Pages

Long Live The king

Long Live The king

April 23, 2013

KTAM คาดทองลงอีก แนะปรับสัดส่วนลงทุนเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์

KTAM คาดทองลงอีก แนะปรับสัดส่วนลงทุนเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์
ASTVผู้จัดการออนไลน์21 เมษายน


ผู้จัดการกองทุน บลจ.กรุงไทยมองระยะสั้นราคาทองเตรียมปรับตัวลดลงอีกแม้สัปดาห์ที่ผ่านมารีบาวนด์ขึ้นเล็กน้อยจากแรงซื้อ พร้อมมองแนวต้านอยู่ที่ 1,309 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับอยู่ที่ 1,265 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แรงซื้อแรงขายกองทุนทองคำยังมีไม่มาก คาดนักลงทุนรอจังหวะเก็บของถูกเข้าพอร์ต
       
       นายพีรพงศ์ กิจจาการ ผู้จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แรงซื้อกองทุนที่ลงทุนในทองคำไม่ว่าจะเป็น ETF หรือกองทุนรวมนั้นก็มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนพอสมควรแต่ก็ถือว่ายังไม่มากจนน่าตกใจ ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าราคาทองคำ ณ ปัจจุบันยังมีโอกาสปรับลงต่อได้อีก โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองมีการปรับขึ้นเล็กน้อยจากแรงซื้อ
       
       อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มมีการปรับประมาณการราคาทองกันเป็นจำนวนมาก โดยเรามองว่าราคาทองคำจะมีโอกาสกลับขึ้นไปทดสอบที่ 1,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวต้านอยู่ที่ 1,309 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับอยู่ที่ 1,265 ดอลลาร์ต่อออนซ์
       
       ทั้งนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาทองคำไปต่อนั้นก็คืออัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ควาเสี่ยงในยูโรโซนยังมีอยู่ต่อเนื่อง นอกจากนี้ ประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องการถือทองคำเพิ่มทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามา
       
       ขณะที่ปัจจัยลบที่ส่งผลต่อราคาทองคำนั้นก็คือแรงเทขายจากกองทุน SPDR ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน-12 เมษายนที่ผ่านมากว่า 53.5 ตัน คิดเป็นเงิน 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแนวโน้มคาดการณ์ว่าอาจจะมีการเทขายเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน สภาพคล่องที่ไหลเข้ามาลงทุนในทองคำตั้งแต่สหรัฐฯ ออกมาตรการ QE3 นั้นเริ่มกลับเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นเพิ่ม เนื่องจากสินทรัพย์ประเภทอื่นเริ่มให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในทองคำ นอกจากนี้เรื่องการเทขายทองของไซปรัส และอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็มีผลต่อการปรับลงของราคาทองคำด้วยเช่นกัน
       
       นายพีรพงศ์กล่าวต่อว่า เราประเมินว่าในระยะสั้นนี้ราคาทองน่าจะปรับตัวลงต่อ แต่ในระยะกลางความเสี่ยงเรื่องราคาจะปรับลดลง สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในทองคำช่วงนี้เชื่อว่าในระยะกลางนักลงทุนควรทยอยลงทุนและถือไว้ในพอร์ตประมาณ 10-15% ส่วนการลงทุนในช่วงนี้น่าจะมีอยู่ในพอร์ตประมาณ 5%
       
       ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าในระยะข้างหน้าตลาดทองคำยังคงต้องเตรียมรับมือกับภาวะผันผวน เนื่องจากตัวแปร/เงื่อนไขที่จะเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดทองคำอาจจะไม่เกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่สอดคล้องกัน โดยอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและวิกฤตหนี้ยูโรโซน ตลอดจนภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศที่เป็นแกนนำของโลก ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ
       
       ดังนั้น แม้ตลาดน่าจะรับรู้ตัวแปรจากมาตรการ QE ของเฟดไปแล้วในระดับหนึ่ง แต่คงต้องประเมินสัญญาณความต่อเนื่องของการใช้ QE จากเฟด รวมถึงทิศทางที่ชัดเจนขึ้นของการเยียวยาปัญหาเศรษฐกิจ/เงินฝืดในญี่ปุ่น และปัญหาหนี้ในยูโรโซนประกอบด้วย เพราะต้องยอมรับว่าปัจจัยเหล่านี้ย่อมจะย้อนกลับมามีผลในการกำหนดทิศทางเงินดอลลาร์ และราคาทองคำในช่วงนับจากนี้เช่นกัน
       
       โดยนอกจากจะต้องจับตาทิศทางการซื้อ-ขายในระยะสั้นแล้ว การประเมินสถานการณ์ตลาดทองคำยังอาจต้องจับสัญญาณปัจจัยพื้นฐาน เช่น สถานการณ์วิกฤตหนี้ยูโรโซน ความเสี่ยงเงินเฟ้อ และผลตอบแทนของสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ โดยเปรียบเทียบกับทองคำประกอบด้วย

April 22, 2013

ผ่าขุมทรัพย์"ทองคำแสนตัน"ทั่วโลก


21 เมษายน 2556 
เปิดข้อมูลประเมินปริมาณทองคำทั่วโลก ที่เชื่อกันว่าที่คาดว่าน่าจะมีปริมาณเกิน 1.5 แสนตัน ทว่าแนวโน้มกลับจะถูกใช้หมดไปในการผลิตสินค้า
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งดิ่งทุบสถิติต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นผลมาจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ต่ำกว่าที่คาด และจากความกังวลข่าวธนาคารกลางหลายประเทศในยุโรปเตรียมนำทองคำสำรองออกมาขายเพื่อระดมทุนใช้หนี้สาธารณะ
แม้ว่าเหตุการณ์ “แปลกประหลาด” ครั้งนี้จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ทว่าตลาดทองคำก็ยังคงถือเป็นแหล่งทำเงินที่นักลงทุนเชื่อมั่นสูง เนื่องจากในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ทองคำมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ และ “มีปริมาณจำกัด” ทั้งที่ถูกขุดขึ้นแล้วและยังอยู่ใต้โลก
วอร์เรน บัพเฟตต์ หนึ่งในนักลงทุนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกชาวอเมริกันเคยกล่าวไว้ว่า ปริมาณทองคำทั้งหมดที่ถูกขุดขึ้นมาในโลกนั้น มีจำนวนเพียงพอที่จะนำมาสร้างเป็นแท่งสี่เหลี่ยมที่มีขนาดด้านใหญ่ถึงละ 20 เมตรเลยทีเดียว ทว่าไม่มีใครรู้ว่าเป็นจริงหรือไม่ และจะใช้วิธีอะไรในการพิสูจน์
บีบีซี ระบุว่า หนึ่งในค่าประมาณการที่เหล่านักลงทุนมักใช้กันในปัจจุบันนั้น เป็นการประเมินโดย ทอมสัน รอยเตอร์ จีเอฟเอ็มเอส บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยแร่ทองคำ เงิน และแพลทินัม ซึ่งพบว่ามีปริมาณทองคำรวมกันทั้งหมดในโลกกว่า 171,300 ตัน โดยหากนำมาผลิตรวมกันเป็นแท่งขนาดใหญ่ จะมีขนาดความกว้างยาวและสูงกว่า 20.7 เมตร ใกล้เคียงกับขนาดที่ บัฟเฟตต์ ประมาณการเอาไว้
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป เนื่องจากตัวเลขประมาณการในปัจจุบันนั้นยังคงมีความแตกต่างกันมาก โดยมีตั้งแต่ปริมาณ 155,244 ตัน ซึ่งน้อยกว่าตัวเลขของจีเอฟเอ็มเอสเล็กน้อย จนถึง 2.5 ล้านตัน ซึ่งมากกว่า 16 เท่า และหากนำมาอัดเป็นแท่งเดียวกัน ก็จะเต็มความจุของสนามหลักของวิมเบิลดันและมีความสูงถึง 143 เมตรเลยทีเดียว
จากคำกล่าวอ้างของ ทิโมธี กรีน นักประวัติศาสตร์ทองคำนั้น ระบุว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การคาดคะเนปริมาณทองคำในโลกมีความคลาดเคลื่อนสูง เนื่องจากทองคำนั้นถูกขุดขึ้นมาเป็นเวลานานกว่า 6,000 ปีแล้ว โดยเหรียญทองคำแรกของโลกถูกผลิตขึ้นมาในช่วง 550 ปีก่อนคริสตกาล โดย โครเอซุส กษัตริย์แห่งอาณาจักรลิเดีย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบัน และได้รับการยอมรับในฐานะสื่อกลางการแลกเปลี่ยนในภูมิภาคนั้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีการถกเถียงกันด้วยว่า เทคโนโลยีในการขุดทองสมัยโบราณมีศักยภาพในการผลิตมากเพียงใด โดยจีเอฟเอ็มเอสเชื่อว่ามีทองคำปริมาณกว่า 12,780 ตัน ถูกขุดขึ้นมาก่อนปี 1492 ซึ่งเป็นปีที่โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา
ทว่า เจมส์ เทิร์ค ผู้ก่อตั้งบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำ โกลด์ มันนี เชื่อว่าเป็นการประเมินที่สูงเกินไป เนื่องจากเทคนิคการขุดทองสมัยโบราณนั้นไม่ได้มีประสิทธิภาพเหมือนปัจจุบัน ปริมาณที่แท้จริงจึงน่าจะอยู่ที่ 297 ตันมากกว่า
นอกจากนี้ เทิร์ค ยังประเมินว่า ปัจจุบันทองคำทั่วโลกที่ถูกขุดขึ้นมาแล้วมีปริมาณรวมกันเพียง 155,244 ตัน ซึ่งน้อยกว่าที่จีเอฟเอ็มเอสประเมินไว้ 16,056 ตัน และแม้ว่าจะมีนักลงทุนบางกลุ่มที่ยอมรับการประเมินนี้ แต่นักวิเคราะห์ทองบางคนก็ยังมองว่า เมื่อเทียบกับตัวเลขที่มาจากสถาบันที่น่าเชื่อถือกว่าอย่างจีเอฟเอ็มเอสแล้ว การประเมินนี้เป็นเพียงความเชื่อของ “ลัทธิ” ที่พยายามต่อกรกับความเชื่อของแนวทางสายหลักเท่านั้น
“เพียงแค่ในสุสานตุตันคาเมนแห่งเดียว ก็มีโลงศพที่ถูกสร้างขึ้นจากทองคำปริมาณกว่า 1.5 ตันแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจหากจะพบว่ามีทองคำอีกมหาศาลทั้งที่ถูกปล้นไปและคงเหลืออยู่ในสุสานโบราณหลายแห่งที่มีปริมาณมากกว่าการประเมินนี้มหาศาล” ยาน สกอยเลส จากบริษัทลงทุนด้านทองคำ เรียล แอสเซท กล่าว
แม้จะยังไม่มีวิธีการหาตัวเลขปริมาณทองคำทั้งหมดในโลกอย่างแน่ชัด แต่สถาบันโกลด์ สแตนดาร์ด ก็พยายามใช้สูตรคณิตศาสตร์คำนวณหาปริมาณทองคำที่ถูกขุดขึ้นมาแล้ว โดยได้บทสรุปว่า หากนำทองคำออกมาจากตู้เซฟทั่วโลกแล้ว จะมีทองคำไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านตัน แต่ก็ยังเป็นการคาดคะเนที่สูงเอาการและยังขาดหลักฐานที่เพียงพอ
ไม่ว่าบทสรุปของปริมาณทองคำทั่วโลกจะมีเท่าไร แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องน่ากังวลใจคือ ทองคำมีแนวโน้มที่จะถูกใช้จนหมดไปจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ทองคำในการผลิตสินค้าต่างๆ ไม่เหมือนในอดีตที่ทองคำจะถูกนำไปรีไซเคิลเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ
จากเดิมที่มีการนำทองคำกลับมาใช้ผลิตสินค้าใหม่ได้เรื่อยๆ เนื่องจากถูกผลิตขึ้นเป็นชิ้นใหญ่ ทว่าปัจจุบันมีแนวโน้มที่ทองคำจะถูกใช้เป็นขนาดที่เล็กลงมาก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จึงอาจจะทำให้มีการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ลำบาก โดยจากการสำรวจทางธรณีวิทยาของอังกฤษพบว่า กว่า 12% ของทองคำที่ใช้อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ และถูกใช้ในปริมาณที่น้อยมากในการผลิตสินค้าแต่ละชิ้น
หากไม่มีการนำมารีไซเคิลผลิตซ้ำ มูลค่าของทองคำก็อาจเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ได้อีกครั้งในอนาคตอีกไม่นานนี้

April 21, 2013

นักลงทุนแห่ขายกองทุนทองสหรัฐหนักสุดเป็นประวัติการณ์

นักลงทุนแห่ขายกองทุนทองสหรัฐหนักสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์ล่าสุด

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20เมษายน 2556

บริษัทลิปเปอร์ในเครือธอมสัน รอยเตอร์รายงานว่า นักลงทุนในกองทุนที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ ถอนเงินลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์ราว 2.7 พันล้านดอลลาร์ ออกจากกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์และโลหะมีค่าในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 เม.ย. ขณะที่กองทุนหุ้นญี่ปุ่นดึงดูดเงินลงทุนได้สูงเป็นประวัติการณ์ ราว1.67 พันล้านดอลลาร์
                 ทั้งนี้ ลิปเปอร์จัดทำรายงานรายสัปดาห์โดยรวบรวมข้อมูลมาจากกองทุน  ETF และกองทุนรวมที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ โดยตัวเลขของ ETF มักสะท้อนพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน ในขณะที่ตัวเลขของกองทุนรวมมักสะท้อนพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนรายย่อย                  กระแสเงินไหลออกจากกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์และโลหะมีค่าในสัปดาห์ล่าสุดนี้ ถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการรายงานตัวเลขนี้ในเดือนพ.ค.  2011 เป็นต้นมา โดยกองทุนกลุ่มนี้มักจะลงทุนในทอง                 ราคาทองแท่งดิ่งลงเกือบ 9 % ในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยมีราคารูดลงกว่า 125 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นการทรุดตัวลงครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์                 ความอ่อนแอของราคาทองและสินค้าโภคภัณฑ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก                 นายดั๊ก แคส ผู้ก่อตั้งซีบรีซ พาร์ทเนอร์ส แมเนจเมนท์ อิงค์ ซึ่งเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของราคาทองและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆบ่งชี้ว่า "การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลงสู่ระดับที่ส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ในทางบวกต่อผลกำไรภาคเอกขน"                 นักลงทุนนำเงิน 1.68 พันล้านดอลลาร์เข้ามาลงทุนในกองทุน ETF ที่ถือครองหุ้นญี่ปุ่นในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 เม.ย. แต่กองทุนรวมหุ้นญี่ปุ่นมีกระแสเงินไหลออกเล็กน้อย ดังนั้นยอดเงินไหลเข้าสุทธิสำหรับกองทุนหุ้นญี่ปุ่นจึงอยู่ที่ 1.67 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำตัวเลขนี้ในปี 1992 เป็นต้นมา                 กระแสเงินจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่กองทุน ETF หุ้นญี่ปุ่น หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ในวันที่ 4 เม.ย. ซึ่งเป็นมาตรการอัดฉีดเงิน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ เข้าสู่เศรษฐกิจญี่ปุ่นภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี โดยผ่านทางการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) เป็นส่วนใหญ่                 นายแมทธิว เลมิเยอซ์ นักวิเคราะห์ของลิปเปอร์ กล่าวว่า "เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐที่อยู่ในภาวะอ่อนแอ การลงทุนในตลาดญี่ปุ่นก็ดูเหมือนจะเป็นการลงทุนที่ดี"                 เงินจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF หุ้นญี่ปุ่นมีส่วนช่วยหนุนกระแส เงินไหลเข้าสำหรับกองทุนหุ้นโดยรวมในสัปดาห์ล่าสุด โดยกองทุนรวมหุ้นและกองทุน ETF หุ้นมีกระแสเงินไหลเข้าสุทธิ 2.7 พันล้านดอลลาร์ โดยพุ่งขึ้นจากระดับ 1.4 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 เม.ย.                 กองทุน ETF ที่ถือครองหุ้นต่างชาติมีเงินไหลเข้า 1.46 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ล่าสุด ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนม.ค.เป็นต้นมา และเป็นกระแสเงินไหลเข้าสุทธิครั้งแรก หลังจากมีเงินไหลออกมานานติดต่อกัน 4 สัปดาห์                 อย่างไรก็ดี กองทุนหุ้นสหรัฐมีกระแสเงินไหลเข้าลดลงเล็กน้อย โดยอยู่ที่ระดับเพียง 517 ล้านดอลลาร์ โดยกองทุนรวมหุ้นสหรัฐมีกระแสเงินไหลเข้าเพียง 421.3 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ล่าสุด ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. ส่วนกองทุน ETF หุ้นสหรัฐมีเงินไหลเข้าเพียง 95.7 ล้านดอลลาร์                 อย่างไรก็ดี กระแสเงินไหลเข้าสำหรับกองทุนหุ้นสหรัฐที่ 517 ล้าน ดอลลาร์นี้ ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ และสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า กระแสเงินไหลเข้าปรับตัวลงไม่มากนัก ถึงแม้ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงในช่วง สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 เม.ย.                 ตลาดหุ้นสหรัฐทรุดตัวลงในวันที่ 15 เม.ย.ในอัตราที่รุนแรงที่สุด นับตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. 2012 โดยทั้งดัชนี S&P 500, ดัชนีเฉลี่ย อุตสาหกรรมดาวโจนส์ และดัชนี NASDAQ ต่างก็ได้รับแรงกดดันจาก การรูดลงของราคาทอง และจากตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอ                 ราคาทองเริ่มร่วงลง หลังจากไซปรัสถูกบังคับให้ขายทองคำสำรองออกมา เพื่อหาเงินมาใช้ตามเงื่อนไขในมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศวงเงิน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์                 ราคาทองได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากสัญญาณบ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใกล้ที่จะตัดสินใจชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและได้รับแรงกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอเกินคาดด้วย                 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอยู่ที่ 7.7 % ในไตรมาส 1/ 2013 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน โดยชะลอตัวลงจากอัตราการเติบโตที่ 7.9 % ในไตรมาส 4/2012                 บริษัทมอร์นิงสตาร์รายงานว่า พอร์ทลงทุนในโลหะมีค่าในสหรัฐ ซึ่งครอบคลุมการลงทุนในทองและหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทอง มีขนาดลดลงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีขนาดลดลงเฉลี่ย 9.9 % ในช่วง 5 ปี                 กองทุนไมดาส และกองทุน ProFunds Precious Metals UltraSector ต่างก็มีขนาดลดลงกว่า 20 % ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา                 ตลาดหุ้นสหรัฐได้รับแรงกดดันในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 เม.ย. จากตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคและยอดค้าปลีกที่น่าผิดหวัง และจากการดิ่งลงของหุ้นกลุ่มการเงิน โดยดัชนี S&P 500 ของตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลง 2.25 % ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์รูดลง 1.24 % ในช่วงสัปดาห์ดังกล่าว                 ถึงแม้ความต้องการลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐอยู่ในระดับต่ำแต่นักลงทุนก็ทุ่มเงิน 4.27 พันล้านดอลลาร์เข้าสู่กองทุนรวมและกองทุน ETF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ต้องเสียภาษี ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 สัปดาห์                 กองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดึงดูดเงินลงทุนได้ 987.7ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ล่าสุด ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2012 โดยกองทุน ETF ที่มีชื่อว่า iShares Barclays Short Treasury Bond Fund ดึงดูดเงินลงทุนได้ 628.2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดากองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ                 ในส่วนของกองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐนั้น กองทุน GMO US Treasury Fund ดึงดูดเงินลงทุนได้มากที่สุด โดยมีเงินไหลเข้า 297.2 ล้านดอลลาร์ ส่วนอันดับสองเป็นของกองทุน DoubleLine        Total Return Bond Fun ซึ่งมีเงินไหลเข้า 93.8 ล้านดอลลาร์                 กองทุนหุ้นกู้เกรดน่าลงทุนมีเงินไหลเข้า 1.27 พันล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์ล่าสุด ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีนี้ ส่วนกองทุนจังค์บอนด์ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงสูง ดึงดูดเงินลงทุนได้ 241.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.                 กองทุนตลาดเงินมีเงินไหลออก 2.59 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ ล่าสุด ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2011 ขณะที่กองทุนตลาดเงินเป็นกองทุนที่ลงทุนในหลักทรัพย์ระยะสั้น และถือเป็นกองทุนความเสี่ยงต่ำ                  การดิ่งลงอย่างรุนแรงของราคาทองในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา  อาจถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความอ่อนแอของภาวะเศรษฐกิจโลก                  นักลงทุนชั้นนำบางรายกล่าวว่า การดิ่งลงของราคาทอง, น้ำมัน และโลหะในช่วงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางประเทศอื่นๆ ในการสร้างอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง ถึงแม้ธนาคารกลางกลุ่มนี้อัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบการเงินโลกก็ตาม                 ราคาทองดิ่งลงในวันจันทร์ในระดับที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์หากวัดในรูปของดอลลาร์ และผลกำไรขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ที่นักลงทุนเคยได้รับจากการลงทุนในทองก็หายไปภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน  ขณะที่นักวิเคราะห์กล่าวว่า การดิ่งลงของราคาทองในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ราคาสินทรัพย์ประเภทอื่นๆอาจจะปรับตัวลงในอนาคต และสิ่งนี้อาจจะเริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อตลาดหุ้นดิ่งลงอย่างรุนแรงในบางวันในสัปดาห์นี้                 นักวิเคราะห์บางรายกล่าวว่า การดิ่งลงของราคาทองในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า อาจเกิดเหตุรุนแรงทางเศรษฐกิจและตลาดในวงกว้างในช่วงต่อมา ซึ่งเหมือนกับเหตุการณ์การล้มละลายของลอง-เทิร์ม แคปิตัล แมเนจ เมนท์ ซึ่งเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชื่อดังในปี 1998 และวิกฤติการเงินในอีกสิบปีต่อมา โดยราคาทองเคยทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงก่อนเกิดเหตุร้ายแรง   2 เหตุการณ์นี้                 นายโมฮัมเหม็ด เอล-อีเรียน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุน  พิมโค ซึ่งบริหารสินทรัพย์ 2 ล้านล้านดอลลาร์ กล่าวว่า ความอ่อนแอของราคาทองและสินค้าโภคภัณฑ์ "เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความกังวลต่อการเติบโต ของเศรษฐกิจโลก" และกล่าวเสริมว่า "ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมานานระยะหนึ่งแล้ว และกำลังส่งสัญญาณ ที่รุนแรงยิ่งขึ้นในขณะนี้"                 หลังจากนักลงทุนเทขายทองในช่วงต้นสัปดาห์นี้ เมื่อวานนี้พวกเขา ก็ได้เทขายพันธบัตรสหรัฐที่ได้รับการคุ้มครองจากภาวะเงินเฟ้อ (TIPS) หลังจากการประมูลพันธบัตรสหรัฐได้รับการตอบรับอย่างอ่อนแอ โดย TIPS เป็นตราสารหนี้ที่ใช้คุ้มครองนักลงทุนจากการพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่สดใส                 การพุ่งขึ้นของราคาทองในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ได้แรงหนุนบางส่วนจากการเก็งกำไรในเม็ดเงินจำนวนมากที่เกิดจากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งก่อนหน้านี้นักลงทุนเคยคาดการณ์กันว่า มาตรการปล่อยสินเชื่อจำนวนมากอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ดี การดิ่งลงในระยะนี้ ของราคาทอง, น้ำมัน และทองแดงบ่งชี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะไม่เกิดขึ้น                 ราคาน้ำมันและทองแดงถือเป็นราคาสินทรัพย์ที่มีความผูกพันเป็นอย่างมากกับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก                 นักลงทุนจำนวนมากได้เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในฐานะสินทรัพย์ ปลอดภัยในระยะนี้ และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐร่วงลงใกล้จุดต่ำสุดรอบ 4 เดือน โดยสิ่งนี้ถือเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจ โลกมีแนวโน้มไม่มั่นคง เพราะนักลงทุนมักจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอหรือไร้เสถียรภาพ                 กองทุน PIMCO Total Return Fund ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับพันธบัตร สหรัฐขึ้นสู่ 33 % ในเดือนมี.ค. จาก 28 % ในเดือนก.พ. โดย กองทุนแห่งนี้ถือครองสินทรัพย์ 2.89 แสนล้านดอลลาร์ และอยู่ภายใต้ การบริหารของนายบิล กรอส                  นายกรอสระบุทางทวิตเตอร์ในวันพุธว่า "ราคาทองเริ่มเข้าสู่ช่วง ของการเทขายในตลาดแล้ว และคุณควรเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ"                 นักวิเคราะห์บางรายกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่มีนักวิเคราะห์เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่คาดการณ์เช่นนี้                  นายโคมาล ศรี-กุมาร ประธานบริษัทศรี-กุมาร โกลบอล สเตรเทจีส์ กล่าวว่า "เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ไม่สำคัญ เพราะส่งผลกระทบในระดับพื้นฐาน"                 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกอาจเติบโต 3.3 % ในปีนี้ โดยปรับลดลงจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 3.5 % ส่วนอัตราการเติบโตในปี 2012 อยู่ที่ 3.2 %                 เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บางรายกังวลกับการชะลอตัวทาง เศรษฐกิจและการร่วงลงของอัตราเงินเฟ้อ โดยนายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่า "ถ้าหากอัตราเงินเฟ้อยังคงร่วงลงต่อไป ผมก็จะเต็มใจปรับเพิ่มจังหวะความเร็ว" ในการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ                 นายศรี-กุมารกล่าวว่า สัญญาณต่างๆกำลังบ่งชี้ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอาจร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง และเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยภายในปี 2014                 เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เฟด, ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลาง แห่งอื่นๆได้ประกาศใช้ในช่วงที่ผ่านมา และเนื่องจากรัฐบาลหลายประเทศประสบภาวะขาดแคลนเงินสด ธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้จึงต้องรับภาระใหญ่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้ขยายตัวอีกครั้งหลังผ่านพ้นวิกฤติ การเงิน โดยเฟดใช้วิธีเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและหลักทรัพย์ที่ได้รับ การค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) จำนวนมาก                 อย่างไรก็ดี ถ้าหากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้เริ่มส่งผลบวก น้อยลงเรื่อ่ยๆ สิ่งนี้ก็จะสร้างความกังวลเป็นอย่างมากต่อนักลงทุนในสินทรัพย์ เสี่ยง                 การดิ่งลงของราคาทองในช่วงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่บ่งชี้ว่า อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง โดยในวันอังคารที่ผ่านมา  กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 %  ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.  2012                 แบงก์ ออฟ อเมริกา-เมอร์ริล ลินช์ประกาศเตือนเมื่อเร็วๆนี้ว่าราคาทองอาจร่วงลงสู่ 1,200 ดอลลาร์/ออนซ์ก่อนจะเข้าสู่เสถียรภาพ โดยได้รับแรงกดดันจาก "ความกังวลเรื่องการร่วงลงของอัตราเงินเฟ้อ  และข่าวที่ว่าธนาคารกลางบางประเทศอาจจะขายทองออกมา" โดยราคาทองอยู่ที่ระดับ 1,392 ดอลลาร์/ออนซ์ในช่วงท้ายวานนี้                 การดิ่งลงของราคาทองและตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอในระยะนี้ ส่งผลให้นักลงทุนปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะยาวลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายฤดูร้อนปี 2012                 ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่าง TIPS ประเภทอายุ 10 ปี และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแบบปกติประเภท 10 ปี อยู่ที่ 2.27 % เมื่อวานนี้ ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. 2012 หรือก่อนที่ เฟดจะประกาศมาตรผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (QE3)                 ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนนี้เป็นมาตรวัดการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของนักลงทุน และถือเป็นอัตรา "คุ้มทุน" เมื่อเทียบกับภาวะเงินเฟ้อในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยส่วนต่างอัตราผลตอบแทนนี้เคยอยู่ที่ระดับสูงถึง 2.61 %  ในช่วงปลายเดือนม.ค.                 ทางด้านราคาสัญญาล่วงหน้า 3 เดือนของทองแดงดิ่งลงแล้ว 12 %  จากช่วงต้นปีนี้ และร่วงผ่านระดับ 7,000 ดอลลาร์/ตันลงไปในตลาดโลหะลอนดอนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2011                  ทองแดงเป็นโลหะสำคัญที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างบ้านโดยใช้ทั้งในรถยนต์และท่อประปา ดังนั้นราคาทองแดงจึงถือเป็นมาตรวัดที่ดีสำหรับระดับอุปสงค์                 อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่า ราคาสินทรัพย์ซึ่งเคยประสบกับภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงในทศวรรษที่แล้ว ยังไม่ได้ปรับลดลงอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการดิ่งลงของราคาทองและโลหะอื่นๆในช่วงนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลมากนัก                 นายริชาร์ด เบิร์นสไตน์ ซึ่งเป็นนักยุทธศาสตร์การลงทุนกล่าวว่า "เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในขณะนี้อยู่ในช่วงขาลงของภาวะฟองสบู่ด้านสินเชื่อทั่วโลก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลที่จะคาดหวังให้อัตราเงินเฟ้ออยู่สูงผิดปกติ"                  นักวิเคราะห์บางรายกล่าวว่า ราคาทองควรจะปรับฐานลงอยู่แล้วในช่วงนี้ โดยราคาทองปรับตัวขึ้นนานติดต่อกัน 12 ปีแล้ว และพุ่งขึ้นมาแล้ว 52 % ในช่วง 3 ปีหลัง                  ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนก็ปรับลดการลงทุนในทอง               กองทุนสหรัฐที่ลงทุนในโลหะมีค่ามีกระแสเงินลงทุนไหลออก 2.7 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ โดยตัวเลขนี้รวมถึงกระแสเงิน 2.2 พันล้านดอลลาร์ ที่ไหลออกจากกองทุน SPDRs Gold Shares ETF ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกองทุน ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก                 กองทุนแห่งนี้มีสินทรัพย์วงเงิน 5.08 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่สินทรัพย์ของกองทุนนี้ลดลงราว 1 ใน 3 นับตั้งแต่เดือนต.ค. 2012                 ราคาทองพุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 5 % จากจุดต่ำสุดรอบ 2 ปีที่ 1,321 ดอลลาร์/ออนซ์ที่ทำไว้ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ และสิ่งนี้ส่งผลให้นักลงทุนบางรายมองว่า การดิ่งลงในครั้งนี้อาจเป็นเพียงการปรับฐาน                 อย่างไรก็ดี นักลงทุนหลายรายยังคงกังวลว่า ราคาทองอาจจะดิ่งลงครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยโบรกเกอร์รายหนี่งกล่าวว่า "ถ้าหากราคาทองร่วงลงแบบนี้อีกครั้ง ตลาดหุ้นก็จะดิ่งลงตามไปด้วย และ เมื่อนั้นเราจะเผชิญกับปัญหาที่แท้จริง        (ข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์)               T.Thammsak

April 09, 2013

ห้องสมุดที่รับบริจาคหนังสือ (ต่างจังหวัด)


ห้องสมุดที่รับบริจาคหนังสือ



รับบริจาคหนังสือธรรมะ,สื่อธรรมะทุกชนิด
จากสาธุชนผู้ใจบุญทุกๆๆท่าน ร่วมบริจาคได้ตามศรัทธา

กรุณาจัดส่งมาที่
พระธนนท์ ธฺมมสาโร
สำนักสงฆ์หน้าเขื่อน ม.๒ (บ้านโกรกน้ำขาว)
ต.โคกเพชรพัฒนา อ.บำเหน็จณรงค์ 
จ.ชัยภูมิ ๓๖๑๖๐



โรงเรียนชุมชนบ้านผำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 9 บ้านผำ ตำบลเมืองสรวง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด รหัสไปรษณีย์ 45220 โทรศัพท์ 043-597321(ในเวลาราชการ) หรือ 043-597205(นอกเวลาราชการ)

สิ่งของเครื่องใช้นักเรียนก็ยินดีรับบริจาคครับ เช่นเสื้อผ้า กระเป๋า ตุ๊กตา นาฬิกา ของใช้วัยรุ่น ที่ท่านคิดว่าไม่ใช้แล้ว ไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน บริจาคทำบุญครับ
จึงขอความอนุเคราะห์ ขอบริจาคหนังสือส่งเสริมการอ่านหรือสิ่งของเครื่องของเครื่องใช้ให้กับทางโรงเรียนด้วยครับ โดยส่งทางพัสดุไปรษณีย์ตามที่อยู่ข้างบน หรือจะฝากส่งโดยบริษัทขนส่งเอกชนที่มีรถบรรทุกสิบล้อขนส่งถึงโรงเรียนคือห้างหุ้นส่วนจำกัด สายสงวนขนส่ง สำนักงานใน กทม. คือ เลขที่ 82/50 ถนนพุทธมลฑลสาย 2 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม.โทร 02-8874698-9 แฟกซ์02-8874699
ขอขอบพระคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูง
นายอภิวัฒน์ เดชอุดมวรกุล
ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านผำ
addetvor@gmail.com


โรงเรียนบ้านพิลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 บ้านพิลา ตำบลขี้เหล็กอำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด รหัสไปรษณีย์ 45190 โทรศัพท์ 043-500179(ในเวลาราชการ) หรือ 043-531184(นอกเวลาราชการ)


สิ่งของเครื่องใช้นักเรียนก็ยินดีรับบริจาคครับ เช่นเสื้อผ้า กระเป๋า ตุ๊กตา นาฬิกา ของใช้ที่ท่านคิดว่าไม่ใช้แล้ว ไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน บริจาคทำบุญครับ
จึงขอความอนุเคราะห์ ขอบริจาคหนังสือส่งเสริมการอ่านหรือสิ่งของเครื่องของเครื่องใช้ให้กับทางโรงเรียนด้วยครับ โดยส่งทางพัสดุไปรษณีย์ตามที่อยู่ข้างบน เก็บเงินปลายทาง
ขอขอบพระคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูง
นายจำนงค์ สุดประโคน
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพิลา
โทร.08-1749-8492
panom02@gmail.com



ห้องสมุดโรงเรียนทุ่งหลวงพลับพลาไชย 235 หมู่ 13 บ้านตาหยวก

ตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 45130

โทร. 043-611258

ครูบรรณารักษ์ ครูเตือน สร้อยจิต

ครูผู้ประสาน ครูมานิส สลางสิงห์

และอีกโรงเรียนครับ โรงเรียนประถมเดิม ที่อยู่

โรงเรียนบ้านตาหยวก(ประชาสงเคราะห์)

บ้านตาหยวก ต. ทุ่งหลวง อ. สุวรรณภูมิ จ. ร้อยเอ็ด 45130

ครูผู้ประสานงาน ครูมิญช์มนัส



เจริญพรผู้เห็นประโยชน์ในการบริจาคหนังสือ

อาตมาภาพขอบริจาคหนังสือทุกชนิดเข้าห้องสมุดที่วัด เพื่อประโยชน์ของทุกคนที่มาใช้ 
อาตมาจะขอไปรับเองตามเหตุปัจจัย ถวายหนังสือเป็นผ้าป่าหนังสือ
ให้วัดป่าบ้านผือ ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์
ติดต่ออาตมาภาพได้ทุกวันที่เบอร์ 089-5814101 
พระเกรียงศักดิ์ อินทโชโต วัดป่าบ้านผือ รัตนบุรี สุรินทร์
หรือที่เฟสบุคชือ พระเกรียงศักดิ์ อินทโชโต ได้เหมือนกัน



วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการวังไกลกังวล ต.หนองจันทร์ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 76120


โรงเรียนบ้านห้วยทราย ตำบลชุมพร อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด
082-2294019 อาจารย์นวลจันทร์ (คุณครูบรรณารักษ์ห้องสมุด)


โรงเรียนบันนังสตาอินทรฉัตรมิตรภาพที่ 200 ที่่ระลึก ส.ร.อ ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีนักเรียนทั้งหมด 902 คน มีห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์แต่ยังขาดอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลองพื้นฐาน สื่อเทคโนโลยีที่ใช้ในการค้นคว้าหาความรู้ และหนังสื่ออ่านเสริมวิทยาศาสตร์รวมถึงของสอบต่าง ๆ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ให้ความอนุเคราะห์มา ณ โอกาสนี้ด้วยคะ

ที่อยู่ โรงเรียนบันนังสตาอินทรฉัตรมิตรภาพที่ 200 ที่่ระลึก ส.ร.อ ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา 95130
โทรติดต่อ ครูรอซีดะห์ เจะและ 0862994354


โรงเรียนบ้านบางลาง ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีนักเรียนทั้งหมด 326 คน ยังไม่มีห้องปฎิบัติการวิทยาศาสตร์และยังขาดอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลองพื้นฐาน สื่อเทคโนโลยีที่ใช้ในการค้นคว้าหาความรู้ และหนังสื่ออ่านเสริมวิทยาศาสตร์รวมถึงข้อสอบต่าง ๆ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ให้ความอนุเคราะห์มา ณ โอกาสนี้ด้วยคะ

ที่อยู่ โรงเรียนบ้านบางลาง 89 ม.3 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา 95130
โทรติดต่อ ครูรุสนี ปูลา 085-6291981



โรงเรียนนิด้าศึกษาศาสตร์ ตำบลกำแพง อำเภอละงู จังหวัดสตูลเพิ่งก่อตั้งห้องสมุดขึ้น จึงยังขาดแคลนหนังสือสำหรับพัฒนาห้องสมุดในระดับชั้นอนุบาล-มัธยม จึงขออนุเคราะห์ขอรับบริจาคหนังสือทุกประเภทจากศูนย์
ครูบรรรารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนนิด้าศึกษาศาสตร์



โรงเรียนบ้านโนนคำแก้ว ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์
จังหวัดศรีสะเกษ 

นายสมศักดิ์ เบ็ญมาศ
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนคำแก้ว
โทร 081 – 9662932
โทร.083-6569013 0836512863



February 21, 2013

L’amour ne donne de rien qui ne vienne de lui


L’amour ne donne de rien qui ne vienne de lui
L’amour ne retire rien qui ne soit en lui
L’amour ne captive pas d’advantage qu’il n’est captivé
Car l’amour ne vit que dans l’amour
Khalie Gibran

ความรักจะไม่ให้อะไรคนที่ไม่รู้ค่าของความรัก
ความรักจะไม่หวนกลับคืนมาสำหรับคนที่ไม่เชื่อมั่นในความรัก
ความรักจะไม่หลอกล่อเอาประโยชน์จากผู้ที่ไม่หวังหากำไรจากความรัก
เพราะความรักหล่อเลี้ยงชีวิตของมันด้วยความรัก

จาก facebook

February 14, 2013

ขนมครก ขนมแห่งความรัก ขนมคนรักกัน



วาเลนไทน์อุดรฯ วัยรุ่นฮิตสั่ง"ขนมครก" มอบให้คนที่ตัวเองรัก แทนกุหลาบ ถือเคล็ด ขนมครก ย่อมาจาก "ค.ร.ก. คนรักกัน "มันคว่ำหน้าเข้าหากัน เป็นสัญลักษณ์ว่า "จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป" แถมราคาถูกกว่าดอกไม้มาก

======ตำนาน "ขนมครก"=======

ไอ้กะทิ หนุ่มน้อยแห่งดงมะพร้าวเตี้ย แอบมีความรักกับ หนูแป้ง สาวสวยประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของผู้ใหญ่บ้าน ทั้งคู่เจอกันวันลอยกระทง และสัญญากันต่อหน้าพระจันทร์ ไม่ว่าข้างหน้าแม้จะมีอุปสรรคขวางกั้นเพียงใด ทั้งคู่ก็จะขอยึดมั่นความรักแท้ที่มีต่อกันชั่วฟ้าดินสลาย

ไอ้กะทิ ก้มหน้าก้มตาเก็บหอมรอมริบหาเงินเพื่อมาสู่ขอลูกสาวจากผู้ใหญ่บ้าน แต่กลับถูกปฏิเสธแถมยังโดนผู้ใหญ่ส่งชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือมาลอบทำร้าย แต่ไอ้กะทิก็ไม่ว่ากระไร มันพาร่างอันสะบักสะบอมกลับไปบ้าน นอนหยอดน้ำข้าวต้มซะหลายวัน แต่ใจยังตั้งมั่นว่า วันหน้าจะมาสู่ขอหนูแป้งใหม่จนกว่าผู้ใหญ่จะใจอ่อน

แต่แล้วความฝันของไอ้กะทิ ก็พังพินาศเมื่อผู้ใหญ่ยก หนูแป้ง ลูกสาวคนสวยให้แต่งงานกับปลัดหนุ่มจากบางกอก ไอ้กะทิ รู้ข่าวจึงรีบกระเสือกกระสนหมายจะมายับยั้งการแต่งงานครั้งนี้ ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็วางแผนป้องกันไว้แล้ว โดยขุดหลุมพรางดักรอไว้ แต่แม่แป้งแอบได้ยินแผนร้ายเสียก่อน จึงลอบหนีออกมาหมายจะห้ามหนุ่มคนรักไม่ให้ตกหลุมพราง

คืนนั้นเป็นคืนเดือนแรม หนูแป้งวิ่งฝ่าความมืดออกมาเพื่อดักหน้าไอ้กะทิ ไอ้กะทิเห็นหนูแป้งวิ่งมาก็ดีใจทั้งคู่รีบวิ่งเข้าหากัน ฉับพลัน!!...ร่างของหนูแป้งก็ร่วงหล่นลงไปในหลุมพรางของผู้ใหญ่ฯผู้เป็นพ่อ ต่อหน้าต่อตาไอ้กะทิ อารามตกใจนายกะทิก็รีบกระโดดตามลงไปเพื่อช่วยเหลือหนูแป้ง อารามดีใจสมุนชายฉกรรจ์ของผู้ใหญ่บ้านซึ่งแอบซุ่มอยู่ ก็รีบเข้ามาโกยดินฝังกลบหลุมที่ทั้งคู่หล่นลงไป เพราะคิดว่าในหลุมมีเพียงไอ้กะทิผู้เดียว ...

รุ่งเช้าผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ขุดหลุมเพื่อดูผลงาน แทบไม่เชื่อสายตาเบื้องล่างปรากฏร่างของ ไอ้กะทิตระกองกอดทับร่างหนูแป้งลูกสาวของตน ทั้งสองนอนตายคู่กันอย่างมีความสุข เมื่อรอยยิ้มถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตา ผู้ใหญ่บ้านรำพึงต่อหน้า..พของลูกสาวว่า ...

"พ่อไม่น่าคิดทำลายความรักของลูกเลย"

ตั้งแต่นั้นมาอนุสรณ์แห่งความรักที่กระทำสืบทอดกันมาจนเป็นประเพณี ทุกแรม ๖ ค่ำ เดือน ๖ ชาวบ้านที่ศรัทธาในความรักของไอ้กะทิ กับ แม่แป้ง ก็จะตื่นตั้งแต่เช้ามืด เข้าครัวเพื่อทำขนมที่หอมหวานปรุงจากแป้ง และกะทิ บรรจงหยอดลงหลุม พอสุกได้ที่ก็แคะจากหลุม แล้วนำมาวางคว่ำหน้าซ้อนกันเป็นสัญลักษณ์ว่า "จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป"

ขนมนี้จึงถูกเรียกขานกันในนาม "ขนมแห่งความรัก" หรือ ขนม คน-รัก-กัน ต่อมาถูกเรียกย่อ ๆ ว่า 'ขนม ค-ร-ก' นั่นเอง


ขอบคุณเรื่องจาก Facebook

EXPO 2020 AYUTTHAYA THAILAND [HD]

February 09, 2013

มหากรุณาธารณีสูตร คาราโอเกะ เสียงเด็ก (7จบ)

เพลงเชิดสิงโต ตรุษจีน

วันตรุษจีน

รูปภาพ : ข้อห้ามในวันตรุษจีน..
ประวัติวันตรุษจีน

วันตรุษจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนนั้น เป็นวันที่ 1 เดือน 1 ของจีนตามวันทาง จันท-คติ ถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ของปี และเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจีนจะแบ่งเวลา 1 ปี เป็น 4 ฤดูคือ ชุง แห่ ชิว ตัง

วันตรุษจีนจะเป็นวันแรกของฤดูชุง หรือฤดูใบไม้ผลิ ตรงกับเดือนที่ 1,2,3 ของปีเป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุด คือ ไม่ร้อน ไม่หนาว และไม่มีฝน วันตรุษจีนจึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ” วันชุงเจ๋” เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศเกษตรกรรมมาแต่ โบราณ เมื่อหมดหน้าหนาวที่ทำการเพาะปลูกไม่ได้ มาเข้าฤดูใบไม้ผลิที่อากาศดี จะได้เริ่มต้นทำนา ทำสวน

จึงมีการบวงสรวงต่อเทพยดา เซ่นไหว้บรรพบุรุษ อธิษฐานให้ได้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ให้กิจการงานก้าวหน้า ตรงนี้น่าจะเป็นที่มาของตำนานการไหว้เจ้าในวันตรุษจีน ที่เรียกว่า “ง่วงตั้งโจ่ย”

แต่เนื่องจากธรรมเนียม การไหว้วันตรุษจีนจะต่อเนื่องกันมาจากวันไหว้สิ้นปี และมีธรรมเนียม การทำความสะอาดบ้านก่อนหน้าอีกด้วย จึงขออธิบายเป็นเรื่องสืบเนื่องต่อกันว่า การดูวันทางจีนจะเป็นแบบจันทรคติ บางเดือนมี 29 วัน เรียกว่าเดือนสั้น หรือบางเดือนมี 30 วัน เรียกว่าเดือนยาว ทำให้ เดือน 12 ของแต่ละปี บางครั้งก็มี 29 วัน บางปีก็มี 30 วัน แต่คนไทยจะติดเป็นความเคยชินว่า วันสิ้นปีจะเป็น วันที่ 31 แต่ของวันจีนจะไม่ใช่ ตรงนี้ต้องระวัง พอใกล้ ๆ จะถึงสิ้นปี ชาวจีนจะนิยมทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ เรียกว่า ล้างบ้านพานหยากไย่กันแทบทุกซอกมุม

ครั้นพอถึงช่วงเทศกาล จะมีการหยุดงาน หยุดกิจการค้า เพื่อทำพิธีไหว้เจ้าที่ ต้องไหว้ 2 วันซ้อน ซึ่งมีไหว้กลางดึกด้วยนอกจากนี้ก็จะได้ใช้เวลาในช่วงนี้ไปเยี่ยมคารวะผู้ใหญ่ญาติมิตรที่เคารพนับถือและเที่ยว พักผ่อน จึงมีสำนวน “วันจ่าย วันไหว้ วันถือ” ให้ลูกไทยแท้สงสัยว่า วันไหนคือวันไหน

วันจ่าย ตรุษจีน คือ วันก่อนสิ้นปี 1 วัน ใครจะต้องซื้อหาเตรียมของอะไรแล้วยังไม่เรียบร้อย ก็ให้ทำ ให้เสร็จในวันจ่ายก่อนที่ร้านค้าจะหยุดยาว ซึ่งในวันนี้รถจะติดยาวในย่านเยาวราช เพราะเป็นแหล่งที่ชาวจีนนิยมไปซื้อของไหว้และของใช้อื่น ๆ

วันไหว้ ตรุษจีน คือ การไหว้ในวันสิ้นปี จะเป็นการไหว้เจ้าที่ในตอนเช้า ตามด้วยการไหว้บรรพบุรุษ ในตอนสาย แล้วไหว้ผีไม่มีญาติในตอนบ่าย ซึ่งการไหว้ผีไม่มีญาตินี้ บางบ้านก็ไม่นิยมไหว้ เช่น ที่บ้านผู้เขียนเอง อาม้าจะไม่ไหว้ผีไม่มีญาติ

วันถือ คือ วันตรุษจีน โดยถือกันว่าในวันนี้ทุกคนจะพูดและทำแต่สิ่งที่เป็นมงคล เช่น ไม่มีการพูดว่ากัน แต่จะกล่าวคำอวย พร”ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้” แปลเป็นไทยคือ ขอให้โชคดีปีใหม่นั่นเอง การถืออื่น ๆ ที่นิยมว่าถือกัน เช่น ห้ามจับไม้กวาดกวาดบ้าน เพราะอาจเป็นการกวาดสิ่งดีๆ ในบ้านออกไปแล้วกวาดสิ่งไม่ดี เข้ามา วันถือนี้ บางคนก็เรียกวันเที่ยว ซึ่งคงมาจากธรรมเนียมการแต๊ะเอีย ที่พอลูกหลานและลูกจ้างได้เงินแต๊ะเอีย ที่เปรียบได้กับ โบนัสพิเศษ ก็ไปเที่ยวกัน

การไหว้วันตรุษจีน เรียกว่า การไหว้วันชิวอิด สำหรับผู้ที่เคร่งธรรมเนียมมาก ๆ จะไหว้ ตามฤกษ์ยามที่ต้องคอยอ่านจาก “แหล่ยิกเท้า” ว่าจะต้องไหว้ “ไช้ซิ้งเอี๊ย” หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภในเวลาอะไร และตั้งโต๊ะไหว้อย่างไร เช่นในปี 2537 ที่ผ่านมา ให้ตั้งโต๊ะไหว้ “ไช้ซิ้งเอี๊ย” ที่หน้าบ้าน ถ้าบ้านมีบริเวณก็ให้ไหว้ที่กลางแจ้ง แล้วหันโต๊ะไหว้ในทางทิศตะวันตก ทำพิธีจุดธูปไหว้ระหว่างเวลา 01.00-03.00 น.

การไหว้ไช้ซิ้งเอี๊ยนี้ เพื่อขอพรท่านให้ครอบครัวของเราโชคดีตลอดปี เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันตรุษจีน จึงไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งบางบ้านนิยมไหว้อาหารเจ ส้ม และขนมอี๊ และบางบ้านที่เคร่งธรรมเนียม ผู้ใหญ่จะกินเจ 1 มื้อหรืออาจกินเจทั้งวัน


ข้อห้ามในวันตรุษจีน..


ประวัติวันตรุษจีน

วันตรุษจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนนั้น เป็นวันที่ 1 เดือน 1 ของจีนตามวันทาง จันท-คติ ถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ของปี และเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจีนจะแบ่งเวลา 1 ปี เป็น 4 ฤดูคือ ชุง แห่ ชิว ตัง

วันตรุษจีนจะเป็นวันแรกของฤดูชุง หรือฤดูใบไม้ผลิ ตรงกับเดือนที่ 1,2,3 ของปีเป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุด คือ ไม่ร้อน ไม่หนาว และไม่มีฝน วันตรุษจีนจึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ” วันชุงเจ๋” เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศเกษตรกรรมมาแต่ โบราณ เมื่อหมดหน้าหนาวที่ทำการเพาะปลูกไม่ได้ มาเข้าฤดูใบไม้ผลิที่อากาศดี จะได้เริ่มต้นทำนา ทำสวน

จึงมีการบวงสรวงต่อเทพยดา เซ่นไหว้บรรพบุรุษ อธิษฐานให้ได้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ให้กิจการงานก้าวหน้า ตรงนี้น่าจะเป็นที่มาของตำนานการไหว้เจ้าในวันตรุษจีน ที่เรียกว่า “ง่วงตั้งโจ่ย”

แต่เนื่องจากธรรมเนียม การไหว้วันตรุษจีนจะต่อเนื่องกันมาจากวันไหว้สิ้นปี และมีธรรมเนียม การทำความสะอาดบ้านก่อนหน้าอีกด้วย จึงขออธิบายเป็นเรื่องสืบเนื่องต่อกันว่า การดูวันทางจีนจะเป็นแบบจันทรคติ บางเดือนมี 29 วัน เรียกว่าเดือนสั้น หรือบางเดือนมี 30 วัน เรียกว่าเดือนยาว ทำให้ เดือน 12 ของแต่ละปี บางครั้งก็มี 29 วัน บางปีก็มี 30 วัน แต่คนไทยจะติดเป็นความเคยชินว่า วันสิ้นปีจะเป็น วันที่ 31 แต่ของวันจีนจะไม่ใช่ ตรงนี้ต้องระวัง พอใกล้ ๆ จะถึงสิ้นปี ชาวจีนจะนิยมทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ เรียกว่า ล้างบ้านพานหยากไย่กันแทบทุกซอกมุม

ครั้นพอถึงช่วงเทศกาล จะมีการหยุดงาน หยุดกิจการค้า เพื่อทำพิธีไหว้เจ้าที่ ต้องไหว้ 2 วันซ้อน ซึ่งมีไหว้กลางดึกด้วยนอกจากนี้ก็จะได้ใช้เวลาในช่วงนี้ไปเยี่ยมคารวะผู้ใหญ่ญาติมิตรที่เคารพนับถือและเที่ยว พักผ่อน จึงมีสำนวน “วันจ่าย วันไหว้ วันถือ” ให้ลูกไทยแท้สงสัยว่า วันไหนคือวันไหน

วันจ่าย ตรุษจีน คือ วันก่อนสิ้นปี 1 วัน ใครจะต้องซื้อหาเตรียมของอะไรแล้วยังไม่เรียบร้อย ก็ให้ทำ ให้เสร็จในวันจ่ายก่อนที่ร้านค้าจะหยุดยาว ซึ่งในวันนี้รถจะติดยาวในย่านเยาวราช เพราะเป็นแหล่งที่ชาวจีนนิยมไปซื้อของไหว้และของใช้อื่น ๆ

วันไหว้ ตรุษจีน คือ การไหว้ในวันสิ้นปี จะเป็นการไหว้เจ้าที่ในตอนเช้า ตามด้วยการไหว้บรรพบุรุษ ในตอนสาย แล้วไหว้ผีไม่มีญาติในตอนบ่าย ซึ่งการไหว้ผีไม่มีญาตินี้ บางบ้านก็ไม่นิยมไหว้ เช่น ที่บ้านผู้เขียนเอง อาม้าจะไม่ไหว้ผีไม่มีญาติ

วันถือ คือ วันตรุษจีน โดยถือกันว่าในวันนี้ทุกคนจะพูดและทำแต่สิ่งที่เป็นมงคล เช่น ไม่มีการพูดว่ากัน แต่จะกล่าวคำอวย พร”ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้” แปลเป็นไทยคือ ขอให้โชคดีปีใหม่นั่นเอง การถืออื่น ๆ ที่นิยมว่าถือกัน เช่น ห้ามจับไม้กวาดกวาดบ้าน เพราะอาจเป็นการกวาดสิ่งดีๆ ในบ้านออกไปแล้วกวาดสิ่งไม่ดี เข้ามา วันถือนี้ บางคนก็เรียกวันเที่ยว ซึ่งคงมาจากธรรมเนียมการแต๊ะเอีย ที่พอลูกหลานและลูกจ้างได้เงินแต๊ะเอีย ที่เปรียบได้กับ โบนัสพิเศษ ก็ไปเที่ยวกัน

การไหว้วันตรุษจีน เรียกว่า การไหว้วันชิวอิด สำหรับผู้ที่เคร่งธรรมเนียมมาก ๆ จะไหว้ ตามฤกษ์ยามที่ต้องคอยอ่านจาก “แหล่ยิกเท้า” ว่าจะต้องไหว้ “ไช้ซิ้งเอี๊ย” หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภในเวลาอะไร และตั้งโต๊ะไหว้อย่างไร เช่นในปี 2537 ที่ผ่านมา ให้ตั้งโต๊ะไหว้ “ไช้ซิ้งเอี๊ย” ที่หน้าบ้าน ถ้าบ้านมีบริเวณก็ให้ไหว้ที่กลางแจ้ง แล้วหันโต๊ะไหว้ในทางทิศตะวันตก ทำพิธีจุดธูปไหว้ระหว่างเวลา 01.00-03.00 น.

การไหว้ไช้ซิ้งเอี๊ยนี้ เพื่อขอพรท่านให้ครอบครัวของเราโชคดีตลอดปี เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันตรุษจีน จึงไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งบางบ้านนิยมไหว้อาหารเจ ส้ม และขนมอี๊ และบางบ้านที่เคร่งธรรมเนียม ผู้ใหญ่จะกินเจ 1 มื้อหรืออาจกินเจทั้งวัน