวกเราจึงพอกพูนและโรคภัยก็ถามหาด้วย การเปลี่ยนแปลงการกินอาหารดูจะดีกว่าการกินยาลดความดันตลอดชีวิตแน่นอน คนไทยอยู่ประเทศไทยเรื่องอาหารสด ผัก ผลไม้ หาได้ไม่ยาก ถ้าอยู่ตะวันออก-กลางต้องกินเหมือนกับอยู่เมืองไทย อย่างนี้สงสัยจะแพงน่าดู กินอยู่แบบพอเพียง มีสุขภาพกายใจแข็งแรงกันถ้วนหน้านะคะ