Pages

Long Live The king

Long Live The king

October 08, 2012

กลยุทธ์เถ้าแก่ SME โดย อ.ธันยวัชร์ SME ตีแตก



  
ยิงเป็นโดน
ใครคือลูกค้าของคุณ

ทุกครั้งที่มีคนถามผมว่า "ทำธุรกิจเริ่มต้นตรงไหนจึงจะประสบความสำเร็จ"

ผมมักจะตอบว่า "ต้องเริ่มที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนก่อนว่า ใครคือลูกค้าเป้าหมายของเรา"

     เพราะผมคิดว่าธุรกิจใดก็ตามที่ลูกค้าเป้าหมายไม่ชัดเจน ถึงจะมีผลิตภัณฑ์และบริการที่ดี ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้ เปรียบเสมือนการสาดกระสุนไปโดยไร้เป้าหมาย กลายเป็น "มือปืนเป้าสะอาด" คือยิงไปนับร้อยนัด แต่เป้าสะอาด ไม่มีรอยกระสุนแม้แต่รอยเดียว

     ตอนนั่งเป็นกรรมการตัดสินในรายการ SME ตีแตก ผมจึงมักถามว่า "ใครคือลูกค้าเป้า หมายของคุณ"
เอสเอ็มอีหลายรายตอบว่า "คนทุกคนที่ต้องการใช้สิ่งนี้"

     วันก่อนนั่งดู Rerun SME ตีแตก ทาง WorkPoint TV ผู้ประกอบการมานำเสนอ อุปกรณ์ป้องกันการลักรถ ผมถามว่า "ลูกค้าเป้าหมายของคุณคือใคร" คำตอบที่ได้ก็คือ "คนที่รักรถ" หรือพูดง่ายๆว่า "คนที่มีรถทุกคนนั่นเอง" เพราะใครมีรถแล้วไม่รักรถบ้างล่ะ

     อีกครั้งหนึ่งผมถามนักประดิษฐ์ที่มาออกรายการนักประดิษฐ์พันล้าน(ออกอากาศทางช่อง Work Point TV) สิ่งประดิษฐ์ที่เขาเสนอก็เต้นท์คลุมรถ

     ผมว่า "ใครคือลูกค้าเป้าหมายของคุณ"

     เขาตอบว่า "คนทุกคนที่มีรถ"

เอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยมักจะตอบปัญหาสไตล์นี้เสมอเมื่อถามว่า "ใครคือกลุ่มเป้าหมายของคุณ"

ผมตอบว่า "หลักการตลาดนั้น ใครที่คิดว่าคนทุกคนเป็นลูกค้าของเรา คุณจะไม่มีลูกค้าเลย"

       ดังนั้นในโลกการตลาดถึงมีคำว่า Segmentation, Targeting Positioning

       ซึ่งก็หมายความว่าการทำธุรกิจนั้น การตลาดมีความสำคัญมากๆ ด้วยทรัพยากรอันน้อยนิด บุคคลากรจำกัด การตลาดของเอสเอ็มอีจึงควรเป็นการตลาด "ยิงให้โดนกลุ่มเป้าหมาย" ต้องยิงแม่น ใช้กระสุนน้อยทึ่สุด เอสเอ็มอีไม่สามารถสาดกระสุนอย่่่างธุรกิจขนาดใหญ่ได้

        ดังนั้นต้องคลำหาเป้าหมายให้่เจอก่อนยิง

        ใครคือลูกค้าเป้าหมายของเรา

        จริงๆคำว่าใครคือลูกค้าของเรา ดูเหมือนจะเป็นคำถามง่ายๆ

เอสเอ็มอีบางคน เวลาถูกผมตั้งคำถามนี้ คงคิดในใจว่า "อ.ถามทำไมว่าใครคือลูกค้า ก็คนที่ต้องการสินค้าของเราน่ะสิ และควักเงินซื้อสินค้าหรือบริการของน่ะสิอาจ๊านน

         ปีเตอร์ ดรักเกอร์ สุดยอด Guru ด้านการจัดการนับแต่อดีตตราบกระทั่งปัจจุบัน ฟันธงอย่างชัดเจนว่าคำถามนี้ ถามง่ายแต่ตอบยากมากๆขอบอก

         เขาบอกว่่่่าระบุชัดๆไปเลยว่าใครคือลูกค้าของเรานั้นไม่ใช่งานง่ายๆอย่างที่เจ้าของธุรกิจ เข้าใจกัน  เพราะว่าในบางเคส ลูกค้าที่แท้จริง(real customer) อาจจะไม่ใช่คนที่จ่ายเงินซื้อสินค้า หรือบริการของเราก็เป็นได้ แต่อาจจะเป็นคนที่เป็นผู้ตัดสินใจซื้อ

         ดังนั้นการวิเคราะห์ทางการตลาดโดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องเริ่มต้นด้วยความคิดที่ เราไม่รู้ว่าลูกค้าของเราคือใคร และเพราะว่่าไม่รู้นี่แหละ ทำให้จำเป็นต้องหาว่าลูกค้าของเราคือใคร กันแน่ เพราะว่าในห่วงโซ่ของการทำธุรกิจ กว่าที่สินค้าจะไปอยู่ในมือลูกค้าได้นั้น ต้องผ่านคนหลาก หลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านทำธุรกิจเต้นท์รถมือสอง คนที่เริ่มต้นพูดว่า "เราน่าจะมีรถสักคัน นึงนะ เพราะสาธารณะในกรุงเทพ บริการได้แย่มาก"

         หรือถ้าท่านทำธุรกิจอยู่กับบ้าน ทำกับข้าวปิ่นโตส่งตามบ้านหรืออฟฟิศก็ได้ ท่านทำอร่อยมาก แต่ไม่มีใครมาสั่งกับข้าวปิ่นโตจากท่านเลย น้องของท่านอาจจะพูดขึ้นมาว่า "ถ้ารอให้ลูกค้ามาหาแต่ แล้วเขาไม่รู้ว่ามีเราอยู่นั้น ธุรกิจเราก็อยู่ไม่ได้พอดี ทำไมเราไม่ใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ เราควรจะมีตัวตนทางอินเตอร์เน็ต เพราะเดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ จะค้นอะไรก็ไป search Google กันทั้งนั้น"

           คนกลุ่มนี้มีความสำคัญอย่างไรทางการตลาด

            และมีคนกลุ่มอื่นไหมที่อยู่ในห่วงโซ่ของการทำธุรกิจ

ติดตามได้ที่ http://www.thailandonlinefocus.com/

ขออขอบคุณ คุณ Monlines  pantip.com

October 06, 2012

ความรักมันก็เหมือนกับการรอรถเมล์


ความรักกับรถเมล์

     you know, love is just like someone waiting for a bus. 
     คุณรู้ไหม ความรักมันก็เหมือนกับการรอรถเมล์ 
     when the bus comes, you look at it and you said to yourself. 
     เมื่อรถเมล์มา คุณมองไปที่มัน และบ่นกับตัวเองว่า 
     "eee....so full....cannot sit down one". 
     "อี๋... คนเพียบเลย ไม่มีที่นั่งด้วย" 
     so you said to yourself, "i'll wait for the next one". 
     และคุณก็พูดกับตัวเองว่า "ฉันรอคันต่อไปดีกว่า " 
     so you let the bus go and waited for the second bus. 
     และคุณก็ปล่อยให้รถเมล์คันนั้นผ่านคุณไปแล้วรอรถเมล์คันที่ 
     then the second bus came, you looked at it and you said, 
     เมื่อรถคันที่ 2นั้นมา คุณมองไปที่รถเมล์นั่นแล้วบ่นว่า 
     "eee...this bus so old..surely very uncomfortable one." 
     "อี๋... รถเก๊าเก่า มันต้องนั่งไม่สบายแน่เลย" 
     so you let the bus go and again, decided to wait for the next bus. 
     แล้วคุณก็ปล่อยให้รถเมล์คันนั้นผ่านไปอีกครั้ง 
     และตัดสินใจที่จะรอรถเมล์คันต่อไป 
     after a while another bus came, 
     และแล้วรถเมล์อีกคันก็มาถึง 
     it's not crowded, not old but you said, 
     คราวนี้มัน คนไม่เยอะ และรถก็ไม่เก่าแต่คุณก็ยังบ่นอีกว่า 
     "eee..no air-con one..and the weather is so warm,better wait for the next one" 
     "อี๋... แอร์ก็ไม่มี ตอนนี้อากาศร้อนจะตาย รอรถคันใหม่ดีกว่า" 
     so again you let the bus go and decided to wait for the next bus. 
     อีกครั้งหนึ่งที่คุณปล่อยให้รถเมล์ผ่านคุณไป และตัดสินใจที่จะรอรถอีกคัน 
     then the sky started to get dark as it is getting late. 
     ท้องฟ้าชักเริ่มครึ้มๆ และก็มันก็เริ่มสายแล้ว 
     you panicked and jump on to the next on coming bus. 
     คุณชักเริ่มกระวนกระวายในการรอรถเมล์ 
     it is not until much later that you found out 
     จนแล้วจนรอดรถเมล์ก็ยังไม่สักที 
     that you had boarded on to the wrong bus! 
     นั่นแหล่ะคุณจึงเริ่มรู้แล้วว่าคิดผิดที่ไม่ขึ้นรถคันก่อนหน้านี้ 
     so you wasted your time and money waiting for what you want! 
     คล้ายๆกับคุณยอมที่จะเสียเงินและเวลา เพื่อที่จะให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ 
     even if an airson bus came, can you ensure that the aircon bus 
     ถ้าหากว่าคุณคิดว่ารภเมล์ธรรมดาที่ผ่านมาเป็นรถแอร์ไม่ได้เหรอไง 
     won't break down or whether will the aircon be too cold for you? 
     แอร์อาจจะเสีย หรือไม่ก็คิดว่ามันเป็นแอร์ที่เย็นพอสำหรับคุณ 
     so people wanting to get what you want is not wrong. 
     การที่คนมากมาย ต้องการที่จะได้อย่างที่เราต้องการมันไม่ผิดหรอก 
     but it wouldn't hurt to give other people a chance right? 
     แต่คุณจะไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ 
     ที่คุณหยิบยื่นโอกาสที่ตัวเองควรจะได้ให้คนอื่นไป 
     if you found that the "bus" doesn't suit you, 
     ถ้าหากว่าคุณพบว่ารถเมล์คันนั้นเป็น คันที่อาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณต้องการ 
     just press the redbutton and get off the bus. 
     ก็เพียงแค่ กดกระดิ่งเป็นสัญญาณขอลง แล้วก็ลงจากรถ เท่านั้นก็จบ 
     but wait...i'm sure you have this experience before. 
     แต่เดี๋ยวก่อน ผมแน่ใจเลย ว่าคุณต้องเคยเจออย่างนี้มาก่อน 
     you saw a bus coming (the bus you want of course) 
     คุณเห็นรถเมล์กำลังวิ่งมา (แน่นอนว่ามันเป็นรถเมล์คันที่คุณต้องการ) 
     you flagged it but the driver act blur 
     คุณโบกมือเรียกให้รถหยุด แต่คนขับดันเบลอ 
     by pretending not seeing you and zoomed pass you! 
     ไม่เห็นว่าคุณโบกมือ แล้วรถคันนั้น .... 
     รถคันนั้นที่คุณรอมาตั้งนานก็ผ่านคุณไปต่อหน้าต่อตา 
     well, and when the bus zoomed pass, what you may have to do is WALK!!!! 
     ดีแล้วเมื่อรถเมล์ที่คุณต้องการผ่านไปแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคราวนี้คือการเดิน 
     the bottom line is being loved is like waiting for a bus whether you want. 
     มันก็คล้ายกับชีวิตรักของเราๆ เหมือนกับที่เรารอรถที่เราต้องการ 
     to get on the bus and give the bus a chance depends totally on you. 
     เพียงแค่ขึ้นไปบนรถ ให้โอกาสรถนั้นได้โอบอุ้มความรักคุณไว้ 
     and walking is like being out of love. 
     และการที่คุณเดินนั้นแหล่ะที่คุณปล่อยให้ความรักหลุดลอยไป 
     you never lose by loving. 
     คุณจะไม่มีวันเสียอะไรถ้าคุณคิดจะรัก 
     you always lose by holding back. 
     แต่ถ้าคุณไม่ดึงรักที่ผ่านเข้ามาไว้ คุณก็จะเสียโอกาสที่คุณควรจะมี 
     อย่าปล่อยให้คนที่เข้ามาหลงชอบคุณ แต่เขาเป็นคนที่คุณไม่สนใจ 
     ไม่ใช่คนที่คุณต้องการ อาจจะไม่สวยไม่ใช่สเป็กคุณ ปล่อยให้เขาผ่านไป 
     หรือจากคุณไป เมื่อเขาออกไปจากชีวิตคุณ คุณอาจจะเพิ่งเริ่มรู้สึกก็ได้ 
     ว่าเขามีความสำคัญต่อคุณแค่ไหน 
     และในตอนนั้นคุณอาจจะไม่มีโอกาสที่จะดึงเขากลับมาอีกแล้ว

October 05, 2012

โปแตสเซี่ยมและความดันโลหิตสูง

โปแตสเซี่ยมและความดันโลหิตสูง
โปแตสเซี่ยมจะมีประโยชน์ช่วยลดความดันโลหิตสูง โดยต้องรับประทานวันละ 4700 mg ต่อวัน แนะนำให้กินโปแตสเซี่ยมที่มาจากอาหารธรรมชาติ

โปแตสเซี่ยมจากธรรมชาติจะมีบทบาทที่สำคัญในการควบคุมความดันโลหิต เพราะว่าโปแตสเซี่ยมจะลดผลกระของเกลือโซเดี่ยม แนะนำให้รับประทานวันละ 4700 mg การจะให้ได้ผลดีจะต้องปรับประทานอาหารแบบ DASHซึ่งจะต้องประกอบไปด้วย ซึ่งประกอบไปด้วยผัก ผลไม้ นม ปลา แร่ฐาตุ
อาหารที่มีโปแตสเซี่ยมสูงได้แก่
Potassium-rich foods include:
  • มันฝรั่ง
  • ผักใบเขียว
  • ผักขม
  • เห็ด
  • ถั่ว
  • กล้วย
  • มะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ
  • ส้ม น้ำส้ม
  • แคนตาลูป Cantaloupe และแตงโม
  • องุ่น น้ำองุ่น
  • พรุน และน้ำลูกพรุน
  • Apricots and apricot juice
  • ลูกเกด
  • นมจืด
  • yogurtไขมันต่ำ
  • Halibut
  • Tuna
  • กากน้ำตาล
คำแนะนำ
  • หากท่านเป็นความดันโลหิตสูงให้ท่านรับประทานผักและผลไม้ตามวิธีการของ DASH
  • ไม่แนะนำให้รับประทานยาเม็ดโปแตสเซี่ยมโดยที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์
  • ไม่แนะนำให้ใช้ซ็อสที่ทำจากเกลือดปแตสเซี่ยมโดยที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์

ความดันโลหิตสูง และ ปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน


ความดันโลหิตสูง และ ปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน

รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน

ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

       ความดันโลหิตที่สูง อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และ เวียนศีรษะบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหู และอวัยวะทรงตัวได้น้อย ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน และการทรงตัวได้ ดังนั้นผู้ที่มีความดันโลหิตสูงผิดปกติ และมีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และเวียนศีรษะบ้านหมุน ควรควบคุมความดันโลหิตโดย
1. ควบคุมอาหาร
       การลดน้ำหนักสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แม้ท่านจะไม่จัดว่าอ้วน แต่การลดอาหารประเภทไขมันก็เป็นสิ่งที่ดี
- หลีกเลี่ยงหรือลดการใช้เนย ไขมัน และน้ำมันในการปรุงอาหาร
- หลีกเลี่ยงอาหารทอด ให้รับประทานอาหารประเภท อบ นึ่ง ต้ม แทน
- รับประทานอาหารประเภท ผัก ถั่ว ผลไม้ ให้มากขึ้น
- หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา
- ดื่มน้ำ กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน นมพร่องไขมัน และน้ำผลไม้
2. รับประทานอาหารที่ไม่เค็มจัด
       การรับประทานเกลือมากจะทำให้ความดันโลหิตสูงและไตทำงานหนัก การลดปริมาณเกลือในอาหารควรปรึกษาแพทย์ของท่านก่อน
- หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของดองเค็ม เนื้อเค็ม ซุปกระป๋อง ซอสมะเขือเทศ อาหารที่โรยเกลือมากๆ
- ใช้เครื่องเทศแทนเกลือหรือผงชูรส
- รับประทานแต่อาหารว่างที่มีเครื่องหมาย “เกลือต่ำ” (low salt) หรือ “ปราศจากเกลือ” (salt-free)
3. หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอารมณ์เครียด
       หากเป็นไปได้ พยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เครียดทั้งที่ทำงาน และที่บ้าน พยายามตอบสนองอย่างมีสติ และนุ่มนวลต่อสภาพที่เครียดซึ่งท่านไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือหลีกเลี่ยงได้
4. หยุดสูบบุหรี่
       การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดมะเร็งในปอด อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และความดันโลหิตสูงได้ บุหรี่ทำให้เกิดการทำลาย และส่งเสริมการหดตัวของหลอดเลือดทำให้เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต
5. งด หรือ ลดการดื่มแอลกอฮอล์
       การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ควรงดหรือดื่มในปริมาณน้อย เช่นในวันหนึ่งๆ ไม่ควรดื่มสุราเกิน 60 ลบ. ซม. เบียร์ 720 ลบ. ซม. ไวน์ 240 ลบ. ซม.
6. ออกกำลังกายแต่พอประมาณ
       การเดินวันละ 20-30 นาที จะช่วยท่านลดน้ำหนักได้ ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และป้องกันโรคของหลอดเลือดได้ ก่อนเริ่มออกกำลังกายใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ของท่านก่อน
7. รับประทานยาให้สม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง
- แจ้งให้แพทย์ของท่านทราบถึงยาต่างๆ ที่ท่านรับประทานอยู่ เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวด เป็นต้น
- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- หากมียาชนิดใดที่ทำให้ท่านรู้สึกไม่สบาย ควรแจ้งให้แพทย์ของท่านทราบทันที เพราะท่านอาจต้องการยาในขนาดที่ลดลง หรือเปลี่ยนยา
- รับประทานยาให้สม่ำเสมอ จนกว่าแพทย์ของท่านจะบอกให้หยุด
8. ตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ
       ในกรณีท่านมีเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้าน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเรียนรู้วิธีวัดความดันโลหิตที่ถูกต้อง อาจทำการวัดความดันโลหิตสัปดาห์ละครั้ง หรือเมื่อมีอาการเครียด ปวดศีรษะ ไม่จำเป็นต้องวัดความดันโลหิตถี่เกินความจำเป็น และควรจดบันทึกวัน เวลา ค่าที่วัดได้ทุกครั้ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ของท่านในการควบคุมความดันโลหิต


กระเทียมกับความดันโลหิตสูง


สรรพคุณต่างๆ ของกระเทียม มีดังนี้           
 1. ฆ่าเชื้อรา คือ กลาก เกลื้อน และเชื้อราที่เกิดตามเล็บ หนังศีรษะและผม           
 2. ฆ่าเชื้อยีสต์ชนิดที่ทำให้เกิดลิ้นขาวเป็นฝ้าในเด็กทารก และทำให้เกิดโรคมุตกิดระดูขาวที่มักจะเกิดในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ           
 3. ลดความดันโลหิตสูง           
 4. ลดไขมันและคอเลสเตอรอล           
 5. ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว           
 6. ลดน้ำตาลในเลือด           
 7. ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด กล่าวคือ มีสารอัลลิซิน ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มักทำให้เกิดโรคได้ถึง 15 ชนิด โดยเฉพาะยับยั้งเชื้อพวกที่ดื้อยาเพนนิซิลินได้ดีกว่าเชื้อพวกที่ไม่ดื้อยาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังฆ่าเชื้อบิดมีตัวที่มีพิษต่อลำไส้ได้ดี โดยมีสารที่สำคัญคือกาลิซิน รวมทั้งสามารถยับยั้งเชื้อบิดเทียม ซึ่งไม่รบกวนแบคทีเรียตัวอื่นที่มีประโยชน์ต่อลำไส้           
 8. ยับยั้งเชื้อต่างๆ เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดฝีหนอง และใช้รักษาแผลสด แผลที่เป็นหนอง คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เชื้อวัณโรค และเชื้อปอดบวม           
 9. รักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่           
 10. เป็นยาขับเสมหะและมีฤทธิ์ขับเหงื่อและขับปัสสาวะ           
 11. รักษาโรคไอกรน           
 12. แก้หืดและโรคหลอดลม           
 13. แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย           
  14. ควบคุมโรคกระเพาะ คือมีสารเอเอส 1 ช่วยยับยั้งไม่ให้น้ำย่อยอาหารมาย่อยแผลในกระเพาะ และยังช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบชนิดรุนแรงได้ด้วย          
 15. ขับพยาธิต่างๆ ได้หลายชนิด ได้แก่ พยาธิเข็มหมุด พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย และมีรายงานทดสอบจากอินเดียว่า กระเทียมมีสารไดอัลลิลไดซัลไฟด์ มีฤทธิ์ใช้ฆ่าพยาธิไส้เดือนได้ดี           
 16. แก้เคล็ดขัดยอกและเท้าแพลง เพราะมีสารอัลลิซินเป็นตัวช่วยทำให้เลือดไหลเวียนมายังบริเวณที่ทาถูนวดยาได้ดีมากขึ้น           
 17. แก้ปวดข้อและปวดเมื่อย           
 18. ต่อต้านเนื้องอก           
  19. กำจัดพิษตะกั่ว           
 20. บำรุงร่างกาย ประเทศญี่ปุ่นได้ค้นพบสารในกระเทียมชื่อสคอร์ดินิน ไม่มีกลิ่น แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง รวมทั้งช่วยให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตและช่วยลดไขมันในร่างกาย           
                ยังมีผู้พบว่าในกระเทียมมีธาตุเจอร์เมเนียมค่อนข้างสูง ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหืด โรคไต โรคตับอ่อนและอาการท้องผูก รวมถึงมีสารชักนำวิตามินบี 1 เข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นเท่าตัว โดยรวมเป็นสารอัลลิลไทอะมิน ทำให้วิตามินบี 1 ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นถึง 20 เท่า
   
                                                          กระเทียม
       
       กระเทียมแทบจะเป็นผักสารพัดประโยชน์เพราะใช้ทั้งป้องกันและรักษาได้หลายโรค เรื่องของกระเทียมกับความดันโลหิตสูงมีระบุไว้ในตำรับยาจีนโบราณ ส่วนในสมัยนี้ชายเยอรมันซึ่งโดยเฉลี่ยมีการศึกษาสูงนิยมรับประทานกระเทียมเพื่อช่วยลดความดันโลหิต ในประเทศเยอรมนีเคยมีการศึกษาทางการแพทย์ที่น่าสนใจกล่าวถึงการรับประทานกระเทียมเป็นประจำวันละ 2 กลีบโต ๆ ว่าสามารถลดความดันโลหิตโดยเฉลี่ยจาก 171/102 เหลือ 152/89 ได้ ในการทดลองเดียวกันกลุ่มที่ได้ยาหลอก (placebo) จะพบว่าความดันโลหิตไม่เปลี่ยนแปลงเท่าใด นัก
       เชื่อกันว่ากระเทียมลดความดันได้เพราะมีสารพฤกษาเคมีชื่อ แอดีโนซีน (adenosine) เป็นองค์ประกอบในปริมาณค่อนข้างสูง สารนี้ช่วยทำให้กล้ามเนื้อเรียบที่เป็นกล้ามเนื้อของหลอดเลือดคลายตัวมากกว่าปกติในหัวหอมก็มีสารนี้พอสมควร และยังพบว่ามีสารพรอสทาแกลนดิน A1 ชนิดนี้เป็นสารกึ่งฮอร์โมนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัวได้ มีฝรั่งจำนวนไม่น้อยที่ไม่รับประทานกระเทียม โชคดีของคนไทยที่ไม่ใคร่กลิ่นเรื่องกลิ่นกระเทียม ชอบรับประทานทั้งแบบสดและปรุง อันที่จริงกระเทียมทุกรูปแบบให้คุณค่าไม่ต่างกันนัก เพียงแต่กระเทียมสดอาจมีฤทธิ์มากกว่า  
       อาจารย์คาริน รีด แห่งคณะแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ได้พบว่า สารสกัดจากหัวกระเทียม แก่มีสรรพคุณลดความดันโลหิตลงได้ โดยเฉพาะจะใช้บำบัดรักษา ชาวเมืองจิงโจ้ที่เป็นโรคนี้กันอยู่มากถึง 3,700,000 คน จากการทดลองกับผู้ป่วย 50 ราย เป็นเวลา 3 เดือน ได้รู้ว่า ควรให้มันเป็นตัวช่วยของยารักษาโรคนี้ปกติได้ดีเพราะยังมีคนไข้คิด เป็นสัดส่วนใหญ่ ที่ยังกินยาประจำอยู่   และบางรายที่ใช้ยารักษาขนานต่างๆกันอีก  4  ขนาน  แต่ความดันก็ยังไม่อาจควบคุมได้   ครั้นเมื่อเราให้กินสารสกัดของกระเทียมเสริม   ปรากฏว่าลดความดันให้กลับมาอยู่ในระดับปลอดภัยได้  ดังนั้น  กระเทียมจึงอาจเป็นวิธีการบำบัดให้เติมเต็ม   ของการควบคุมความดันโลหิตที่ดีอย่างหนึ่งคณะนักวิจัยได้พบว่า ผู้ที่มีความดันเลือดตัวบนเกิน 140 เมื่อให้กินแคปซูลสารสกัดกระเทียม วันละ 4 หลอด ทุกวัน ความดันจะลดได้โดยเฉลี่ย 10.2 มม.อย่างไรก็ดี กระเทียมดิบ หรือกระเทียมที่ปรุงสุกแล้วและกระเทียมผง หามีสรรพคุณเท่าสารสกัดจากหัวกระเทียมแก่ไม่

ขอขอบคุณ http://www.thaigoodview.com/node/93760

ลูกเดือย สรรพคุณหลากหลาย

หลายคนคงรู้จักลูกเดือยที่มีหน้าตาเป็นเม็ดเล็ก ๆ กลม ๆ แต่ถึงแม้ว่าจะมีขนาดเล็ก แต่ลูกเดือยกลับให้คุณประโยชน์มากมาย   


ที่มารูปภาพ http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/136173.jpg
          ไม่ว่าจะมีฤทธิ์เป็นยาเย็นช่วยบำรุงกำลัง บำรุงปอด ม้าม ตับ ขับปัสสาวะ หล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้ปัญหาทางเดินหายใจ ไขข้อกระดูก เหน็บชา แก้ร้อนในกระหายน้ำ และยังช่วยลดการเกิดมะเร็ง เพราะมีสารคอกซีโนไลด์ (Coxenolide) ซึ่งมีสรรพคุณในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก 
            ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ลูกเดือยนั้นมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะฟอสฟอรัสซึ่งมีสรรพคุณช่วยบำรุงกระดูกมีอยู่ในปริมาณสูง และวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย 
            ด้วย สรรพคุณที่หลากหลาย และคุณประโยชน์ที่มากมายเกินขนาดเล็ก ๆ นั้นทำให้ชาวจีนต่างยกย่องลูกเดือยว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกชนิดหนึ่ง


ขอบคุณ http://www.sahavicha.com/?name=blog&file=readblog&id=7406

กินกล้วยทุกวันจึงลดอาการโรคความดันสูง

ในกล้วยมีโปแตสเซี่ยมถึง422มิลลิกรัมต่อลูกพอที่จะลดเกลือโซเดียมลงได้   

กินกล้วยทุกวัน ลดอาการโรคความดันสูง?
โรคความดันสูงเพิ่มขึ้นพร้อมกับโรคหัวใจซึ่งกลายเป็นอันดับหนึ่งไปแล้ว หมอบอกว่าต้องกินยาไปตลอดชีวิต แม้กระนั้นยาก็อาจจะเอาไม่อยู่ จึงน่าสงสัยว่า เมืองไทยมีของดีป้องกันโรคความดันสูงเหลือเฟือ แต่คนกลับไม่เชื่อคือการกินกล้วยทุกวัน เพราะในกล้วยมีโปแตสเซี่ยมถึง422มิลลิกรัมต่อลูกพอที่จะลดเกลือโซเดียมลงได้
นอกจากนี้กล้วยยังสามารถป้องกันโรคดังต่อไปนี้ได้
-โรคซึมเศร้า เหตุผลก็คือกล้วยมีส่วนประกอบของทริปโตแฟน (Tryptophan) โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายของเราจะเปลี่ยนให้เป็น เซโรโทนิน (Serotonin) ที่รู้จักกันดีว่าจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น
-โรคโลหิตจาง กล้วยมีธาตุเหล็กอยู่มาก สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยรักษาอาการโลหิตจางได้ โรคเกี่ยวกับความดันโลหิต กล้วยมีโปแตสเซียมสูงมากในขณะที่มีเกลือต่ำ จึงช่วยปรับความดันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
-ท้องเสีย กล้วยดิบมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย สารสำคัญคือแทนนิน มีฤทธิ์แก้อาการท้องเสีย
-ท้องผูก กล้วยมีไฟเบอร์สูงช่วยให้ลำไส้ใหญ่ของเรากลับมาทำงานได้เป็นปกติโดยไม่ต้องพึ่งพาพวกยาถ่ายต่างๆ อีกต่อไป
--แก้อาการเมาค้าง หนึ่งในวิธีรักษาอาการแฮงค์ให้เร็วที่สุดก็คือการกินน้ำกล้วยปั่น หรือ Banana Milkshake ผสมน้ำผึ้ง กล้วยช่วยให้กระเพาะอาหารกลับมาอยู่ในสภาพปกติ น้ำผึ้งช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และนมจะช่วยเพิ่มน้ำให้แก่ร่างกาย
-ระบบประสาท กล้วยมีวิตามินบีสูง ช่วยในการทำงานของระบบประสาท และช่วยเรื่องน้ำหนักเกินเพราะความเครียดจากการงาน
-ช่วยเลิกสูบบุหรี่ กล้วยยังสามารถช่วยคนที่ต้องการเลิกบุหรี่ได้ด้วย กล้วยมีวิตามินบี 6 และ บี12 รวมไปถึงโปแตสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยในการฟื้นฟูร่างกายจากผลของการเลิกนิโคติน
-ดีต่อโรคหัวใจ เพราะนอกจากจะมีโปแตสเซี่ยมสูงแล้วยังมีสาร “เพกติน” ซึ่งเป็นเส้นใยชนิดที่ละลายน้ำมีผลดีต่อสุขภาพของหัวใจ
แหล่งที่มาของข้อมูล

ลดความดันโลหิตสูง


      ความดันโลหิตสูง   เป็นอาการในเลือดที่ไหลเวียนในร่างกายมีแรงดันสูงขึ้นและดันผนังเลือดมากกว่าผิดปกติ  สาเหตุเกิดจากเส้นเลือดตีบหรือผนังหนาขึ้น  ทำให้หัวใจต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อส่งแรงไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย  การเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตการกินอาหารไขมันต่ำ  ควบคุมน้ำหนักตัว  ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และผักผ่อนเพียงพอ  ลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้
วิตามิน
                วิตามินบี  3  ลดความดันโลหิต
                วิตามินซี    ลดความดันโลหิต
                วิตามินดี    ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม
                วิตามินอี    ลดการเกาะตัวของไขมันในผนังหลอดเลือด
เกลือแร่
แคลเซียม             ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต
                แมกนีเซียม         ขยายหลอดเลือด  ทำให้ความดันโลหิตลดจาง
                โพแทสเซียม       กำจัดโซเดียมส่วนเกินออกนอกร่างกาย
                ซีลีเนียม               เสริมการทำงานวิตามินอี
สารอาหารอื่น
โอเมก้า  3     น้ำมันปลาช่วยทำให้ผนังหลอดเลือดไม่หนาตัว
โอเมก้า 6      น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส  ลดความดันโลหิต
โคเอนไซม์คิวเท็น   ช่วยเสริมการทำงานของหัวใจ
ไบโอฟลาโวนอยด์   เสริมการทำงานวิตามินซี
กระเทียม   เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต  และลดความดันโลหิต
แป๊ะก๊วย   เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงสมอง
อาหารที่ควรเลือก
·       ปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
·       ผักผลไม้สด
·       ข้าวโอ๊ต
·       หอมและกระเทียม
·       ผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ
·       ขิง
·       ขึ้นฉ่าย
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง      อาหารสำเร็จรูปและอาหารรสเค็ม  จะเพิ่มความดันโลหิต

ขอบคุณ http://www.goface.in.th/article-926/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87.html

October 04, 2012

ควรรู้อะไรบ้าง ถ้าจะหมั้นกับใครสักคน


ควรรู้อะไรบ้าง ถ้าจะหมั้นกับใครสักคน แปลกใจนิดหน่อย
เมอร์ลิน ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐ

เมื่อเหลือบไปเห็นข้อมูลจากหน้าวิทยาการแจ้งว่า
นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยยอร์กสำรวจความคิดเห็นของชาย-หญิง จำนวนกว่า 1 หมื่นคน
ตามชาติต่างๆ
พบว่าทั้งบุรุษและสตรียุคปัจจุบันต่างเปลี่ยนความเห็นในเรื่องของการเลือกคู่ครองไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

หัวหน้าคณะนักสำรวจกล่าวว่า แต่ก่อนผู้หญิงมักหมายตาผู้ชาย
(ที่หล่อนหวังคว้ามาเป็นแฟน) กันที่ความร่ำรวย หรือพูดง่ายๆ
ผู้หญิงจะมองหาแฟนด้วยการให้ความสำคัญไปที่เรื่องของฐานะทางการเงินเป็นสำคัญ
เพื่อจะได้ลงทุนกับการศึกษาของลูกได้อย่างเต็มที่ ทว่าสิ่งที่พบใหม่
ปรากฏว่าสาวๆต่างเปลี่ยนความคิดตรงนี้ไปแล้ว โดย
หันมาให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาของบุรุษมากขึ้น
โดยเฉพาะในอังกฤษหรือกลุ่มชาติสแกนดิเนเวีย โอ้มายก็อด แสดงว่า
ถ้าหนุ่มคนไหนหน้าตาดีก็จะมีสาวๆตอมกันตรึมละสิ (แต่เชื่อดิ
ผู้หญิงที่อยากได้แฟนรวยก็ยังมี เพราะผู้ชายเอง บางคนก็อยากมีแฟนรวย
ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดงี้นะ)

เอาเล่าต่อ...ด้านฝ่ายชายก็หันไปให้ความสำคัญกับคุณสมบัติทางด้านสติปัญญาของผู้หญิง
ยิ่งกว่า ส่วนโค้งส่วนเว้า หรือเสน่ห์ ปลายจวักกันมากขึ้น
เห็นมะ...หนุ่มๆสมัยนี้ถ้าจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่เอาไว้ควงเล่นๆ
หรือเป็นกิ๊กชั่วคราว เขามักเลือกผู้หญิง ที่เป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน
ทำมาหาเลี้ยงตัวเองได้ และจะยิ่งยอดเยี่ยมเข้าไปใหญ่
หากหล่อนมีรายได้เหลือเฟือมาช่วยกันลงขันเลี้ยงดูปูเสื่อสมาชิกในครอบครัวด้วย
เพราะผู้ชายก็ยังปากกัดเท้าถีบเพื่อหารายได้มาเลี้ยงตัวเองเหมือนกัน
ดังนั้นขืนเลือกแฟนสาวที่คอยพึ่งพารายได้จากเขาก็แย่น่ะซี
ขนาดหนุ่มฐานะดีบางคนยังไม่อยากมีแฟนที่วันๆ เอาแต่ช็อปปิ้งและรักสวยรักงาม
จนไม่ยอมทำงานทำการเล้ย แล้วนับประสาอะไรกับหนุ่มฐานะธรรมดา จะไม่คิดหาแฟน
เพื่อช่วยกันสร้างครอบครัวละเนอะ!
อย่างไรก็ตาม ถ้าบอกว่า
ผู้ชายไม่สนใจหน้าตาของเพศตรงข้ามที่เขาอยากคว้ามาเป็นแฟนซะเลย คงเป็นไปไม่ได้
เพราะยังไง้ ยังไง ผู้ชายคนไหนก็อยากมีแฟนหน้าตาดีด้วยกันทั้งนั้น
เพียงแต่ไม่ต้องสวยเลอเลิศมากมาย ขณะเดียวกัน
ผู้หญิงคงไม่เลือกแฟนแต่เฉพาะตรงที่เขาหล่ออย่างเดียว เพราะขืนหล่อมาก
ก็ย่อมมีสาวๆมาติดอกติดใจมากตามไปด้วย อีกอย่างหากหน้าตาดีแต่ตกงานก็ยิ่งไปกันใหญ่

ทีนี้การเป็นแฟนกันของหนุ่มสาวสมัยนี้ เห็นบางคู่เป็นแฟนกันเร็วมาก
ยังไม่ทันได้คบหาดูใจนานนักก็ขอเป็นแฟนกันแล้ว
แต่ใครจะเป็นแฟนกันด่วนจี๋แค่ไหนก็แล้วแต่สไตล์ใคร สไตล์มัน

กระนั้น หวังว่าคุณผู้หญิงคงไม่รีบร้อนที่จะมั่นหมายกับแฟนหนุ่มหรอกนะ
เพราะก่อนที่คุณจะหมั้นกับใคร คุณควรรู้จัก “ตัวตน” ของเขา (ได้แก่
ว่าที่คู่หมั้นฝ่ายชาย) ให้ดีซะก่อน อย่าเพิ่งผลีผลาม “รับหมั้น”
กับหนุ่มที่ไหนก็ไม่รุ
ด้วยเหตุผลเพียงว่าเขาเข้ามาในจังหวะที่ฝ่ายหญิงกำลังกลัวว่าตัวเองจะขึ้น
คานอยู่พอดี พอเขาพูดสะกิดเรื่องมั่นหมายกันขึ้นมาจึงตอบตกลงซะเลย โถๆๆ
อย่าร้อนรนขนาดนี้เชียว

งั้นมาดูกันว่า คนเราควรรู้อะไรเกี่ยวกับตัว ว่าที่คู่หมั้นของตัวเองบ้าง
เริ่มจาก...

1. เขาเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วหรือยัง? เป็นพ่อม่ายรึเปล่า? หรือว่าเป็นโสดซิงๆ

ทำไมถึงควรรู้.....เพราะถ้าคุณไปประกาศบอกข่าวเรื่องที่คุณจะมั่นหมายกับใครให้เพื่อนหรือญาติพี่น้องฟังละก็
รับรองพวกเขาจะซักไซ้ไล่เลียงถามถึง “ว่าที่คู่หมั้นของคุณ” แน่นอน
ดีไม่ดีงานนี้คุณอาจต้องตอบคำถามซ้ำไปซ้ำมาหลายเที่ยว เพราะจะโดนถามแล้วถามอีก
ดังนั้นเตรียมตัวให้พร้อมไว้ก่อนดีกว่า

แถมการรู้ว่า เขาเคยแต่งงาน มาแล้วหรือไม่? ยังทำให้รู้ด้วยว่า
เขามีลูกติดด้วยหรือเปล่า? และคุณต้องทำหน้าที่เป็นแม่เลี้ยงไหม?
แต่ถ้าเขาเป็นโสดไม่มีเรือพ่วง ก็แล้วไป การปรับตัวให้เข้ากันก็อีกแบบนึง

2. เขาปฏิบัติต่ออิสตรีในชีวิตของเขาอย่างไร?

ในกรณีนี้ให้พิจารณาดูว่า เขามีความผูกพันและรักใคร่กับคุณแม่, พี่สาว,
น้องสาวของเขาแค่ไหน? ถ้าสมาชิกในครอบครัวของเขารักใคร่สมัครสมานกลมเกลียวกัน
แถมเขายังดูแลคุณแม่เป็นอย่างดี และไม่ละเลยพี่สาวหรือน้องสาว (ถ้ามีด้วย)
ก็ขอให้สาวที่ถูกเขาคนนี้ขอหมั้นให้รีบหมั้นไปเลย เพราะแสดงว่า
เขาน่าจะปฏิบัติต่อสาวคนรักเป็นอย่างดี ไม่ต่างจากสมาชิกในครอบครัวไง

3. เขามีแนวคิดเกี่ยวกับการแต่งงานครองคู่อย่างไร?

ถ้าหากฝ่ายหญิงไม่ลองถามฝ่ายชายดู ก็คงไม่ทราบหรอกว่า
เขามองเรื่องของความรักและการแต่งงานไว้ว่าเป็นอย่างไรกันแน่? เช่น
เขามองว่าคนเราควรแต่งงานครั้งเดียวหรือเปล่า?
หรือว่าคนเราสามารถแต่งงานได้หลายครั้ง
อันนี้แค่ทดสอบว่าเขามีทัศนคติเกี่ยวกับการแต่งงานอย่างไร ถ้าเขามองว่า
คนเราควรแต่งงานหนเดียวพอ เออ...อย่างนี้น่าคบ ไว้เป็นคู่หมั้นนะ
กระนั้นหวังว่าเขาจะไม่ฉลาดแกมโกง หรือปากหวาน (แต่ปากกับใจไม่ตรงกัน)
จึงตอแหลอะไรก็ได้ เพื่อให้ฝ่ายหญิงตายใจแล้วกัน ต้องพิสูจน์กันที่ความจริงใจด้วย

หรือถ้าฝ่ายหญิงอยากรู้ว่า เขาอยากมีลูกกี่คน?
แล้วมันเป็นจำนวนที่ตรงกับใจที่คุณคิดไว้หรือเปล่า? น่าถามดูนะ
เผื่อหนุ่มบางคนบอกอยากมีลูกหลายคน แต่ไม่ได้ดูฐานะตัวเองเลยว่า
ขืนมีขนาดนั้นแล้วสามารถเลี้ยงไหวแน่เหรอ?
ตรงนี้ทั้งสองฝ่ายจึงควรคุยกันซะให้เรียบร้อย จะได้ไม่ผิดใจกันภายหลัง

4. เขาขยันทำมาหากินไหม?

ข้อนี้สาวคนไหนไม่อยากรู้ก็แย่แล้ว
ถ้าฝ่ายหญิงได้คู่หมั้นที่ขยันขันแข็งทำงานทำการละก็ ต่อให้ฝ่ายชายมีฐานะธรรมดา
ไม่ถึงกับรวยหรือเป็นอาเสี่ย ก็มีแววว่า ทั้งคู่สามารถช่วยกันสร้างฐานะได้
เห็นมาหลายคู่แล้วที่หากผู้ชายขยันซะอย่าง
มักพลอยทำให้พ่อแม่ของหญิงชอบผู้ชายลักษณะนี้ไปด้วย

5. เขาหวังให้ฝ่ายหญิงเปลี่ยนแปลงไปหลังจาก แต่งงานกันแล้วแค่ไหน?
ถ้าเขาอยากให้คุณเป็นยอดหญิงที่ไม่พูดมากไม่ถามเยอะคอยปรนนิบัติเขาสารพัดละก็
คุณพร้อมจะเป็นอย่างที่เขาต้องการไหมล่ะ.

@@@ไทยรัฐออนไลน์
  โดย เมอร์ลิน
  30 กันยายน 2555

วิธีง่ายๆที่ทำให้ชาย เป็นแฟนที่แสนดี


วิธีง่ายๆที่ทำให้ชาย เป็นแฟนที่แสนดี ร่ำลือกันว่า
เมอร์ลิน  ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐ

ชายที่ทำให้ผู้หญิงเข็ดขยาดไม่อยากเข้าใกล้ และไม่อยากได้มาเป็นแฟน
นอกจากจะได้แก่ผู้ชายขี้จุ๊ หรือพวกชอบโกหก มุสาวาจาเพื่อเอาตัวรอด
หรือโกหกเพื่อหลอกลวงต่างๆนานา
ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมฉ้อฉลเพราะแสดงออกอย่างเด่นชัดว่า
ไม่ซื่อสัตย์หาความจริงใจไม่ได้แล้ว

ยังรวมไปถึงผู้ชายประเภทชอบยกยอปอปั้นตัวเอง (ยกหางตัวเอง) ว่า เก่งอย่างนั้น
ดีอย่างนี้ บางทีนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆแล้วก็คุยโวว่า เขาวิเศษกว่าคนนั้น
คนนี้ เช่น ผมมีเงินเดือนมากกว่า, มีรถสปอร์ตคันหรูสามารถขับไปส่งน้องหญิงได้,
พ่อแม่ของผมเป็นคนกว้างขวางมีฐานะมีเส้นสายเยอะ
ถ้าน้องเป็นแฟนพี่ละก็สบายไปทั้งชาติ โอ้โฮเฮะ.....เล่นคุยโวถึงขนาดนี้
ที่จริงฟังดูดีนะ...ถ้าเขาเป็นลูกคนใหญ่คนโตและรวยจริง

แต่ถ้าเขาพูดยกตนข่มท่านให้ได้ยินบ่อยมากเกินไป ย่อมทำให้คนฟังเซ็งได้เหมือนกัน
เพราะไม่แน่ใจว่า เขาอยากจีบเธอหรือเขาอยากจะบอกหล่อนว่า เขาเหนือกว่าหล่อนกันแน่?
ยิ่งหากสาวใดไปสืบรู้มาว่า เขาไม่ได้ “มีดี”
อย่างที่คุยโวไว้ละก็เธอคงอยากเดินหนีหนุ่มลักษณะนี้มากกว่าอยากคบไว้แหงๆ

แต่ที่เล่ามาเนี่ย อยากบอกตรงนี้ต่างหากว่า
ในเมื่อผู้หญิงทนนิสัยของผู้ชายบางคนไม่ได้ ในทางกลับกัน
ผู้ชายเองก็ทนกับผู้หญิงบางคนไม่ได้เช่นกัน เช่น
ผู้ชายวัยสร้างเนื้อสร้างตัวจะชอบผู้หญิงที่มีความสามารถ มีงานมีการทำ
เป็นเวิร์กกิ้งวูแมน มากกว่าผู้หญิงที่ทำตัวเป็นคนสมองกลวง
หน่อมแน้มเบบี๋ไม่เข้าเรื่อง แถมยังคิดว่าตัวเองน่ารัก เป็นต้น อ้อ
อีกอย่างอย่าเห็นเขาเป็นตู้เอทีเอ็มยิ่งดี!

กระนั้นรู้หรอกน่าว่า ผู้ชายที่มีความรับผิดชอบและมีความเป็นผู้นำ
หากกำลังจีบสาวแล้วเอ่ยปากชวนหล่อนไปเดทด้วยกัน
คงไม่ปฏิเสธที่จะออกค่าใช้จ่ายในการเดทหรอกนะ เพราะนี่เป็นการบอกให้รู้ว่าเขาเป็น
สุภาพบุรุษ ยังไงล่ะ แต่แปลกนะ มีชายบางคนเป็นฝ่ายชวนสาวไปเดทด้วยแท้ๆ
กลับมาคิดเล็กคิดน้อยว่า ผู้หญิงควรเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าเดทบ้างสิ

โถ...ใครเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายในการออกเดทนั้น เท่าที่ทราบ
ผู้ชายส่วนมากไม่ยึกยักที่จะรับผิดชอบตรงส่วนนี้
โดยเฉพาะถ้าเขาดันเข้าหาและชวนเธอก่อน มักจะแมนๆ ยอมจ่ายเพื่อให้ได้ใจสาว
แต่ถ้าไปเดทกันบ่อยขึ้น แล้วสาวเป็นฝ่ายชวนเขาก่อนบ้าง
ตรงนี้คุณเธอน่าจะมีน้ำใจช่วยเขาหารค่าใช้จ่ายบ้าง

ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่า มีพฤติกรรมหรือการกระทำอะไรของผู้ชายบ้าง
ที่ทำให้ผู้หญิงปลื้มและภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เขามาเป็นแฟน มาเป็นคนรัก
และเป็นคู่ชีวิต กันเถอะ

ว่าแล้ว แฟนที่แสนดีในสายตาของผู้หญิงเป็นอย่างไร? ขอเฉลยว่า
บุรุษคนนั้นมักทำสิ่งต่างๆ ให้แฟนสาว ดังต่อไปนี้ เช่น 1. ช่วยเธอทำงานบ้าน
โดยที่เธอไม่ได้เรียกร้อง แต่เขาเต็มใจทำเพื่อเธอ

ยกตัวอย่าง ถ้าเขาเห็นฝ่ายหญิงกำลังล้างจานหลังจากทั้งคู่นั่งดู๋ดี๋ทานข้าวด้วยกัน
หากฝ่ายชายมีน้ำใจและเกรงว่าแฟนของเขาจะเหนื่อยเกินไป
เขาจึงตัดสินใจหยิบฟองน้ำและจานที่ยังไม่ได้ล้างมาล้างซะ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ
แถมยังส่งยิ้มให้ อย่างนี้สิ ถึงได้เป็นแฟนแสนดีที่ผู้หญิง (ทุกคน) ปรารถนา
ยิ่งถ้าเขาช่วยแบ่งเบางานบ้านในด้านอื่นด้วย เช่นช่วยซักผ้า
ซึ่งสมัยนี้การซักผ้าไม่ใช่เรื่องยากแค่นำเสื้อผ้าที่ใส่แล้วยัดลงไปในเครื่อง
หรือหากใครพิถีพิถันหน่อย  จะนำเสื้อผ้ามาซักมือก่อนนำไปใส่เข้าเครื่องได้ยิ่งดี
เอาเป็นว่า หากเขาไม่นิ่งดูดาย และช่วยเธอทำงานบ้าน ไม่ว่าด้านใด ถือเป็น
“สุดยอดแฟน” ทั้งนั้น

2. ทำให้ฝ่ายหญิงรู้สึกว่าเธอเป็นคนสำคัญสำหรับเขาเสมอ

เช่น ฝ่ายชายเล่าถึงความลับของเขาที่ไม่สามารถเล่าให้คนอื่นฟังได้
แต่เขากลับเล่าให้คุณ (ซึ่งเป็นแฟนสาว) ฟัง แสดงว่า ถ้าเขาไม่ไว้ใจ
เขาคงไม่เล่าให้ฟังหรอก

หรือถ้าเขาได้รับการโปรโมตให้รับตำแหน่งในหน้าที่การงานที่ก้าวหน้าขึ้น
จึงรีบโทรศัพท์มาบอกคุณเป็นคนแรกก่อนบอกเพื่อนหรือญาติ
อย่างนี้แฟนสาวก็น่าจะรู้แล้วนะว่าคุณสำคัญสำหรับเขาแค่ไหน
อีกอย่างการให้ความสำคัญกับฝ่ายหญิงยังรวมถึงการยกย่องให้เกียรติเธอด้วย

3. จดจำวันพิเศษได้บ้าง ไม่ถึงกับต้องทุกเทศกาล แค่วันพิเศษที่สำคัญจริงๆ
วันเกิดของเธอ และวันครบรอบแต่งงาน หรือวันครบรอบการบอกรัก แค่นี้เธอก็แฮปปี้แล้ว

4. เป็นกำลังใจ ยามที่เธอต้องการ

ถ้าเธอมีทุกข์ทางใจหรือเดือดร้อนเรื่องอะไร
แฟนหนุ่มควรพร้อมที่จะรับฟังปัญหาของเธอบ้าง
ไม่ใช่ว่าพอหล่อนกำลังจะอ้าปากเล่าบางอย่างให้ฟัง เขากลับรีบบอกว่า ตอนนี้ไม่ว่าง
เอาไว้คุยกันวันหลังได้ไหม?.....ซึ่งมันก็ได้อ่ะนะ ถ้าเขามีภารกิจรัดตัวจริงๆ
แต่ถ้าเขารีบพูดตัดบทเพราะไม่อยากรับฟังปัญหาของแฟนสาวละก็
โอ๊ย.....แล้วผู้หญิงคนไหนจะชอบชายแบบนี้ละ
ควรมีสุขร่วมเสพและมีทุกข์ร่วมต้านมากกว่านะ

5. รู้จักขอโทษเมื่อรู้ตัวว่าทำผิด
อย่าทำผิดแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้, ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือเดินหนีไป
แหมใครๆก็ผิดกันได้ ฝ่ายชายควรตระหนักถึงสิ่งนี้เอาไว้
เพราะไม่งั้นแล้วคงอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน

6. โกนหนวด โกนเคราซะบ้าง อย่าปล่อยให้รกรุงรัง หน้าตาเกลี้ยงเกลายังดูสะอาดด้วยนะ

7. มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่อ่อนแอ, เหยาะแหยะแต่เข้มแข็งและมีความเป็นผู้นำ
และไม่ควรเป็นหนุ่มกร่าง ดิบ เถื่อน หรือชอบใช้กำลังเวลาไม่พอใจ
อย่างนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

8. ไม่ใช้จ่ายเกินตัว และไม่สร้างหนี้สินมากเกินกำลังที่ตัวเองจะผ่อนไหว
ยิ่งประเภทคิดว่าตัวเองเป็นหนี้แล้วรอให้ฝ่ายหญิงมาปลดหนี้ให้ละก็
ขืนเป็นงี้แล้วจะเป็นแฟนที่ดีได้ไง?

@@@ไทยรัฐออนไลน์
  โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  23 กันยายน 2555