Pages

Long Live The king

Long Live The king

October 19, 2012

กว่าจะปั้นดินให้เป็นดาว เอ ศุภชัย


ชอบอ่านสัมภาษณ์เอ ศุภชัยแกฮาตลอดๆ

.................

เขานักปั้นมือทองที่ปั้นพระเอกนางเอกโด่งดังมาแล้วมากมาย รวมทั้งเป็นผู้จัดการส่วนตัวดาราของนักแสดงชื่อดังที่คุณหลงใหล ไม่ว่าจะเป็น อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ, ป๋อ-ณัฐวุฒิ สะกิดใจ, เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารส, วิน-ธาวิน เยาวพลหลกุล, ปู-ไปรยา สวนดอกไม้, โน้ต-วัชรบูล ลี้สุวรรณ ฯลฯ

แต่ผู้ชายที่ชื่อ เอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร มีอะไรดีถึงปั้นและดูแลนักแสดงระดับแถวหน้าของวงการได้? ต้องติดตามบรรทัดจากนี้ไป



?คนที่ปั้นให้เอเป็นผู้จัดการดาราก็ คือ อั้ม พัชราภา เมื่อก่อนเราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องเรียน ม. รังสิตด้วยกัน แล้วอั้มเป็นรุ่นน้องเอห้าปี พอเดี๋ยวบอกว่าเป็นเพื่อน เดี๋ยวก็ด่าฉันอีก เพราะอั้มอายุน้อยกว่าห้าปี (หัวเราะ) แล้วเอ ซึ่งเรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ไปลงเรียนวิชาเลือกเสรีของคณะนิเทศศาสตร์ เอกับอั้มก็เลยลงเรียนด้วยกัน แล้วเอก็ขอลอกข้อสอบอั้ม พอประกาศผลสอบ อั้มก็ถามพี่เอว่าพี่ได้เกรดอะไร ซึ่งเอได้แค่ C+ แต่บอกอั้มว่าได้ A

?อั้มก็กวนมาก ไปขออาจารย์ดูว่าเราได้เกรดอะไร พอรู้แล้ว อั้มก็เลยมาเยาะเย้ยใส่เอว่าไม่ต้องโกหกหรอก จากนั้นเราสองคนก็เลยสนิทกัน เวลากลับบ้านก็ขออั้มนั่งรถกลับบ้าน ตอนนั้นอั้มยังไม่ได้ประกวดสาวแฮคส์เลย ก็คบกันจนอั้มประกวดและเซ็นสัญญากับทางผู้จัด พอหมดสัญญาอั้มก็ไม่มีคนดูแล เลยมาชวนให้เราไปดูแลคิวให้ บอกว่ามาเป็นผู้จัดการส่วนตัวฉัน เอก็ถามว่าฉันจะอยู่ได้เหรอ เธอจะให้เงินฉันเท่าไร อั้มก็บอกว่าเธอก็ดูแลคนอื่นไปด้วยสิ?




?กับป๋อเราเป็นเหมือนต้นไม้ที่โตมาด้วยกันนะ เพราะป๋อเป็นคนแรกที่เป็นผลงานของพี่ แล้วพี่เอเป็นคนที่มีพรสวรรค์ ที่จะรู้ว่าใครดัง คือพี่ไม่ใช่คนที่เก่งไง เพราะฉะนั้นพี่ไม่สามารถปั้นดินให้เป็นดาวได้ เพราะฉะนั้นพี่ต้องไปหาดาวอยู่แล้ว เวลาเจ้าของบทประพันธ์ถ่ายทอดชีวิตของพระเอกนางเอกออกมา ถ้ามันมีอยู่ในชีวิตจริงคนเหล่านั้นคือดาว

?พระเอกของพี่ก็คือประมาณคุณชายกลาง อย่างเช่น โน้ต วัชรบูล จบเกียรตินิยม ดูเท่ ป๋อจบจากลอนดอนผู้ดีอังกฤษ คือแบบว่าเขาไม่จำเป็นต้องมาทำงานกับพี่เขาก็มีอันจะกินกันอยู่แล้ว เราทาบทามพวกนี้เหนื่อยจะตาย คนที่แบบโอ้โห! เขารวยอยู่แล้ว พอไปทาบทามเขาก็ตกใจแล้วว่าจะเอาเขาไปไหน เขาจบโทมาจากลอนดอน เขาก็มองอาชีพประมาณว่านักธุรกิจ ทำงานบริษัทเอเจนซี่ เราก็ต้องใช้มารยาห้าร้อยเล่มเกวียนล่อ คือก็พูดความจริงนั่นแหละ แต่อาศัยว่าคมคายนะ ป๋อนะอย่างน้อยเราก็เป็นพี่น้องกันเรียนมาจากม.รังสิตด้วยกัน พี่เอเป็นรุ่นพี่ป๋อเป็นรุ่นน้อง เชื่อใจได้ ยังไงพี่เอก็ไม่หลอกลวงป๋อ?




?พรสวรรค์ในการโน้มน้าวนี้เอได้มาจากการเป็นนักโต้วาทีอันดับ 1 ของภาคใต้นะ ตอนนั้นพี่เรียนอยู่ ร.ร.เบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช? ผู้จัดการแดนใต้โปรโมทคุณสมบัติตัวเองก่อนเล่าถึงยุทธวิธีเด็ดดาวต่อว่า ?เราโน้มน้าวในสิ่งที่เราคิดว่าเราจะทำได้ กับสิ่งที่เราพูดกับเขาไว้ เหมือนน้องโน้ต วัชรบูล ตอนนั้นเขาทำงานบริษัทเงินเดือนห้าหกหมื่น แล้วพี่ก็พูดกับเขาว่าผมจะทำให้คุณเป็นพระเอกให้ได้ น้องโน้ตเขาบอกว่าคุณมั่นใจในตัวผมแค่ไหน พี่บอกว่าผมมั่นใจ น้องโน้ตบอกว่าถ้าคุณมั่นใจก็เอาสิเดี๋ยวผมจะลองดูกับคุณ

กับป๋อเอติดต่อนานมาก คุยอยู่ห้าเดือนนะ ฮู้...ย คุยไปโดนสารพัดอย่าง นอนอยู่บ้าง เอตื๊อสุดๆ ตื๊อจนขนาดป๋อบอกว่า เนี่ยพี่เอ เดือนนี้ป๋อจะไม่ว่างเลยนะ 1 เดือน พี่อย่าโทรมาได้เปล่า เอก็ต้องบอกว่าครับ (ทำเสียงหงุดหงิดสุดฤทธิ์) แล้วเราต้องรอ 1 เดือน ซึ่งเราว่างงานอยู่คิดดูดิ เราอดทนนะ ถ้าโทรก่อน 1 วันตายแน่ ป๋อบอกว่ามันจะไม่คุยด้วยเลย ขนาดเราเป็นรุ่นพี่ที่รังสิตนะ เรียนวิศวะมาด้วยกัน พอคิดถึงอดีตตัวเองก็รู้สึกว่าเราทำไปได้อย่างไงเนี่ย




เวียร์นี่ก็เหนื่อยมาก มีเพื่อนเอารูปในมือถือมาให้ดูบอกว่ามีเด็กคนนี้อยู่ ม. ขอนแก่น หน้าตาดี แต่เพื่อนอายไม่กล้าเข้าไป ก็ปล่อยเราทิ้งอยู่หน้า ม. ขอนแก่น ก็จ้างใช้มอเตอร์รับจ้างขับไปเรื่อยๆ ก็ถามมีผู้ชายคนนี้อยู่ที่นี่ไหม คนก็บอกรู้จัก แต่ไม่รู้อยู่ที่ไหน ไม่มีเบอร์ จนตามไปนั่งรอหน้าหอ 4-5 ชั่วโมง รอจนเจอตัว แล้วเขาก็ไม่ยอมมา เพราะเขามีอาชีพในใจอยู่แล้วคือวิศวะ เราก็คิดว่าตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก ก็บินไปตื้อทั้งเวียร์ พ่อแม่ เกือบสี่เดือน?สิ่งที่ผู้จัดการและนักปั้นต้องดูแลมากกว่านั้น คือการเรียนรู้ทุกสิ่งที่ทุกอย่างเกี่ยวกับดาราในสังกัดของตัวเองว่าทุกคนว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร เรียกว่ารู้ใจหมดทุกอย่าง


เรายังต้องจ่ายเงินทุกอย่างในการดูแลน้องเพื่อให้ออกมาเพอร์เฟ็กต์มากที่สุดเวลาสู่สายตาประชาชน ให้เขาเป็นที่ยอมรับในวงการ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างครูมาสอนการแสดง จ้างครูมาสอนบุคลิกภาพ เดี๋ยวนี้หน้าตาอย่างเดียวขายคนไทยไม่ได้แล้ว ต้องขายความสามารถ เมื่อก่อนนี้ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่ระยะหลังๆ มันเหนื่อยมากเลย บางคนหมดไปเป็นล้านเลยก็มีครับ

ตอนนี้เราก็หางานให้น้องด้วยในหลายทางๆ นอกจากงานละครแล้ว เราก็ต้องช่วยให้เขาได้ถ่ายโฆษณาด้วย เพราะการถ่ายโฆษณา มันก็ทำให้คนรู้สึกว่า กลุ่มเป้าหมายที่ยอมรับเรามีมากขึ้น ไม่ใช่คนชอบอย่างเดียวแล้ว สินค้าต่างๆ ก็ยอมรับ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์นักข่าว มันเหมือนน้ำพึ่งเรือเสื้อพึ่งป่า เราต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าดาราวิ่งหนีนักข่าวมันก็จบ เพราะนักข่าวเป็นคนทำให้คนทั้งประเทศรู้จักดารา ถ้าคุณวิ่งหนีคนที่ทำให้คนทั้งประเทศรู้จักคุณ คุณก็ไปแสดงอยู่ที่บ้านคนเดียวและก็ดูคนเดียวดีกว่า เราจะสอนน้องเสมอว่า ต้องสวัสดีสวยๆ นะต้องไหว้จากใจ

เครดิตเวป http://www.patchrapa.com/forum/index.php?
ขอบคุณ คนเล่าเรื่อง  at pantip.com

October 18, 2012

วิธีทำความสะอาดสแตนเลส


วิธีทำความสะอาดสแตนเลส

   * รอยเปื้อน : รอยนิ้วมือ
     วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : ล้างด้วยสบู่ ผงซักฟอก หรือสารทำละลาย เช่น แอลกอฮอล์ หรือ อะซีโตน ( Acetone) แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจนสะอาด จากนั้นเช็ดให้แห้ง
   * รอยเปื้อน : น้ำมัน คราบน้ำมัน
     วิธีทำความสะอาด : ล้างด้วยสารละลายไฮโดรคาร์บอน / ออร์กานิก (เช่น แอลกอฮอล์) แล้วล้างออกด้วยสบู่ /ผงซักฟอกอย่างอ่อน และน้ำ ล้างออกด้วยน้ำเย็น และเช็ดให้แห้ง แนะนำให้จุ่มชิ้นงานให้โชกก่อนล้างในน้ำสบู่อุ่น ๆ
   * รอยเปื้อน : สี
     วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : ล้างออกด้วยสารละลายสี ใช้แปลงไนล่อนนุ่ม ๆ ขัดออก แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นและเช็คให้แห้ง
   * เปลี่ยนสีเนื่องจากความร้อน
     วิธีทำความสะอาดสแตนเลส :ทาครีม (เช่น บรัสโซ) ลงบนแผ่นขัดที่ไม่ได้ทำจากเหล็ก แล้วขัดคราบที่ติดบนสแตนเลสออก ความร้อนขัดไปในทิศทางเดียวกันกับพื้นผิว ล้างออกด้วยน้ำเย็น และเช็ดให้แห้ง
   * รอยเปื้อน : ฉลากและสติ๊กเกอร์
     วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : แช่ ในน้ำสบู่ร้อนๆ ก่อนจะลอกฉลากและทำความสะอาดกาวที่ติดอยู่ออกด้วยเมทิลแอลกอฮอล์ ( Methylated Spirit) หรือน้ำมันเบนซิน จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอก ล้างออกอีกทีด้วยน้ำร้อน เช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเนื้อนุ่ม
   * รอยเปื้อน :รอยน้ำ ตะกรัน
     วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : รอยที่เห็นชัดสามารถลดเลือนได้ด้วยการแช่ไว้ในน้ำส้มสายชู 25% หรือกรดไนตริก 15% จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยน้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอก และล้างออกอีกครั้งให้สะอาดด้วยน้ำร้อน เช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเนื้อนุ่ม
   * รอยเปื้อน : สารแทนนิน จากชาหรือกาแฟ
     วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : ล้าง ด้วยน้ำร้อนผสมโซดาซักผ้า (โซเดียมไบคาร์บอเนต) จากนั้นล้างตามด้วยน้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอก ล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำร้อน เช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเนื้อนุ่ม
   * รอยเปื้อน : คราบสนิม
     วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : แช่ส่วนที่ขึ้นสนิมในน้ำอุ่นผสมสารละลาดกรดไนตริกในสัดส่วน 9:1 เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือทาพื้นผิวที่ขึ้นสนิมด้วยสารละลายกรดออกซาลิก ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็นและเช็ดให้แห้งหรือ ในกรณีของคราบสนิมที่ติดทนและยากต่อการกำจัด อาจต้องใช้เครื่องจักรช่วยขัดทำความสะอาด

การดูแลรักษาสแตนเลส

   * หากไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำ ควรทำความสะอาดทันทีที่พบรอยเปื้อนและฝุ่น
   * ในการทำความสะอาดควรเริ่มจากวิธีและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนที่สุด ก่อน เสมอและทดลองทำความสะอาดเป็นบริเวณเล็กๆ ก่อนเพื่อให้มั่นใจถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
   * ใช้น้ำอุ่นเพื่อช่วยขจัดความมันของน้ำมันหรือจาระบี
   * ในขั้นตอนสุดท้ายของการทำความสะอาด ให้ใช้น้ำสะอาดล้างและเช็ดให้แห้งด้วยผ้าเนื้อนุ่มหรือกระดาษชำระแผ่นใหญ่ทุกครั้ง
   * เมื่อใช้กรดทำความสะอาดสแตนเลส ควรใช้มาตรการป้องกันและระมัดระวังอย่างเหมาะสม
   * ล้างเครื่องใช้ที่ทำจากสแตนเลสทันทีที่เตรียมอาหารเสร็จเสมอ
   * หลีกเลี่ยงรอยเปื้อนที่เกิดจากเหล็กโดยไม่ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดที่ทำ จาก โลหะ หรืออุปกรณ์ที่เคยนำไปทำความสะอาดชิ้นส่วนที่ผลิตจากเหล็กกล้าคาร์บอน (Carbon Steel) มาก่อน
   * กรณีที่ไม่แน่ใจในวิธีทำความสะอาดหรือพบรอยเปื้อนที่ไม่สามารถขจัดออกได้ ให้ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
สิ่งที่ไม่ควรทำกับพื้นผิวสแตนเลส

   * อย่าเคลือบสแตนเลสด้วยขี้ผึ้งหรือสารที่มีความมัน เพราะจะทำให้ฝุ่นหรือรอยเปื้อนติดบนพื้นผิวได้ง่ายขึ้นและทำความสะอาดออกได้ยาก
   * อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอไรด์ ( Chlorides) และ เฮไลด์ ( Helides) เช่น โบรไมน์ ( Bromine) ไอโอดีน ( Iodine) และ ฟลูออรีน (Fluorine)
   * อย่าใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทำความสะอาดสแตนเลส
   * อย่าใช้กรดไฮโดรคลอริค ( HCI) ในการทำความสะอาด เพราะจะทำให้เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็มและแบบเป็นรอยร้าวได้ ( Pitting and Stress Corrosion Cracking)
   * อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่แน่ใจ
   * อย่าใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องเงิน
   * อย่าใช้ปริมาณสบู่และผงซักฟอกมากเกินไปในการทำความสะอาด เพราะอาจทิ้งคราบไว้บนพื้นผิวได้
   * อย่าทำความสะอาดส่วนที่มีคราบฝังแน่นในขั้นตอนเดียว ควรทำความสะอาดเบื้องต้นก่อนขจัดคราบฝังแน่น

ขอบคุณ guru.google

October 15, 2012

9 อาหารเสริม เพิ่มพลังเพศ

by Taste 8 ตุลาคม 2555

ขอแนะนำอาหารเสริมที่หาได้ไม่ยาก และไม่ต้องรอให้เป็น “เม็ดๆ” มาก่อนถึงรับประทานได้ มีอะไรบ้าง ไปลองลิ้มชิมดูกัน
       1.พริกขี้หนู & หญ้าฝรั่น
       คุณอาจคิดว่าการกินพริกเผ็ดๆ จะทำให้คุณเป็นคนฮอต แต่ที่จริงแล้ว ยังไม่เคยงานวิจัยชิ้นใดที่ให้การรับรองในเรื่องนี้เลย
      
       เมื่อพริกไม่เวิร์ก เราขอแนะนำหญ้าฝรั่น (Saffron) เครื่องเทศราคาแพงชนิดนี้สามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไป มีสรรพคุณลดอาการซึมเศร้าและความรู้สึกเจ็บปวดต่างๆ ทั้งยังมีสาร Picrocin ที่ช่วยให้ร่างกายของคุณไวต่อการสัมผัสต่างๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรสรักให้แก่คุณได้
       2.หน่อไม้ฝรั่ง
       การกินผักอาจดูไม่ค่อยเซ็กซี่เท่าไรนัก แต่หน่อไม้ฝรั่งถือได้ว่าเป็นยากระตุ้นความต้องการทางเพศที่เก่าแก่ที่สุดเลยทีเดียว
       3.สเต็กสันนอก
       เนื้อสันนอกเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอดซึ่งมีสาร Dopamine และ Norepinephrine ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเพิ่มความสนุกในการมีเซ็กซืและยังมีสังกะสีที่คอยช่วยยับยั้งการผลิตสารโปรแล็กตินซึ่งเป็นสารสำคัญในการลดอารมณ์เพศในผู้หญิงอีกด้วย
       4.ไอศกรีมวานิลลา
       กลิ่นหอมๆ ของวานิลลา ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างอารมณ์หวานๆ ให้คู่รักเท่านั้น แต่แคลเซียมและฟอสฟอรัสในไอศกรีมยังช่วยสร้างพลังงงานสำรองให้กล้ามเนื้อ กระตุ้นความต้องการทางเพศ และทำให้คุณมีบทรักที่เร่าร้อนยิ่งขึ้น
       5.มะเขือเทศ
       จริงอยู่ว่า ไลโคปีนในมะเขือเทศทำให้ผิวของคุณสวยขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สารตัวนี้ก็ทำให้ระดับของฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดลง ฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย
       6.มะพร้าว
       มะพร้าวสามารถเพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนและเพิ่มความสุขให้เซ็กซ์ของคุณได้ ดินเนอร์มื้อนี้ลองกินอาหารที่ทำจากกะทิดูก็ดีนะ
       7.กล้วย
       อ๊ะ อ๊ะ อย่าเพิ่งคิดลึก รูปทรงก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่เราแนะนำให้คุณกินกล้วย เพราะผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยโพแทสเซียมและวิตามินบีในปริมาณที่พอเหมาะซึ่งจะช่วยการกระตุ้นการผลิตเซ็กซ์ฮอร์โมนได้เป็นอย่างดี
       8.หอยนางรม & เมล็ดฟักทอง
       หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำร่ำลือว่า หอยนางรมสดๆ เป็นไวอากร้าชั้นยอด เนื่องจากมีไอโอดีนและสังกะสีสูง แต่ถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ เราจะต้องกินหอยนางรมอย่างน้อย 50 ตัว! หมดอารมณ์ไปเลยใช่ไหมล่ะ
      
       ถ้าไม่มีหอยนางรม เราขอแนะนำเมล็ดฟักทอง เพราะเจ้าเมล็ดฟักทองมีสังกะสีและโปรตีนสูงมาก แถมยังช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย
       9.สตรอว์เบอร์รี่เคลือบช็อกโกแล็ต
       ช็อกโกแล็ต อุดมไปด้วย Phenyl Ethylanine ที่กระตุ้นให้เกิดการผลิตฮอร์โมนตัวเดียวกับที่ร่างกายคุณจะผลิตขึ้นเวลามีเซ็กซ์ ส่วนสตรอว์เบอร์รี่ก็มีวิตามินซีที่สามารถกระตุ้นความต้องการทางเพศได้ด้วย แต่ถ้าจะให้ ช็อกโกแล็ตที่คุณกิน ควรเป็นดาร์กช็อกโกแล็ตที่มีปริมาณโกโก้ 60% ขึ้นไปนะ
      
       ดังนั้น ซื้อช็อกโกแล็ตครั้งต่อไป อย่าลืมสังเกตส่วนประกอบด้วยว่า มีเปอร์เซ็นต์โกโก้ “เท่ากับ” หรือ “มากกว่า” ที่ว่ามา หรือเปล่า
      
       ข้อมูล : นิตยสาร Lisa

October 12, 2012

ปล่อยหนังสือ ที่หอศิลป์ กทม.


"ปล่อยหนังสือ"แลกกันอ่าน การเวียนให้แบบไม่รู้จบ
โดย สิรนันท์ ห่อหุ้ม

มติชน 23 กันยายน 2555


เด็กหญิงตาโตเป็นประกาย เมื่อค้นเจอหนังสือ "เจ้าชายน้อยฉบับการ์ตูน" เล่มใหญ่ ที่อยากได้มาแสนนาน แต่เก็บเงินซื้อไม่ได้ซะที ซ่อนตัวอยู่ในหนังสือกองโตที่รอคนรักคนใหม่มาค้นพบ

เด็กหนุ่มก็เช่นกัน เมื่อในที่สุดเขาได้เจอ "จับตาย" ของมนัส จรรยงค์ ซึ่งไม่เคยเจอในร้านหนังสือใด นอกเหนือไปจากในห้องสมุด

ส่วนคุณป้ามาพร้อมกระเป๋าที่ภายในบรรจุหนังสือแนวปรัชญาและธรรมะที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกับหนอนคนอื่น

ภาพทั้งหมดเกิดขึ้นในงาน "ปล่อยหนังสือ" ซึ่งจัดขึ้นโดย "เครือข่ายเพื่อนหนังสือ" ที่หอศิลป์ กทม.

โครงการเล็กๆ ของคนรักหนังสือนี้มีมาแล้ว 3 ครั้ง และจัดครั้งที่ 4 ในวันนี้ อย่างไร้ทุนจากภาครัฐ ไร้การโปรโมตแบบโหมกระหน่ำ ทว่ากลายเป็นงานที่คนรักหนังสือรอคอย

รอคอยที่จะนำหนังสือของตัวมาพบกับเจ้าของใหม่ และนำหนังสือของคนอื่นไปเป็นหนังสือเล่มใหม่ในบ้าน ตามคอนเซ็ปต์ของโครงการที่ว่า "หนังสือเก่าของท่าน คือหนังสือใหม่ของเรา"

"วงจรหนังสือมันพิการ หนังสือเล่มหนึ่งค่าแรงขั้นต่ำไม่พอซื้อ คนซื้อก็น่าสงสาร คนทำคนขายก็มีแต่จะขาดทุน จึงต้องตัดวงจรด้วยการปล่อย หรือความหมายจริงๆ คือการให้ เพราะทั้งผู้ให้ผู้รับมีความสุข ส่วนคนทั่วไปก็สามารถเอาหนังสือที่อ่านแล้วมาทำบุญได้" "พลพิศิษฎ์ คงธนญาณ" เจ้าของร้านหนังสือ "จุดประกาย" และตัวแทนจากเครือข่ายเพื่อนหนังสือ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนรักหนังสือ ทั้งคนทำสำนักพิมพ์ นักอ่าน นักเขียน คนขายหนังสือ อธิบายถึงจุดเริ่มต้น

"พวกเรามองเห็นปัญหาที่คนไม่อ่านหนังสือ หนังสือราคาแพง ห้องสมุดตอบสนองสังคมไม่ได้ เพราะระบบยืมคืนยุ่งยาก ทั้งเวลาปิด-เปิดก็ไม่ตอบสนองสังคมที่เร่งรีบ ก็คุยกันว่าในต่างประเทศ เขาแก้ปัญหาด้วยการปล่อยหนังสือ อย่างที่จีน ที่ยุโรป เราเลยทำบ้างดีกว่า ซึ่งเรารับหนังสือทุกประเภทนะครับ ขอแค่ไม่ใช่หนังสือโป๊ก็พอ"

จากจำนวนผู้ปล่อยครั้งแรก 37 ราย กับหนังสือ 1,200 เล่ม ผู้ร่วมงาน 200 คน งานปล่อยครั้งที่ 3 มีผู้ร่วมปล่อยถึง 85 ราย และหนังสือมากกว่า 5,000 เล่ม ขณะผู้ร่วมงานก็เกินกว่า 500 คน ที่รวมตัวอยู่ที่ชั้น 4 หอศิลป์ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ ระหว่างบ่ายสองถึงห้าโมงเย็น

ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคือการพูดคุยถึงหนังสือเล่มนั้น เล่มโน้น มือที่ค่อยๆ เปิดหนังสืออ่านทีละหน้า พร้อมชี้ให้คนแปลกหน้าที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูหนังสือที่ตัวเองหยิบมาจากตู้หนังสือเพื่อร่วมปล่อย เป็นภาพที่สัมผัสได้ถึงความสุข ความสบายใจของคนรักหนังสือ

"การปล่อยหนังสือคือการให้ไปเลย แต่จะรณรงค์ให้ผู้อ่านได้รู้สึกมีส่วนร่วม โดยนำหนังสือที่อ่านแล้วมาร่วมบริจาค ปล่อยให้ผู้อื่นต่อไป รวมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกให้ไม่ครอบครอง จึงเป็นการให้แบบไม่มีเงื่อนไข เพราะเราอยากให้หนังสืออยู่ในมือคนอ่านจริงๆ เพราะงั้นชอบเล่มไหน เอากลับบ้านได้เลย"

พลพิศิษฎ์มองสิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการปล่อยหนังสือนี้ เป็นกระจกสะท้อนอย่างดีถึงคำพูดที่ว่า คนไทยไม่อ่านหนังสือนั้น ไม่เป็นความจริง

"ต้องพูดว่า คนไทยขาดโอกาสในการอ่านมากกว่า เขาไม่เคยพบหนังสือดีๆ ไม่มีโอกาสอ่านเพราะหนังสือแพง เหมือนเวลาบอกว่า เด็กไทยไม่อ่านหนังสือ เด็กไทยก็เหมือนทั่วโลกนั่นล่ะ หนังสือมีแรงจูงใจน้อยกว่าไอโฟน การกระตุ้นการอ่านที่ไม่หลากหลาย ไม่มีวิธีแปลกๆ ดีๆ อย่าไปโทษเด็กเลย ผลิตผลอย่างเด็กที่ไม่อ่านหนังสือมาจากผู้ใหญ่สร้างไว้ไม่ใช่เหรอครับ ค่อยๆ เปลี่ยนปรับกันดีกว่า"

ทั้งนี้ งานปล่อยหนังสือไม่ได้เป็นเพียงการเอาหนังสือมาแลกกัน หรือเลือกหยิบเล่มที่อยากอ่านกลับบ้านเท่านั้น ทว่า มีกิจกรรมที่ทางเครือข่ายเพื่อนหนังสือชวนเพื่อนๆ มาร่วมทำด้วย อาทิ อ่านบทกวี เสวนา การแสดง ละครใบ้ หุ่นกระบอก ศิลปะการแสดงสด เพื่อสร้างสีสันและเสริมบรรยากาศของการเรียนรู้ให้สนุกกว่าเดิม

ดังนั้น ในวันนี้จึงจะได้พบกับเสียงดนตรีจาก "ติ๊ก ชิโร่, วง ที ลอซู, วงกำแพง" บทกวีจากนักเขียนดาวรุ่ง "อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ" และโชว์หุ่นกระบอกจาก "มานพ นิลงาม" ท่ามกลางหนังสือกองโต

"ตอนนี้ที่คุยกันไว้คือจะทำปล่อยหนังสือสัญจร คือเรามี facebook เครือข่ายเพื่อนหนังสือ ใครขนหนังสือมาปล่อยไม่ไหว บอกใน facebook ได้เลย มีแผนกขนส่งให้ โดยตั้งใจว่าในหนึ่งเดือนเราจะทำให้มีสัปดาห์แห่งการอวด สัปดาห์แห่งการแลก สัปดาห์แห่งการปล่อย สัปดาห์แห่งการยืมกัน"

"ค่อยๆ ทำไปครับ เพราะเราเป็นกองทัพมด"

"กองทัพมดที่พยายามสร้าง "การให้แบบไม่รู้จบ" ต่อสังคมไทย"

October 08, 2012

Like A Prayer Madonna


Madonna - Like A Prayer Official Music Video HD + Lyrics 1989 Song

Lyrics: Life is a mystery, everyone must stand alone
I hear you call my name
And it feels like home

When you call my name it's like a little prayer
I'm down on my knees, I wanna take you there
In the midnight hour I can feel your power
Just like a prayer you know I'll take you there

I hear your voice, it's like an angel sighing
I have no choice, I hear your voice
Feels like flying
I close my eyes, Oh God I think I'm falling
Out of the sky, I close my eyes
Heaven help me

When you call my name it's like a little prayer
I'm down on my knees, I wanna take you there
In the midnight hour I can feel your power
Just like a prayer you know I'll take you there

Like a child you whisper softly to me
You're in control just like a child
Now I'm dancing
It's like a dream, no end and no beginning
You're here with me, it's like a dream
Let the choir sing

When you call my name it's like a little prayer
I'm down on my knees, I wanna take you there
In the midnight hour I can feel your power
Just like a prayer you know I'll take you there

Just like a prayer, your voice can take me there
Just like a muse to me, you are a mystery
Just like a dream, you are not what you seem
Just like a prayer, no choice your voice can take me there

Just like a prayer, I'll take you there
It's like a dream to me




ลดความดันโลหิตสูง ด้วยช็อกโกแลต

 ลดความดันโลหิตสูง ด้วยช็อกโกแลต



หากใครยังไม่รู้จะซื้อของขวัญอะไรให้ว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ละก็ ขอแนะนำช็อกโกแลต เพราะมีข้อดีหลายประการของการรับประทานช็อกโกแลต นอกจากว่าที่คุณแม่จะได้รับพลังงานอย่างเพียงพอจากน้ำตาลในช็อกโกแลตและโปรตีนจากนมที่ผสมอยู่ในช็อกโกแลตแล้ว ยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งซึ่งนักวิจัยได้ค้นพบและนำเสนอในวารสารทางการแพทย์ ซึ่งพบว่าช็อกโกแลตอาจเป็นผลดีต่อคุณแม่ในการลดความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ และสำหรับภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia)

          การศึกษาล่าสุดนี้ได้ดำเนินการโดยนักวิจัยจากภาควิชาระบาดวิทยาที่มหาวิทยาลัยไอโอวา วิทยาลัยการสาธารณสุข และจากศูนย์ปริกำเนิดกุมาร ระบาดวิทยาและสิ่งแวดล้อม ที่มหาวิทยาลัยเยล โดยได้รวบรวมหญิงตั้งครรภ์ 2,567 ราย เพื่อทำการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 2,351 รายมีการตั้งครรภ์เป็นปกติไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆระหว่างตั้งครรภ์ และมีหญิงตั้งครรภ์จำนวน 158 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะความดันโลหติสูงขณะตั้งครรภ์ และอีก 58 รายซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia)  ภาวะครรภ์เป็นพิษนี้เป็นภาวะที่หญิงตั้งครรภ์มีความดันโลหิตสูง และตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์ ภาวะครรภ์เป็นพิษสามารถนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงสำหรับคุณแม่และลูกน้อย แต่กรณีของการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากครรภ์เป็นพิษจะเกิดขึ้นได้น้อยลง หากมีการตรวจพบและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

          ในการศึกษา คุณแม่กลุ่มที่มีการตั้งครรภ์ปกติ มีการรับประทานช็อกโกแลตในระหว่างตั้งครรภ์มากกว่ากลุ่มอื่นๆ (80.7% หรือ สูงกว่า 5-15%) โดยใช้การเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม คือหญิงตั้งครรภ์ที่รับประทานช็อกโกแลต น้อยกว่า 1 หน่วยที่ให้บริโภคต่อสัปดาห์

          การศึกษานี้ไม่ได้เป็นการศึกษาชิ้นแรกที่ได้รับผลในเชิงบวกสำหรับการรับประทานช็อกโกแลตในระหว่างตั้งครรภ์ ดร. ลิซาเบธ ดับบลิว จากมหาวิทยาลัยเยลเคยดำเนินการศึกษาที่คล้ายกันในปี 2008 และพบความสำคัญกับการลดความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ preeclampsia

          เป็นที่ทราบโดยทั่วกันจากการศึกษาอื่นๆว่า theobromine ซึ่งเป็นสารเคมีที่พบในช็อกโกแลตที่ทำมาจากโกโก้ สารเคมีนี้มีผลประโยชน์มากต่อกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ในความเป็นจริงการวิจัยล่าสุดนี้จะเพิ่มหลักฐานที่มีอยู่แล้ว ถึงประโยชน์ของช็อกโกแลตในระหว่างการตั้งครรภ์   ในช่วงปีใหม่และเทศกาลวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ ว่าที่คุณแม่คงได้รับช็อกโกแล็ตมากมาย ก็ขอให้รับประทานอย่างสบายใจ และขอให้ทุกท่านมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงด้วยนะครับ

การกินเพื่อหยุดความดันเลือดสูง

D.A.S.H. ย่อมาจาก Dietary Approaches to Stop Hypertension แปลว่า “การกินเพื่อหยุดความดันเลือดสูง” แปลไทยให้เป็นไทยอีกทีก็คือแด็ชไดเอ็ทนี้คือสูตรอาหารลดความดันเลือดสูงนั่นเอง

ก็ต้องทำดังนี้ คือ

1. ดื่มนมไร้ไขมันวันละ 2-3 แก้ว หมายความว่า zero fat นะ คือไม่มีไขมันเลย เวลาซื้อต้องดูฉลากให้ดี 

2. ทานผลไม้วันละ 4-5 เสริฟวิ่ง หนึ่งเสริฟวิ่งของผลไม้เทียบได้กับผลไม้หั่นจานเล็กหนึ่งจานหรือแอปเปิ้ลหนึ่งลูก 

3. ทานผักวันละ 4-5 เสริฟวิ่ง หนึ่งเสริฟวิ่งของผักเทียบได้กับผักสดทำสลัดได้ 1 จานสลัดแบบไทยๆ (ไม่ใช่จานสลัดแบบฝรั่งที่มีขนาดน้องๆกระด้ง) 

4. ทานอาหารโปรตีนที่ไม่มีมันติดเช่น ปลา เนื้อแดง ไก่ที่ไม่ติดมัน วันละไม่เกิน 2 เสริฟวิ่ง หนึ่งเสริฟวิ่งของอาหารเนื้อก็คือประมาณ 30 กรัม หรือขนาดประมาณเท่าไข่ไก่เล็กๆฟองหนึ่ง เรียกว่าจำกัดเนื้อกันเสียจนเกือบเป็นมังสะวิรัติเลยละ

5. พยายามทานพวกถั่วและพวกนัทและเมล็ดพืช (เช่นมูสลี่ที่อบแห้งใส่ในนมตอนเช้า)ให้ได้สัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง 

6. เปลี่ยนธัญพืชที่ทานอยู่เช่นขนมปังขาว ข้าวขาว เป็นธัญพืชแบบไม่ขัดสีเช่นขนมปังโฮลวีท ข้าวซ้อมมือ ทั้งหมด

7. จำกัดอาหารพวกไขมันอิ่มตัวเช่นน้ำมันที่ใช้ผัดทอด รวมไปถึงไขมันทรานส์ที่ใช้ในอาหารอุตสาหกรรมเช่นเค้กคุ้กกี้ขนมกรุบกรอบ และของหวานๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาลในเครื่องดื่ม ให้เหลือน้อยที่สุด 

ขอขอบคุณ.... พี่หมี หมีสีชมพู 
นี่นำบทความที่น่าสนใจของคุณหมอสันต์ มาให้อ่าน
http://visitdrsant.blogspot.com/2012/06/dash-diet.html

กลยุทธ์เถ้าแก่ SME โดย อ.ธันยวัชร์ SME ตีแตก



  
ยิงเป็นโดน
ใครคือลูกค้าของคุณ

ทุกครั้งที่มีคนถามผมว่า "ทำธุรกิจเริ่มต้นตรงไหนจึงจะประสบความสำเร็จ"

ผมมักจะตอบว่า "ต้องเริ่มที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนก่อนว่า ใครคือลูกค้าเป้าหมายของเรา"

     เพราะผมคิดว่าธุรกิจใดก็ตามที่ลูกค้าเป้าหมายไม่ชัดเจน ถึงจะมีผลิตภัณฑ์และบริการที่ดี ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้ เปรียบเสมือนการสาดกระสุนไปโดยไร้เป้าหมาย กลายเป็น "มือปืนเป้าสะอาด" คือยิงไปนับร้อยนัด แต่เป้าสะอาด ไม่มีรอยกระสุนแม้แต่รอยเดียว

     ตอนนั่งเป็นกรรมการตัดสินในรายการ SME ตีแตก ผมจึงมักถามว่า "ใครคือลูกค้าเป้า หมายของคุณ"
เอสเอ็มอีหลายรายตอบว่า "คนทุกคนที่ต้องการใช้สิ่งนี้"

     วันก่อนนั่งดู Rerun SME ตีแตก ทาง WorkPoint TV ผู้ประกอบการมานำเสนอ อุปกรณ์ป้องกันการลักรถ ผมถามว่า "ลูกค้าเป้าหมายของคุณคือใคร" คำตอบที่ได้ก็คือ "คนที่รักรถ" หรือพูดง่ายๆว่า "คนที่มีรถทุกคนนั่นเอง" เพราะใครมีรถแล้วไม่รักรถบ้างล่ะ

     อีกครั้งหนึ่งผมถามนักประดิษฐ์ที่มาออกรายการนักประดิษฐ์พันล้าน(ออกอากาศทางช่อง Work Point TV) สิ่งประดิษฐ์ที่เขาเสนอก็เต้นท์คลุมรถ

     ผมว่า "ใครคือลูกค้าเป้าหมายของคุณ"

     เขาตอบว่า "คนทุกคนที่มีรถ"

เอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยมักจะตอบปัญหาสไตล์นี้เสมอเมื่อถามว่า "ใครคือกลุ่มเป้าหมายของคุณ"

ผมตอบว่า "หลักการตลาดนั้น ใครที่คิดว่าคนทุกคนเป็นลูกค้าของเรา คุณจะไม่มีลูกค้าเลย"

       ดังนั้นในโลกการตลาดถึงมีคำว่า Segmentation, Targeting Positioning

       ซึ่งก็หมายความว่าการทำธุรกิจนั้น การตลาดมีความสำคัญมากๆ ด้วยทรัพยากรอันน้อยนิด บุคคลากรจำกัด การตลาดของเอสเอ็มอีจึงควรเป็นการตลาด "ยิงให้โดนกลุ่มเป้าหมาย" ต้องยิงแม่น ใช้กระสุนน้อยทึ่สุด เอสเอ็มอีไม่สามารถสาดกระสุนอย่่่างธุรกิจขนาดใหญ่ได้

        ดังนั้นต้องคลำหาเป้าหมายให้่เจอก่อนยิง

        ใครคือลูกค้าเป้าหมายของเรา

        จริงๆคำว่าใครคือลูกค้าของเรา ดูเหมือนจะเป็นคำถามง่ายๆ

เอสเอ็มอีบางคน เวลาถูกผมตั้งคำถามนี้ คงคิดในใจว่า "อ.ถามทำไมว่าใครคือลูกค้า ก็คนที่ต้องการสินค้าของเราน่ะสิ และควักเงินซื้อสินค้าหรือบริการของน่ะสิอาจ๊านน

         ปีเตอร์ ดรักเกอร์ สุดยอด Guru ด้านการจัดการนับแต่อดีตตราบกระทั่งปัจจุบัน ฟันธงอย่างชัดเจนว่าคำถามนี้ ถามง่ายแต่ตอบยากมากๆขอบอก

         เขาบอกว่่่่าระบุชัดๆไปเลยว่าใครคือลูกค้าของเรานั้นไม่ใช่งานง่ายๆอย่างที่เจ้าของธุรกิจ เข้าใจกัน  เพราะว่าในบางเคส ลูกค้าที่แท้จริง(real customer) อาจจะไม่ใช่คนที่จ่ายเงินซื้อสินค้า หรือบริการของเราก็เป็นได้ แต่อาจจะเป็นคนที่เป็นผู้ตัดสินใจซื้อ

         ดังนั้นการวิเคราะห์ทางการตลาดโดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องเริ่มต้นด้วยความคิดที่ เราไม่รู้ว่าลูกค้าของเราคือใคร และเพราะว่่าไม่รู้นี่แหละ ทำให้จำเป็นต้องหาว่าลูกค้าของเราคือใคร กันแน่ เพราะว่าในห่วงโซ่ของการทำธุรกิจ กว่าที่สินค้าจะไปอยู่ในมือลูกค้าได้นั้น ต้องผ่านคนหลาก หลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านทำธุรกิจเต้นท์รถมือสอง คนที่เริ่มต้นพูดว่า "เราน่าจะมีรถสักคัน นึงนะ เพราะสาธารณะในกรุงเทพ บริการได้แย่มาก"

         หรือถ้าท่านทำธุรกิจอยู่กับบ้าน ทำกับข้าวปิ่นโตส่งตามบ้านหรืออฟฟิศก็ได้ ท่านทำอร่อยมาก แต่ไม่มีใครมาสั่งกับข้าวปิ่นโตจากท่านเลย น้องของท่านอาจจะพูดขึ้นมาว่า "ถ้ารอให้ลูกค้ามาหาแต่ แล้วเขาไม่รู้ว่ามีเราอยู่นั้น ธุรกิจเราก็อยู่ไม่ได้พอดี ทำไมเราไม่ใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ เราควรจะมีตัวตนทางอินเตอร์เน็ต เพราะเดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ จะค้นอะไรก็ไป search Google กันทั้งนั้น"

           คนกลุ่มนี้มีความสำคัญอย่างไรทางการตลาด

            และมีคนกลุ่มอื่นไหมที่อยู่ในห่วงโซ่ของการทำธุรกิจ

ติดตามได้ที่ http://www.thailandonlinefocus.com/

ขออขอบคุณ คุณ Monlines  pantip.com

October 06, 2012

ความรักมันก็เหมือนกับการรอรถเมล์


ความรักกับรถเมล์

     you know, love is just like someone waiting for a bus. 
     คุณรู้ไหม ความรักมันก็เหมือนกับการรอรถเมล์ 
     when the bus comes, you look at it and you said to yourself. 
     เมื่อรถเมล์มา คุณมองไปที่มัน และบ่นกับตัวเองว่า 
     "eee....so full....cannot sit down one". 
     "อี๋... คนเพียบเลย ไม่มีที่นั่งด้วย" 
     so you said to yourself, "i'll wait for the next one". 
     และคุณก็พูดกับตัวเองว่า "ฉันรอคันต่อไปดีกว่า " 
     so you let the bus go and waited for the second bus. 
     และคุณก็ปล่อยให้รถเมล์คันนั้นผ่านคุณไปแล้วรอรถเมล์คันที่ 
     then the second bus came, you looked at it and you said, 
     เมื่อรถคันที่ 2นั้นมา คุณมองไปที่รถเมล์นั่นแล้วบ่นว่า 
     "eee...this bus so old..surely very uncomfortable one." 
     "อี๋... รถเก๊าเก่า มันต้องนั่งไม่สบายแน่เลย" 
     so you let the bus go and again, decided to wait for the next bus. 
     แล้วคุณก็ปล่อยให้รถเมล์คันนั้นผ่านไปอีกครั้ง 
     และตัดสินใจที่จะรอรถเมล์คันต่อไป 
     after a while another bus came, 
     และแล้วรถเมล์อีกคันก็มาถึง 
     it's not crowded, not old but you said, 
     คราวนี้มัน คนไม่เยอะ และรถก็ไม่เก่าแต่คุณก็ยังบ่นอีกว่า 
     "eee..no air-con one..and the weather is so warm,better wait for the next one" 
     "อี๋... แอร์ก็ไม่มี ตอนนี้อากาศร้อนจะตาย รอรถคันใหม่ดีกว่า" 
     so again you let the bus go and decided to wait for the next bus. 
     อีกครั้งหนึ่งที่คุณปล่อยให้รถเมล์ผ่านคุณไป และตัดสินใจที่จะรอรถอีกคัน 
     then the sky started to get dark as it is getting late. 
     ท้องฟ้าชักเริ่มครึ้มๆ และก็มันก็เริ่มสายแล้ว 
     you panicked and jump on to the next on coming bus. 
     คุณชักเริ่มกระวนกระวายในการรอรถเมล์ 
     it is not until much later that you found out 
     จนแล้วจนรอดรถเมล์ก็ยังไม่สักที 
     that you had boarded on to the wrong bus! 
     นั่นแหล่ะคุณจึงเริ่มรู้แล้วว่าคิดผิดที่ไม่ขึ้นรถคันก่อนหน้านี้ 
     so you wasted your time and money waiting for what you want! 
     คล้ายๆกับคุณยอมที่จะเสียเงินและเวลา เพื่อที่จะให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ 
     even if an airson bus came, can you ensure that the aircon bus 
     ถ้าหากว่าคุณคิดว่ารภเมล์ธรรมดาที่ผ่านมาเป็นรถแอร์ไม่ได้เหรอไง 
     won't break down or whether will the aircon be too cold for you? 
     แอร์อาจจะเสีย หรือไม่ก็คิดว่ามันเป็นแอร์ที่เย็นพอสำหรับคุณ 
     so people wanting to get what you want is not wrong. 
     การที่คนมากมาย ต้องการที่จะได้อย่างที่เราต้องการมันไม่ผิดหรอก 
     but it wouldn't hurt to give other people a chance right? 
     แต่คุณจะไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ 
     ที่คุณหยิบยื่นโอกาสที่ตัวเองควรจะได้ให้คนอื่นไป 
     if you found that the "bus" doesn't suit you, 
     ถ้าหากว่าคุณพบว่ารถเมล์คันนั้นเป็น คันที่อาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณต้องการ 
     just press the redbutton and get off the bus. 
     ก็เพียงแค่ กดกระดิ่งเป็นสัญญาณขอลง แล้วก็ลงจากรถ เท่านั้นก็จบ 
     but wait...i'm sure you have this experience before. 
     แต่เดี๋ยวก่อน ผมแน่ใจเลย ว่าคุณต้องเคยเจออย่างนี้มาก่อน 
     you saw a bus coming (the bus you want of course) 
     คุณเห็นรถเมล์กำลังวิ่งมา (แน่นอนว่ามันเป็นรถเมล์คันที่คุณต้องการ) 
     you flagged it but the driver act blur 
     คุณโบกมือเรียกให้รถหยุด แต่คนขับดันเบลอ 
     by pretending not seeing you and zoomed pass you! 
     ไม่เห็นว่าคุณโบกมือ แล้วรถคันนั้น .... 
     รถคันนั้นที่คุณรอมาตั้งนานก็ผ่านคุณไปต่อหน้าต่อตา 
     well, and when the bus zoomed pass, what you may have to do is WALK!!!! 
     ดีแล้วเมื่อรถเมล์ที่คุณต้องการผ่านไปแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคราวนี้คือการเดิน 
     the bottom line is being loved is like waiting for a bus whether you want. 
     มันก็คล้ายกับชีวิตรักของเราๆ เหมือนกับที่เรารอรถที่เราต้องการ 
     to get on the bus and give the bus a chance depends totally on you. 
     เพียงแค่ขึ้นไปบนรถ ให้โอกาสรถนั้นได้โอบอุ้มความรักคุณไว้ 
     and walking is like being out of love. 
     และการที่คุณเดินนั้นแหล่ะที่คุณปล่อยให้ความรักหลุดลอยไป 
     you never lose by loving. 
     คุณจะไม่มีวันเสียอะไรถ้าคุณคิดจะรัก 
     you always lose by holding back. 
     แต่ถ้าคุณไม่ดึงรักที่ผ่านเข้ามาไว้ คุณก็จะเสียโอกาสที่คุณควรจะมี 
     อย่าปล่อยให้คนที่เข้ามาหลงชอบคุณ แต่เขาเป็นคนที่คุณไม่สนใจ 
     ไม่ใช่คนที่คุณต้องการ อาจจะไม่สวยไม่ใช่สเป็กคุณ ปล่อยให้เขาผ่านไป 
     หรือจากคุณไป เมื่อเขาออกไปจากชีวิตคุณ คุณอาจจะเพิ่งเริ่มรู้สึกก็ได้ 
     ว่าเขามีความสำคัญต่อคุณแค่ไหน 
     และในตอนนั้นคุณอาจจะไม่มีโอกาสที่จะดึงเขากลับมาอีกแล้ว

October 05, 2012

โปแตสเซี่ยมและความดันโลหิตสูง

โปแตสเซี่ยมและความดันโลหิตสูง
โปแตสเซี่ยมจะมีประโยชน์ช่วยลดความดันโลหิตสูง โดยต้องรับประทานวันละ 4700 mg ต่อวัน แนะนำให้กินโปแตสเซี่ยมที่มาจากอาหารธรรมชาติ

โปแตสเซี่ยมจากธรรมชาติจะมีบทบาทที่สำคัญในการควบคุมความดันโลหิต เพราะว่าโปแตสเซี่ยมจะลดผลกระของเกลือโซเดี่ยม แนะนำให้รับประทานวันละ 4700 mg การจะให้ได้ผลดีจะต้องปรับประทานอาหารแบบ DASHซึ่งจะต้องประกอบไปด้วย ซึ่งประกอบไปด้วยผัก ผลไม้ นม ปลา แร่ฐาตุ
อาหารที่มีโปแตสเซี่ยมสูงได้แก่
Potassium-rich foods include:
  • มันฝรั่ง
  • ผักใบเขียว
  • ผักขม
  • เห็ด
  • ถั่ว
  • กล้วย
  • มะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ
  • ส้ม น้ำส้ม
  • แคนตาลูป Cantaloupe และแตงโม
  • องุ่น น้ำองุ่น
  • พรุน และน้ำลูกพรุน
  • Apricots and apricot juice
  • ลูกเกด
  • นมจืด
  • yogurtไขมันต่ำ
  • Halibut
  • Tuna
  • กากน้ำตาล
คำแนะนำ
  • หากท่านเป็นความดันโลหิตสูงให้ท่านรับประทานผักและผลไม้ตามวิธีการของ DASH
  • ไม่แนะนำให้รับประทานยาเม็ดโปแตสเซี่ยมโดยที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์
  • ไม่แนะนำให้ใช้ซ็อสที่ทำจากเกลือดปแตสเซี่ยมโดยที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์

ความดันโลหิตสูง และ ปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน


ความดันโลหิตสูง และ ปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน

รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน

ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

       ความดันโลหิตที่สูง อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และ เวียนศีรษะบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหู และอวัยวะทรงตัวได้น้อย ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน และการทรงตัวได้ ดังนั้นผู้ที่มีความดันโลหิตสูงผิดปกติ และมีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน ควรควบคุมความดันโลหิตโดย
1. ควบคุมอาหาร
       การลดน้ำหนักสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แม้ท่านจะไม่จัดว่าอ้วน แต่การลดอาหารประเภทไขมันก็เป็นสิ่งที่ดี
- หลีกเลี่ยงหรือลดการใช้เนย ไขมัน และน้ำมันในการปรุงอาหาร
- หลีกเลี่ยงอาหารทอด ให้รับประทานอาหารประเภท อบ นึ่ง ต้ม แทน
- รับประทานอาหารประเภท ผัก ถั่ว ผลไม้ ให้มากขึ้น
- หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา
- ดื่มน้ำ กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน นมพร่องไขมัน และน้ำผลไม้
2. รับประทานอาหารที่ไม่เค็มจัด
       การรับประทานเกลือมากจะทำให้ความดันโลหิตสูงและไตทำงานหนัก การลดปริมาณเกลือในอาหารควรปรึกษาแพทย์ของท่านก่อน
- หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของดองเค็ม เนื้อเค็ม ซุปกระป๋อง ซอสมะเขือเทศ อาหารที่โรยเกลือมากๆ
- ใช้เครื่องเทศแทนเกลือหรือผงชูรส
- รับประทานแต่อาหารว่างที่มีเครื่องหมาย “เกลือต่ำ” (low salt) หรือ “ปราศจากเกลือ” (salt-free)
3. หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอารมณ์เครียด
       หากเป็นไปได้ พยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เครียดทั้งที่ทำงาน และที่บ้าน พยายามตอบสนองอย่างมีสติ และนุ่มนวลต่อสภาพที่เครียดซึ่งท่านไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือหลีกเลี่ยงได้
4. หยุดสูบบุหรี่
       การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดมะเร็งในปอด อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และความดันโลหิตสูงได้ บุหรี่ทำให้เกิดการทำลาย และส่งเสริมการหดตัวของหลอดเลือดทำให้เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต
5. งด หรือ ลดการดื่มแอลกอฮอล์
       การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ควรงดหรือดื่มในปริมาณน้อย เช่นในวันหนึ่งๆ ไม่ควรดื่มสุราเกิน 60 ลบ. ซม. เบียร์ 720 ลบ. ซม. ไวน์ 240 ลบ. ซม.
6. ออกกำลังกายแต่พอประมาณ
       การเดินวันละ 20-30 นาที จะช่วยท่านลดน้ำหนักได้ ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และป้องกันโรคของหลอดเลือดได้ ก่อนเริ่มออกกำลังกายใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ของท่านก่อน
7. รับประทานยาให้สม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง
- แจ้งให้แพทย์ของท่านทราบถึงยาต่างๆ ที่ท่านรับประทานอยู่ เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวด เป็นต้น
- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- หากมียาชนิดใดที่ทำให้ท่านรู้สึกไม่สบาย ควรแจ้งให้แพทย์ของท่านทราบทันที เพราะท่านอาจต้องการยาในขนาดที่ลดลง หรือเปลี่ยนยา
- รับประทานยาให้สม่ำเสมอ จนกว่าแพทย์ของท่านจะบอกให้หยุด
8. ตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ
       ในกรณีท่านมีเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้าน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเรียนรู้วิธีวัดความดันโลหิตที่ถูกต้อง อาจทำการวัดความดันโลหิตสัปดาห์ละครั้ง หรือเมื่อมีอาการเครียด ปวดศีรษะ ไม่จำเป็นต้องวัดความดันโลหิตถี่เกินความจำเป็น และควรจดบันทึกวัน เวลา ค่าที่วัดได้ทุกครั้ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ของท่านในการควบคุมความดันโลหิต


กระเทียมกับความดันโลหิตสูง


สรรพคุณต่างๆ ของกระเทียม มีดังนี้           
 1. ฆ่าเชื้อรา คือ กลาก เกลื้อน และเชื้อราที่เกิดตามเล็บ หนังศีรษะและผม           
 2. ฆ่าเชื้อยีสต์ชนิดที่ทำให้เกิดลิ้นขาวเป็นฝ้าในเด็กทารก และทำให้เกิดโรคมุตกิดระดูขาวที่มักจะเกิดในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ           
 3. ลดความดันโลหิตสูง           
 4. ลดไขมันและคอเลสเตอรอล           
 5. ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว           
 6. ลดน้ำตาลในเลือด           
 7. ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด กล่าวคือ มีสารอัลลิซิน ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มักทำให้เกิดโรคได้ถึง 15 ชนิด โดยเฉพาะยับยั้งเชื้อพวกที่ดื้อยาเพนนิซิลินได้ดีกว่าเชื้อพวกที่ไม่ดื้อยาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังฆ่าเชื้อบิดมีตัวที่มีพิษต่อลำไส้ได้ดี โดยมีสารที่สำคัญคือกาลิซิน รวมทั้งสามารถยับยั้งเชื้อบิดเทียม ซึ่งไม่รบกวนแบคทีเรียตัวอื่นที่มีประโยชน์ต่อลำไส้           
 8. ยับยั้งเชื้อต่างๆ เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดฝีหนอง และใช้รักษาแผลสด แผลที่เป็นหนอง คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เชื้อวัณโรค และเชื้อปอดบวม           
 9. รักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่           
 10. เป็นยาขับเสมหะและมีฤทธิ์ขับเหงื่อและขับปัสสาวะ           
 11. รักษาโรคไอกรน           
 12. แก้หืดและโรคหลอดลม           
 13. แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย           
  14. ควบคุมโรคกระเพาะ คือมีสารเอเอส 1 ช่วยยับยั้งไม่ให้น้ำย่อยอาหารมาย่อยแผลในกระเพาะ และยังช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบชนิดรุนแรงได้ด้วย          
 15. ขับพยาธิต่างๆ ได้หลายชนิด ได้แก่ พยาธิเข็มหมุด พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย และมีรายงานทดสอบจากอินเดียว่า กระเทียมมีสารไดอัลลิลไดซัลไฟด์ มีฤทธิ์ใช้ฆ่าพยาธิไส้เดือนได้ดี           
 16. แก้เคล็ดขัดยอกและเท้าแพลง เพราะมีสารอัลลิซินเป็นตัวช่วยทำให้เลือดไหลเวียนมายังบริเวณที่ทาถูนวดยาได้ดีมากขึ้น           
 17. แก้ปวดข้อและปวดเมื่อย           
 18. ต่อต้านเนื้องอก           
  19. กำจัดพิษตะกั่ว           
 20. บำรุงร่างกาย ประเทศญี่ปุ่นได้ค้นพบสารในกระเทียมชื่อสคอร์ดินิน ไม่มีกลิ่น แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง รวมทั้งช่วยให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตและช่วยลดไขมันในร่างกาย           
                ยังมีผู้พบว่าในกระเทียมมีธาตุเจอร์เมเนียมค่อนข้างสูง ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหืด โรคไต โรคตับอ่อนและอาการท้องผูก รวมถึงมีสารชักนำวิตามินบี 1 เข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นเท่าตัว โดยรวมเป็นสารอัลลิลไทอะมิน ทำให้วิตามินบี 1 ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นถึง 20 เท่า
   
                                                          กระเทียม
       
       กระเทียมแทบจะเป็นผักสารพัดประโยชน์เพราะใช้ทั้งป้องกันและรักษาได้หลายโรค เรื่องของกระเทียมกับความดันโลหิตสูงมีระบุไว้ในตำรับยาจีนโบราณ ส่วนในสมัยนี้ชายเยอรมันซึ่งโดยเฉลี่ยมีการศึกษาสูงนิยมรับประทานกระเทียมเพื่อช่วยลดความดันโลหิต ในประเทศเยอรมนีเคยมีการศึกษาทางการแพทย์ที่น่าสนใจกล่าวถึงการรับประทานกระเทียมเป็นประจำวันละ 2 กลีบโต ๆ ว่าสามารถลดความดันโลหิตโดยเฉลี่ยจาก 171/102 เหลือ 152/89 ได้ ในการทดลองเดียวกันกลุ่มที่ได้ยาหลอก (placebo) จะพบว่าความดันโลหิตไม่เปลี่ยนแปลงเท่าใด นัก
       เชื่อกันว่ากระเทียมลดความดันได้เพราะมีสารพฤกษาเคมีชื่อ แอดีโนซีน (adenosine) เป็นองค์ประกอบในปริมาณค่อนข้างสูง สารนี้ช่วยทำให้กล้ามเนื้อเรียบที่เป็นกล้ามเนื้อของหลอดเลือดคลายตัวมากกว่าปกติในหัวหอมก็มีสารนี้พอสมควร และยังพบว่ามีสารพรอสทาแกลนดิน A1 ชนิดนี้เป็นสารกึ่งฮอร์โมนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัวได้ มีฝรั่งจำนวนไม่น้อยที่ไม่รับประทานกระเทียม โชคดีของคนไทยที่ไม่ใคร่กลิ่นเรื่องกลิ่นกระเทียม ชอบรับประทานทั้งแบบสดและปรุง อันที่จริงกระเทียมทุกรูปแบบให้คุณค่าไม่ต่างกันนัก เพียงแต่กระเทียมสดอาจมีฤทธิ์มากกว่า  
       อาจารย์คาริน รีด แห่งคณะแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ได้พบว่า สารสกัดจากหัวกระเทียม แก่มีสรรพคุณลดความดันโลหิตลงได้ โดยเฉพาะจะใช้บำบัดรักษา ชาวเมืองจิงโจ้ที่เป็นโรคนี้กันอยู่มากถึง 3,700,000 คน จากการทดลองกับผู้ป่วย 50 ราย เป็นเวลา 3 เดือน ได้รู้ว่า ควรให้มันเป็นตัวช่วยของยารักษาโรคนี้ปกติได้ดีเพราะยังมีคนไข้คิด เป็นสัดส่วนใหญ่ ที่ยังกินยาประจำอยู่   และบางรายที่ใช้ยารักษาขนานต่างๆกันอีก  4  ขนาน  แต่ความดันก็ยังไม่อาจควบคุมได้   ครั้นเมื่อเราให้กินสารสกัดของกระเทียมเสริม   ปรากฏว่าลดความดันให้กลับมาอยู่ในระดับปลอดภัยได้  ดังนั้น  กระเทียมจึงอาจเป็นวิธีการบำบัดให้เติมเต็ม   ของการควบคุมความดันโลหิตที่ดีอย่างหนึ่งคณะนักวิจัยได้พบว่า ผู้ที่มีความดันเลือดตัวบนเกิน 140 เมื่อให้กินแคปซูลสารสกัดกระเทียม วันละ 4 หลอด ทุกวัน ความดันจะลดได้โดยเฉลี่ย 10.2 มม.อย่างไรก็ดี กระเทียมดิบ หรือกระเทียมที่ปรุงสุกแล้วและกระเทียมผง หามีสรรพคุณเท่าสารสกัดจากหัวกระเทียมแก่ไม่

ขอขอบคุณ http://www.thaigoodview.com/node/93760