Pages

Long Live The king

Long Live The king

February 03, 2015

บริจาคสิ่งของให้ ศูนย์การเรียนชุมชนไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง เชียงใหม่

กลุ่มทัวร์อิ่มบุญ ได้จัดทำโครงการ “ทัวร์อิ่มบุญ ปันน้ำใจแด่น้อง ปี 6” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำบุญ  บริจาคอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เครื่องนุ่งห่ม ของเด็กเล่น ข้าวสาร อาหารแห้ง ยารักษาโรค ให้กับเด็กนักเรียนที่ศูนย์การเรียนชุมชนไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะไปบริจาคของที่

1.ศูนย์การเรียนชุมชนไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านแม่งัดน้อย
2.ศูนย์การเรียนชุมชนไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านขอนม่วง
3.ศูนย์การเรียนชุมชนไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านป่าหญ้าไทร
4.ศูนย์การเรียนชุมชนไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านอามอลาชา
5.ศูนย์การเรียนชุมชนไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านอาแย
6.ศูนย์การเรียนชุมชนไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านอาบอเน

ทั้งนี้ โดยแต่ละศูนย์ เป็นศูนย์การเรียนรู้ขนาดเล็กตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร มีนักเรียนรวมกันทั้งหมด 98 คน ซึ่งจะมีทั้งเด็กก่อนวัยเรียน เด็กวัยเรียน และผู้ใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังคงขาดแคลนสิ่งของดังกล่าวข้างต้นเป็นจำนวนมาก ท่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดโครงการฯ ได้ที่http://www.touraimboon.org

ทางกลุ่มทัวร์อิ่มบุญจึงได้ขอความอนุเคราะห์เพื่อสนับสนุนในการจัดทำโครงการฯ นี้ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาข้างต้น

ดังนั้นทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงได้รับความอนุเคราะห์จากท่านเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้อีกเช่นเคยและขอขอบคุณแทนเด็กๆ มาณ โอกาสนี้ด้วย

และทางเราจะเดินทางไปบริจาคสิ่งของให้แก่เด็ก ๆ ในวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2557 ดังนั้นหากท่านใดมีความประสงค์จะสนับสนุนเงิน สิ่งของบริจาคให้กับทางโรงเรียน สามารถติดต่อได้ที่ ทัวร์อิ่มบุญ เลขที่ 46/149 ซ.รามอินทรา 63 แขวงท่าแรง เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10230

โทร. 02 945-9862, 089 122-3534 , 089 213-1188 , 086 906-8370, iamsem@touraimboon.org, pla@touaimboon.org, thanimnan@touraimboon.org

January 21, 2015

ร้านปันกัน ชั้น G Paradise Park รับบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่อยู่ในสภาพดี

ร้านปันกัน ชั้น G Paradise Park (เสรี เซ็นเตอร์ เก่า) ถ. ศรีนครินทร์ อีกหนึ่งแหล่งรับบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่อยู่ในสภาพดีนำมาจำหน่าย รายได้เป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา ของ มูลนิธิยุวพัฒน์
......................................................................................................................................

" จะทิ้งก็เสียดายจะเก็บไว้ก็รกบ้าน "   สื่อกลางผู้ใจบุญ สานฝันการศึกษาของเด็กไทย ......
" จะทิ้งก็เสียดายจะเก็บไว้ก็รกบ้าน " สำหรับผู้บริจาคแต่เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อและยังได้ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กนักเรียนทุนมูลนิธิยุวพัฒน์ทั่วประเทศ
ร้านปันกัน ตั้งอยู่ที่ชั้น G ศูนย์การค้า Paradise park (เสรีเซ็นเตอร์เก่า)  ถนนศรีนครินทร์  เป็นแหล่งรับบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ทุกชนิดที่ยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้จากผู้ใจบุญมาจำหน่าย นำรายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายมาเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนทั่วประเทศ เป็นโครงการระดมทุนที่เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกฝ่าย  เพราะหลายสิ่งหลายอย่างนั้นเป็นของที่ผู้บริจาครู้สึกว่า' จะทิ้งก็เสียดายจะเก็บไว้ก็รกบ้าน '   แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำให้ของที่ไม่ได้ใช้ ถูกนำกลับมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าและยังช่วยส่งเสริมการศึกษาให้เด็กๆ ที่จะเติบโตเป็นกำลังที่เข้มแข็งของชาติต่อไป  นอกจากนี้ทางมูลนิธิฯ ยังจัดให้นักศึกษาที่ได้รับทุนมาเป็นพนักงานประจำร้านในช่วงว่างจากการเรียน ช่วยสร้างงานสร้างรายได้พิเศษอีกทางหนึ่ง
ร้านปันกันตั้งขึ้นโดย มูลนิธิยุวพัฒน์ เมื่อปีพ.ศ. 2543  ด้วยความเชื่อที่ว่า สังคมจะดีได้ ถ้าเราทุกคนช่วยกัน ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี เงินทองเป็นของหายาก การจะขอรับบริจาคเงินนั้นก็ยากขึ้นเช่นกัน  มูลนิธิฯ จึงตั้ง " ร้านปันกัน " ขึ้นโดยได้รับความอนุเคราะห์พื้นที่จากเสรีเซ็นเตอร์ ที่ให้ " ปันกัน" ตั้งอยู่โดยไม่คิดค่าเช่าแม้แต่บาทเดียว เพื่อ " ปันกัน " จะได้เป็นแหล่งเปิดรับข้าวของเครื่องใช้ทุกชนิดที่ยังคงอยู่ในสภาพใช้งานได้ที่ท่านรู้สึกว่า " จะทิ้งก็เสียดายจะเก็บไว้ก็รกบ้าน " มามอบให้ ปันกัน โดย " ปันกัน " จะเป็นสื่อกลางให้ผู้ใจบุญได้ร่วมกันสร้างกุศลด้านการศึกษาแก่เด็กๆ ในรูปแบบต่างๆโดยเราจะแปรเลี่ยนของใช้เหล่านั้นให้เป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียนผู้ยากไร้ ทุกบาททุกสตางค์จะเป็นประโยชน์กับนักเรียนทุนของมูลนิธิยุวพัฒน์อย่างแน่นอน
ส่วนบางชิ้นที่ไม่สามารถจำหน่ายได้มูลนิธิฯ จะมอบให้ มูลนิธิวัดสวนแก้ว เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป นอกจากนี้หากท่านใดสนใจจะร่วมบริจาคเงินทุนการศึกษา หรือรับอุปการะนักเรียนทุน สามารถแจ้งความประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ทราบ
เพื่อดำเนินการต่อไป โดยจำนวนเงินบริจาคแล้วแต่ความสบายใจของท่าน  จะมากหรือน้อยไม่ต้องกังวล เรามาช่วยกันสร้างโอกาสสร้างอนาคตที่ดีให้กับเยาวชนของเราดีกว่า
ทั้งนี้ใบเสร็จรับเงินบริจาคท่านสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีรายได้ประจำปีได้
เรามาช่วยให้นักเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารขาดแคลนโอกาส ได้เรียนหนังสือกันเยอะๆ ด้วยการนำสิ่งของที่ท่านไม่ใช้ประโยชน์แล้ว
มาร่วมบริจาค ทั้ง หม้อ จานชาม กระทะ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า ตุ๊กตา กระเป๋า รองเท้า หนังสือ ของเล่น ของชำร่วย และอื่นๆ อีกมากมาย เราจะแปรของๆ ท่านเป็นเงินทุนให้กับนักเรียนผู้ยากไร้
หากท่านที่ไม่มีของมาบริจาค ท่านสามารถช่วยเหลือด้วยการแวะ"ปันกัน " เพื่ออุดหนุนสินค้า เพื่อเป็นการช่วยเหลือเด็กๆ ได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน
ขอเชิญผู้ใจบุญร่วมบริจาคสิ่งของให้" ร้านปันกัน " เพื่อแปรเปลี่ยนของที่ท่านไม่ได้ใช้ เป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กยากไร้ทั่วประเทศ ที่ชั้น G ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ ถนนศรีนครินทร์
พิเศษ ท่านที่มีของบริจาคปริมาณมาก สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ไปช่วยรับ
ได้ที่โทร . 02-746-0448
หากท่านต้องการส่งสิ่งของทางไปรษณีย์
กรุณาส่ง ...
มูลนิธิยุวพัฒน์
1 อาคารพรีเมียร์
ถ.ศรีนครินทร์
แขวงหนองบอน เขตประเวศน์
กรุงเทพฯ 10250
*สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
*
 ร้านปันกัน " ชั้น G ศูนย์การค้า Paradise Park (เสรีเซ็นเตอร์เก่า) ถนนศรีนครินทร์ ฝั่ง Market มีศูนย์อาหาร
โทร. 0- 8920-17952
ทุกวัน 09 .00 -- 20.00 น.
หรือติดต่อที่มูลนิธิยุวพัฒน์
คุณ สุธาสินี ศุภศิริสินธุ์
โทร. 0-2301 1094-6
http://www.yuvabadhanafoundation.org/pankanshop.php
โทรเช็คก่อนเดินทางไปที่ร้านได้ที่มูลนิธิยุวพัฒน์
คุณสุธาสินี ศุภศิริสินธุ์
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก http://www.oknation.net/blog/tocare/2009/09/25/entry-1

January 11, 2015

ธีรชนม์ บวรอัศวกุล เจ้าสัวรุ่นใหม่

ธีรชนม์ บวรอัศวกุล เจ้าสัวรุ่นใหม่
ASTVผู้จัดการออนไลน์
11 มกราคม 2558 21:55 น.
ธีรชนม์ บวรอัศวกุล เจ้าสัวรุ่นใหม่
ธีรชนม์ บวรอัศวกุลกรรมการบริหาร โครงการ ฟู้ด วิลล่า บริษัท บีที กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด
         
       คำว่าฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะ กับคนที่มุ่งมั่นต้องการจะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่เว้นแม้แต่ แน็ก-ธีรชนม์ บวรอัศวกุล ที่มีความฝันตั้งแต่เด็กว่า อยากประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง ดังนั้น เขาจึงเรียนรู้ทุกความสำเร็จจากคนรอบข้าง ผ่านสายตา แล้วปล่อยให้ปัญญาเป็นผู้วินิจฉัย เมื่อกลั่นกรองจนมั่นใจแล้วจึงลงมือทำทันที งานทุกชิ้นของเขานอกจากจะทำให้ความคิดค่อยเติบโตแล้ว ยังสร้างผลกำไรได้อย่างมากมายอีกด้วย
ธีรชนม์ บวรอัศวกุล เจ้าสัวรุ่นใหม่
       
       ธีรชนม์ บวรอัศวกุล กรรมการบริหารโครงการ ฟู้ด วิลล่า บริษัท บีที กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นลูกชายคนเล็กของ คีรดิต กับ ขวัญเมือง บวรอัศวกุล แม้ชื่อของเขาจะไม่เป็นที่โด่งดังและโดดเด่นในสังคมเมืองไทย หากแต่ในแวดนักธุรกิจเมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน แทบไม่มีใครไม่รู้จักเขา 
     
       หนุ่มตี๋ใบหน้าสดใสในท่วงท่าสบายๆ เริ่มต้นการสนทนาบอกเล่าเรื่องราวตัวเองว่า ตระกูลของเขาเริ่มต้นจากอากงและอาม่า ที่อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาลงหลักปักฐานในเมืองไทย โดยยึดอาชีพค้าขายพอมีรายได้ส่งเสียลูกๆ ในรุ่นบิดาของเขาให้ได้เรียนหนังสือจนจบปริญญาตรี สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัว ตามแบบวัฒนธรรมจีนได้อย่างสบายไม่ต้องลำบาก 
     
       “ตั้งแต่เกิดมาผมไม่ได้ลำบาก แต่ก็ไม่ได้สบายถึงขั้นใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย พ่อสอนเสมอไม่ให้ลืมว่าพวกเราเป็นใครมาจากไหน จะนิ่งเฉยคอยขอเงินพ่อแม่ไม่ได้ พอโตพูดรู้เรื่อง พ่อก็สอนให้ลูกทุกคนหัดทำงาน หัดค้าขาย ผมเองไปซื้อผลไม้จากตลาด มาแบ่งใส่ถุงขายเป็นงานที่สนุก ได้เงินก้อนแรกก็นับทั้งวันเลยครับ” 
     
       เงินก้อนแรกที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง แม้จะไม่มากนัก แต่ก็สร้างภาคภูมิใจได้เป็นอย่างดี จากวันแรกที่ได้เป็นพ่อค้าตัวจิ๋ว จนถึงวันที่เป็นพ่อค้าหนุ่มนักศึกษา เขาสามารถนำเงินมาซื้อของใช้ที่ตัวเองอยากได้และต่อยอดลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ได้อีกหลายต่อหลายธุรกิจ 
       อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเป็นนักธุรกิจของเขา เริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่ออายุ 17 ปี โดยระหว่างเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็แอบนำเงินเก็บส่วนหนึ่ง มาลงทุนเปิดร้านอาหารเป็นของตนเอง ก่อนจะขยายไลน์มาทำธุรกิจขายส่งชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ที่นำเข้าจากเยอรมนี จีน และไต้หวัน 
ธีรชนม์ บวรอัศวกุล เจ้าสัวรุ่นใหม่
       
       สองธุรกิจที่ทำแม้จะแตกต่าง แต่ทำด้วยความรักและศรัทธา เน็กบอกว่าการขายอาหารเป็นสิ่งที่เขารัก เพราะเป็นอาชีพแรกที่ทำให้เขามีรายได้เข้ากระเป๋าตั้งแต่จำความได้ ส่วนงานขายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นงานที่ทำบนพื้นฐานความถนัด “ตอนนั้นมีคนมาเสนอให้ผมหาชิ้นส่วนอุตสาหกรรมให้ พอดีผมได้รู้จักเพื่อนต่างชาติที่เขาทำงานด้านนี้ ก็เลยเปิดบิลให้ หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ขยายงานไปเรื่อยๆ แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจซบเซา บวกกับความวุ่นวายทางการเมือง ธุรกิจที่ทำจึงไม่ดีนัก ผมเลยเปลี่ยนมาขายน้ำมันเตา ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมแทน ซึ่งได้ผลกำไรเป็นที่น่าพอใจ” 
     
       และเมื่อจบปริญญาตรีจากลาดกระบัง เน็กก็ทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่บริษัท ยูบี ฮาเวิลด์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ก่อนจะบินไปเรียนต่อด้านการบริหารและจัดการตลาดที่ Sun Yat-Sen University Guang Zhou Chaina เพื่อเติมความรู้ทางธุรกิจที่จำเป็น ก่อนจะกลับมาช่วยธุรกิจตัวเองและของครอบครัว
     
       เน็กบอกว่า เขาเลือกไปกวางโจว เพราะอยากได้ภาษาจีน และศรัทธาคนจีนที่ขยันทำมาหากิน เมื่อไปถึงที่นั่นก็นับเป็นโชคดี ที่ได้เพื่อนที่เป็นนักธุรกิจหลากหลายวงการ ทำให้เขามีมุมมองการค้ากว้างขึ้น “ผมไม่หวังทำธุรกิจใหญ่ๆ เหมือนคนอื่น อยากทำอะไรที่พอดี ไม่ใหญ่และไม่เล็กเกินไป พอดีที่บ้านมีที่ดินย่านพุทธมณฑลสาย 1 เป็นที่ว่าง 18 ไร่ เลยขอพ่อทำตลาดสด ผสมผสานความเป็นคอมมูนิตี มอลล์ ปรับภาพลักษณ์ของตลาดสดแบบเดิมให้ทันสมัย ใช้ชื่อโครงการ “ฟู้ด วิลล่า ราชพฤกษ์” 
ธีรชนม์ บวรอัศวกุล เจ้าสัวรุ่นใหม่
         
       เน็กในวันนี้อายุเพียง 27 ปีเท่านั้น คนในวัยเดียวกับเขา อาจจะทำงานนั่งกินเงินเดือน แต่เขากลับจับโปรเจกต์ใหญ่อย่าง “ฟู้ด วิลล่า ราชพฤกษ์” ซึ่งนับเป็นงานใหญ่งานแรกในชีวิตของเน็ก ด้วยเงินลงทุนกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากน้ำพักน้ำแรงที่เขาเก็บมาตั้งแต่เริ่มทำงาน แม้จะยังไม่สำเร็จเป็นรูปร่างดี แต่เขาก็เชื่อว่าจะเป็นตลาดที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี
       
       เน็กบอกว่า ทุกวันนี้เขาทุ่มเทเวลาและความรู้ที่มีให้กับโครงการนี้ ตั้งแต่ดูแลงานก่อสร้างให้ออกมาตามที่ใจฝัน รวมถึงการวิ่งหาร้านค้าเข้ามาอยู่ในโครงการ “ผมอยากให้คนที่เข้ามาใน ฟู้ด วิลล่า ไม่ต้องผิดหวัง เข้ามาสามารถหาอาหารได้ทุกอย่างที่ต้องการ คือมีทั้งอาหารสำหรับนำไปปรุงเอง และอาหารสำเร็จรูป รวมถึงอาหารพร้อมรับประทาน
       
       ในยามหลังจากทุ่มเททำงานอย่างหนัก ทั้งธุรกิจส่วนตัวและของครอบครัวแล้ว “เน็ก” เลือกที่จะพักผ่อนด้วยการเดินทางไปดำน้ำลึก เป็นการผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของตัวเอง “ทุกครั้งที่ได้ลงไปใต้น้ำ ผมจะรู้สึกปลดปล่อย มันเหมือนได้อยู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่มีแต่ความเงียบสงบ ไม่มีใครพูดคุยด้วย ได้เห็น ได้สัมผัสความสวยงามของชีวิตใต้น้ำทำให้คลายเครียด”
       
       หนุ่มเน็กยังพูดถึงเป้าหมายในอนาคตของเขาว่า อยากพัฒนาธุรกิจตลาดสดให้เป็นตลาดที่ทุกคนพูดถึง และอยู่คู่กับคนใต้ตราบนานเท่านาน และเมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้ว สิ่งที่ต้องทำให้ได้หลังจากนั้นก็คือ การจัดตั้งมูลนิธิช่วยเหลือผู้ยากไร้และให้การศึกษาเด็กด้อยโอกาส 
       
       “เรื่องการจัดตั้งมูลนิธิ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ ผมเริ่มมีความคิดอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และตอบแทนสังคม ซึ่งผมเชื่อว่าปัญหาใหญ่และสำคัญที่ต้องเร่งช่วยเหลือคือ เรื่องการศึกษา ตอนนี้ยังมีเด็กไทยมากมาย ต้องการการสนับสนุนในเรื่องนี้ ผมเชื่อว่า หากเขาได้รับการศึกษาที่ดีแล้ว เขาจะสามารถนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาสังคมไทยให้ดีต่อไปได้” หนุ่มเน็กกล่าวทิ้งท้าย 

http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9580000002799

January 03, 2015

เทคนิคสวดมนต์ เปลี่ยนชีวิตรับปีใหม่ (ให้ดีกว่าปีเก่า)

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
18 ธันวาคม 2557 16:07 น.
เทคนิคสวดมนต์ เปลี่ยนชีวิตรับปีใหม่ (ให้ดีกว่าปีเก่า)
         เราทุกคนต้องการความสุขในชีวิต
               แต่ความสุขเกิดจากอะไร?
              ความสุข...เกิดจากการมีสติ มีปัญญา
               สามารถจัดการกับความรู้สึตัวเอง
               และรับมือกับความทุกข์ที่เข้ามาหาเรา
               แต่การใช้ชีวิตหมุนไปตามโลกภายนอก
              ทำให้เราหลงลืมโลกภายในของตัวเอง
              สุดท้าย เราหาความสุขไม่เจอ
               เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ชีวิตมีความสุข
              ลองหันกลับมาอยู่กับตัวเอง เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการสวดมนต์
              สวดมนต์นี่แหละ ที่จะเป็นการส่งความสุขที่ดีที่สุด
เทคนิคสวดมนต์ เปลี่ยนชีวิตรับปีใหม่ (ให้ดีกว่าปีเก่า)
         “ไหว้พระด้วยใจที่เคารพศรัทธาในพระรัตนตรัยสูงสุด ได้ผลดีแก่จิตใจยิ่งกว่ายกมือไหว้พร้อมอฐิษฐานปรารถนาสิ่งนั้น สิ่งนี้” คือ คำกล่าวของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก
              “สวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นดีชีวิตดี”
              ธรรมะง่ายๆ ที่เริ่มจากการลงมือทำ เพียงแค่นำหลักธรรมไปปรับใช้เพื่อการดำเนินชีวิตที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และอยู่บนทางสายกลาง ซึ่งการสวดมนต์นั้น เป็นดั่งพลังที่มีอานุภาพเพราะช่วยกล่อมเกลาสร้างจิตใจให้เป็นกุศลจนก่อให้เกิดเป็นความสุข สร้างพลังอำนาจทางจิตใจให้มีสติ ปัญญา และพินิจพิเคราะห์ถึงสิ่งต่างๆที่จะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาได้ หากยิ่งได้ทราบความหมายของบทสวดมนต์ก็จะสามารถนำไปปรับใช้และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นได้
               กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีแม้จะเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมนี้ ยังหวังว่าจะมีผลต่อเนื่องอย่างยั่งยืน อย่างน้อยก็ตลอดปี 2558 ที่กำลังจะมาถึงนี้
              เพราะความพิเศษอย่างหนึ่งของการสวดมนต์ข้ามปีครั้งล่าสุดนี้ก็คือ บทสวดมนต์ ที่ ดร.พระมหาสุทิตย์ อาภากโร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยอธิบายว่า บทสวดมนต์สำหรับใช้ในคืนข้ามปีที่ได้บรรจุอยู่ในแอปพลิเคชั่นThaiHealth : Pray for Lifeได้ผ่านการจัดหมวดหมู่ให้เกิดความชัดเจน ซึ่งบทสวดมนต์ที่คัดเลือกมาจะเป็นบทสวดมนต์ที่ให้ความหมายเพื่อสร้างความดีให้กับตนเอง ทำให้เกิดจิตใจที่เป็นกุศล เกิดสมาธิ และการตั้งสัจจะอฐิษฐานเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดพลัง
              การสวดมนต์ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทั้งปีไม่จำเป็นว่าต้องทำเพียงวันใดวันหนึ่ง โดยเฉพาะบทสวดมนต์ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาได้คัดเลือกมานั้นดร.พระมหาสุทิตย์ชี้ว่า เหมาะกับประชาชนจะสามารถสวดมนต์ได้ในชีวิตประจำวันทุกวัน เพราะเป็นการคัดบทสวดแบบย่อ พร้อมกันนั้นยังมีการแปลบทสวดมนต์ให้ประชาชนได้เข้าถึงคำสอนที่แท้จริงอีกด้วย บทสวดมนต์จึงแบ่งเป็นหมวดๆ
              คือหมวดการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาตนเอง
              มีบทนมการสิทธิคาถา บทมงคลสูตร บทโมระปริตร หมวดทำประโยชน์ให้สังคมส่วนรวม บทกรณียเมตตสูตร(ย่อ) บทวัฏฏะกะปริตร บทชัยปริตร
              หมวดทำความฝันและเป้าหมายให้เป็นจริง
              บทรตนสูตร(ย่อ) บทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ บทชะยะสิทธิคาถา
              หมวดดูแลใส่ใจคนที่คุณรัก บทมงคลสูตร บทกรณียเมตตสูตร(ย่อ) บทโพชฌังคปริตร
              หมวดลด ละ เลิก เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น บทมงคลสูตร บทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ บทชยะสิทธิคาถา
              หมวดให้อภัยและลดอัตตา บทกรณียเมตตสูตร(ย่อ) บทขันธปริตร บทอภยปริตร บทอุณหิสวิชัย และหมวดตั้งใจศึกษาและปฏิบัติธรรม บทมงคลสูตร บทกรณียเมตตสูตร(ย่อ) บทเทวะตาอุยโยชะนะคาถา บทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ 
เทคนิคสวดมนต์ เปลี่ยนชีวิตรับปีใหม่ (ให้ดีกว่าปีเก่า)
               ในการสวดมนต์จะเริ่มจาก
              1.ความเป็นสิริมงคลในชีวิต
              2.หลักธรรมในเรื่องความเมตตา การให้ความรักต่อผู้คน และตนเอง เป็นการสอนให้เห็นถึงการให้ เอื้ออาทรต่อกัน ไม่แยกสี แบ่งเหล่ามองเห็นความแตกต่างและไม่แยกความเป็นมนุษย์
              3.ปัดเป่าเพศภัยอันตรายความโชคร้ายต่างๆ
              4.การใช้ชีวิตประจำวันว่าด้วยการระลึกคุณผู้มีพระคุณ
              5.การชนะ ซึ่งเป็นปรารถนาของมนุษย์ โดยเฉพาะการเอาชนะใจตนเอง ให้หมู่มารพ่ายแพ้เพื่อความเจริญ
              6.สัจจะธรรมของมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจในรัก โลภ โกรธ หลง
              7.ความรักที่จะก่อให้เกิดความเมตตาซึ่งกันและกัน
              ดร.พระมหาสุทิตย์ได้ชี้แนวทางว่า บทสวดมนต์ที่จัดรวบรวมในครั้งนี้ สามารถนำไปเลือกสวดให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวันได้ทุกวัน หากอยากได้กำลังใจและความมุ่งมั่นในด้านไหน ก็เพียงแต่ทำจิตใจให้สงบและสวดมนต์ในบทนั้นๆ ก็จะช่วยเสริมกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดความสำเร็จขึ้น ซึ่งบทสวดมนต์ที่ได้รวบรวมมาเป็นแบบย่อให้ประชาชนได้สวดได้ง่าย และหากสวดมนต์จากแอปพลิเคชั่นThaiHealth : Pray for Lifeจะมีเสียงบทสวดมนต์นำด้วย แต่ที่สำคัญที่สุด คือ คำแปลของบทสวดมนต์นั้นๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เหมือนเป็นหลักธรรมประจำใจ
               เพราะมงคลชีวิตต้องเริ่มจากการคิดดี พูดดี ทำดี และต้องลงมือทำตลอดปี
              มาร่วมส่งความสุข ด้วยการสวดมนต์ข้ามปี ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม ที่พุทธมณฑล และ วัดใกล้บ้าน
                        http://youtu.be/BGDIaoKrKaU
               เครดิตภาพ: อินเตอร์เน็ต 

July 10, 2014

"แพท" ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

Role Model เซียนหุ้น GEN Y “ภาววิทย์ กลิ่นประทุม - สถาพร งามเรืองพงศ์” 
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

(http://image.ohozaa.com/i/e47/X5v8Oo.jpg) (http://image.ohozaa.com/view2/vY0DAT8EJ8K0ywAo)

สองนักลงทุนหนุ่มที่กำลังมาแรง อุทิศเวลาให้กับการเผยแพร่แนวความคิดด้านการลงทุนที่ถูกต้องให้กับแฟนคลับนักลงทุนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก
ประวัติ "แพท" ภาววิทย์ กลิ่นประทุม เป็นหลาน “วีระ รมยะรูป” อดีตกรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง “ธนาคารกรุงเทพ” 
(เพิ่งเสียชีวิต) นอกจากแพทจะงานประจำที่แบงก์กรุงเทพในฐานะผู้ดูแลโครงการทายาทธุรกิจ เขายังมีอีกบทบาทหนึ่งในฐานะนักลงทุนแนวหุ้นคุณค่า (วีไอ) และเป็นเจ้าของหนังสือขายดีระดับเบสท์เซลเลอร์ “แกะรอยหยักสมอง รวยหุ้นหมื่นล้าน” ที่พิมพ์ออกมาแล้วสามเล่ม ล่าสุดที่เพิ่งวางแผงคือ “คลินิกหุ้นมือใหม่” 
นอกจากนี้ เขายังเป็นวิทยากรแนะนำการลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานให้กับคอร์สอบรมที่จัดขึ้นโดยเว็บไซต์สต็อก ทูมอร์โรว์
สิ่งที่ “แพท” เขียนลงไปในหนังสือคือ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้งที่ระดับ 1,700 จุดตามการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียที่กำลังจะเป็น Asian Miracle รอบที่สอง คนที่ฉลาดโดยเฉพาะกลุ่ม GEN Y จึงมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้จากตลาดหุ้น 
เพื่อที่จะไม่ตกขบวนรถไฟรอบใหญ่นี้ เขามีความตั้งใจที่จะเสริมความรู้ด้านการลงทุนให้กับกลุ่ม GEN Y คนรุ่นเดียวกับเขาให้มีความ “ฉลาด” ที่จะไม่ตกเป็นแมลงเม่าง่ายๆ โดยเจ้าตัวให้ความมั่นใจว่าใครก็ตามที่สามารถอยู่รอดในตลาดหุ้นได้ถึง 20 ปีย่อมมีโอกาสสร้างความรวยได้แน่นอน
ตอนนี้คนรุ่นใหม่สนใจลงทุนในหุ้นมากขึ้น ทำให้สนใจที่จะศึกษาหาความรู้ด้านนี้มากขึ้นทั้งทางปัจจัยพื้นฐาน การวิเคราะห์กิจการ รวมถึงการใช้เครื่องมือทางเทคนิค
เขาบอกว่า ช่วงแรกของการลงทุนในตลาดหุ้นสนใจแต่แนวทางแวลูอินเวสเตอร์อย่างเดียว แต่พอได้มารู้จักเว็บไซต์สต็อกทูมอร์โรว์ ทำให้ได้เรียนรู้แนวทางการลงทุนในหลากหลายมิติมากขึ้น เช่น “หยง" ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์ เทรดเดอร์ที่นิยมการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ในต่างประเทศ และ "ปุย" ประกาศิต ทิตาราม เจ้าของกิจการที่เชี่ยวชาญการใช้ปัจจัยทางเทคนิค และต่อมาทั้งสองก็เป็นวิทยากรอบรมเรื่องการใช้เครื่องมือทางเทคนิคของเว็บไซต์ รวมถึงนักลงทุนหน้าใหม่เก่งๆ หลายคนมาช่วยกันโพสต์บทความที่เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนลงในเว็บไซต์
เป้าหมายในอนาคตของภาววิทย์ ส่วนตัวเขาต้องการสร้างความมั่งคั่งผ่านตลาดหุ้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคง ขณะเดียวกันยังมีเป้าสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในด้านการลงทุน ตามแนวทางของเว็บไซต์สต็อกทูมอร์โรว์ที่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถให้เป็นต้นแบบของสังคมนักลงทุน
ปัจจุบันเว็บไซต์แห่งนี้มีสมาชิกประมาณ 2,000 คน ภาววิทย์เชื่อว่า ถ้าเราเป็น "ผู้ให้" เราก็จะได้รับสิ่งนั้นกลับคืนมา
เขาอยากจะเห็นนักลงทุนไทยเพิ่มจำนวนเป็นประมาณ 1 ล้านคน "ตอนนี้แค่แสนกว่าคนยังเป็นแมลงเม่า" ถ้าตลาดโตขึ้นนักลงทุนน่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีกันทุกคน เขาเห็นเช่นนั้น
“ผมคิดว่าการเป็นวีไอคือการปลูกต้นสักหนึ่งต้นต้องใช้เวลา 20 ปี ให้มันค่อยๆ โต แต่ถ้าคุณรักจะปลูกถั่วงอก (เล่นเดย์เทรด) มันอาจมีอายุแค่ 1 วันก็ตายแล้วมันไม่มีความแน่นอน เอาว่าอีก 20 ปี ค่อยมาสัมภาษณ์ผมใหม่ว่าที่พูดไว้จะเป็นจริงได้ไหม”

อีกหนึ่งเซียนหุ้นแนววีไอ คือ "ฮง" สถาพร งามเรืองพงศ์ แม้มีอายุเพียง 25 แต่มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นมาตั้งแต่
สมัยเรียนปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย เริ่มลงทุนเพราะเห็นเพื่อนสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นในเวลารวดเร็ว ช่วงแรกของการเริ่มลงทุนมีอุปสรรคที่อายุยังน้อยทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจากทั้งโบรกเกอร์ที่ไม่ยอมให้เขาเข้าฟังสัมมนา ขณะเดียวกันครอบครัวเขามองว่าหุ้นคือการพนัน แต่เขาก็มั่นศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุนโดยมี “วอร์เรน บัฟเฟตต์” และ “ปีเตอร์ ลินช์” สองปรมาจารย์ด้านการลงทุนที่เน้นคุณค่าเป็นไอดอล
จากเงินเริ่มต้น 1 แสนบาทที่เก็บสะสมมาตั้งแต่เรียน พอร์ตของฮงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเกิดวิกฤติเลแมนบราเดอร์ส ตลาดหุ้นตกลงไปอย่างหนักขณะที่หุ้นดีๆ หลายตัวถูกเทขายไปด้วย จึงเป็นโอกาสของแวลูอินเวสเตอร์ที่จะเข้าไปซื้อหุ้นดีในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง จนปัจจุบันพอร์ตของเขามีมูลค่าหลายสิบล้านบาท
เจ้าตัวมีความตั้งใจว่าภายใน 10 ปี พอร์ตของเขาจะต้องแตะ 300 ล้านบาท !!
แม้ที่บ้านจะมีธุรกิจครอบครัวปลูกต้นลีลาวดีขายในย่านพระรามสอง แต่เจ้าตัวพร้อมที่จะเดินบนเส้นทางของ
นักลงทุนแบบ Full Time หลังพบว่าเส้นทางนี่คือทางที่ “ใช่” แล้ว
อีกบทบาทหนึ่ง ฮง ยังเป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านการลงทุนกลุ่มเล็กๆ และใช้ชื่อ Hongvalue ในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ไทยวีไอดอทคอมและบนทวิตเตอร์ ถือได้ว่าเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีแฟนคลับติดตามจำนวนมาก ความตั้งใจของเขาคือการร่วมสร้างนักลงทุนแนวหุ้นคุณค่ารุ่นใหม่ให้มีโอกาสร้างความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นเหมือนกับเขาด้วย

 ;D

July 07, 2014

“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์3 กรกฎาคม 2557 09:40 น.
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด เจ้าของ “ศรีฟ้าเบเกอรี่”
       “ศรีฟ้าเบเกอรี่”ร้านขายขนมปังเล็กๆ ใน จ.กาญจนบุรี ที่เปิดตัวเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ปัจจุบันก้าวเป็นผู้ผลิตเบเกอรีหัวแถวของประเทศ โดยมี“เค้กฝอยทอง”เป็นพระเอกโด่งดังติดตลาด พร้อมยอดขายหลักร้อยล้านต่อปี หัวใจแห่งความสำเร็จดังกล่าวคือ วิสัยทัศน์พัฒนาสินค้าให้แปลกใหม่ ดีกว่าที่เคยมีมา และที่สำคัญต้องโดนใจลูกค้า 
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
“เค้กฝอยทอง” สินค้าอันดับของแบรนด์
       วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด เจ้าของเค้กฝอยทองชื่อดัง เริ่มเปิดร้านศรีฟ้าเบเกอรี่เมื่อปี พ.ศ. 2529 ที่ ต.ท่าเรือ อ.ท่าเรือ จ.กาญจนบุรี ด้วยเงินทุนเพียง 2 หมื่นบาท กับรถยนต์ 1 คันไว้ใช้ซื้อวัตถุดิบกับส่งของ โดยเป็นเพียงร้านห้องแถวเล็กๆ ทำกันเองในครัวเรือนกับลูกจ้าง 3-4 คน
   
       เบื้องต้นทำขนมปังและเค้กทั่วไป ยอดขายดีแค่ระดับหนึ่ง กระทั่งเกิดไอเดียอยากจะทำให้เบเกอรีเมืองกาญจน์ให้เป็นของฝากประจำท้องถิ่น เป็นที่มาของการหยิบขนมบ้านๆ อย่าง “ฝอยทอง” มาผสมกับ “เค้ก” กลายเป็นสินค้าใหม่ที่อร่อยลงตัว 
   
       “หลังเปิดร้านมาถึงปี 2540 เราได้ขยายธุรกิจเปิดร้านของฝากเพื่อจะขายเบเกอรีให้คนกรุงเทพฯ ที่มาเที่ยวกาญจนบุรี แต่ร้านของเราเป็นเบเกอรีบ้านนอกไม่รู้จะไปเอาอะไรมาโชว์ ผมเลยคิดหยิบสินค้าที่เรามีอยู่มาพัฒนา บังเอิญมีเค้กอยู่ตัวหนึ่ง ปกติจะปาดหน้าด้วยครีมหรือแยม ผมก็ลองประยุกต์เป็นหน้าฝอยทอง ตัดขายเป็นชิ้นๆ สี่เหลี่ยม จะด้วยความอร่อยหรือความโชคดีก็ไม่รู้ ลูกค้าเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” วิเชียรเล่ากำเนิดเค้กฝอยทอง
   
       ด้วยเวลานั้นเค้กฝอยทองถือเป็นสินค้าแปลกใหม่ในตลาด การันตีอนุสิทธิบัตรสูตรและกระบวนการผลิตจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ช่วยให้โดดเด่นกลายเป็นสินค้าดังประจำจังหวัด ต่อเนื่องระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เมื่อ“เซเว่นอีเลฟเว่น” (7-11) ชวนให้ทำส่งเข้าร้าน นับเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ที่ต้องพลิกธุรกิจจากครัวเรือนเป็นอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
ทองม้วนอีกสินค้าดัง
       “มีวันหนึ่งเจ้าหน้าที่เซเว่นฯ มาชิมแล้วติดใจ ถามผมว่าสนใจส่งเซเว่นฯ ไหม ผมหัวใจพองโตเลย แต่เขาบอกว่าต้องส่งวันละเป็นหมื่นชิ้นนะ แต่ตอนนั้นเต็มที่วันหนึ่งทำได้ไม่เกิน 2 พันชิ้น ผมเลยชะลอไว้ก่อน จนปี 2547 ผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้องมีโรงงานใหม่แล้ว ไม่ใช่อุดอู้อยู่ในรูหนูแบบนี้ เป็นที่มาของโรงงานแห่งนี้ เนื้อที่รวม 20 ไร่ ใช้เงินลงทุนกว่า 180 ล้านบาท ผลิตโดยระบบเครื่องจักรออโตเมติกทั้งหมด แล้วพัฒนาสินค้าร่วมกับเซเว่นฯ กว่าจะส่งขายได้จริงปี 2552” เจ้าของธุรกิจเล่า
   
       ปัจจุบันนอกจากเค้กฝอยทองแล้วยังพัฒนาสินค้าเบเกอรีตัวอื่นๆ ออกมาต่อเนื่องกว่าร้อยรายการ เช่น ทองม้วน บราวนี่ พาย ฯลฯ ทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวคิดเดียวกัน คือ ต้องเป็นสินค้าแปลกใหม่ ดีกว่าที่เคยมีมา และที่สำคัญต้องโดนใจลูกค้าด้วย
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
ทำตลาดผ่านการส่งขายร้าน 7-11
       “หลักคิดในการพัฒนาสินค้าใหม่ ต้องรู้ว่าเราทำอะไรอยู่ เราเป็นอะไร จากนั้นให้เดินไปอยู่ฝั่งลูกค้า เพื่อจะทำสิ่งที่ลูกค้าอยากได้และพึงพอใจ แล้ววางกรอบการพัฒนาให้มันได้ตามนี้ อันนี้หลักคิดง่ายแต่ทำยากมาก มีรายละเอียดเยอะ”
   
       “ตัวอย่างกรณีมีสมาร์ทโฟนออกมา ทั้งๆ ที่มือถือที่ใช้อยู่เดิมก็โอเคแล้ว ลูกค้าไม่ได้เรียกร้องนะ แต่เราเป็นฝ่ายนำไปเสนอ หรือรถกระบะเดิมไม่มีเนวิเกเตอร์ แต่พอมีสินค้าที่ลูกค้าพบเจอใช้แล้วพึงพอใจเขาก็จะซื้อ นี่คือหลักคิด สิ่งสำคัญเราตีโจทย์ออกมาได้หรือเปล่า วิธีคิดแบบนี้มันใช้ได้ทุกผลิตภัณฑ์ และทุกบริการ” วิเชียรกล่าว และเสริมถึงวิธีพัฒนาสินค้าแบรนด์ “ศรีฟ้าเบเกอรี่”
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
       “การจะคิดทำสินค้าใหม่ให้โดนใจลูกค้า ไม่ใช่การ “เดา” แต่มันเป็นศาสตร์ที่เรียกว่า “นวัตกร” คือ คิดของใหม่ๆ ที่เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค แต่ถ้าคิดออกมาแล้วลูกค้าไม่ต้องการ อย่างนี้เรียกว่าคิด “เพ้อฝัน” ดังนั้น การจะคิดให้ถูกใจต้องรู้พฤติกรรมผู้บริโภคต่อสินค้า และถ้ามีสินค้าในตลาดแล้ว เราต้องทำให้สินค้าของเรามันดีกว่าที่เคยมีมา เป็นทางเลือกที่ดีกว่า”
   
       “อย่างเค้กฝอยทองเดิม เราขายขนาดหนึ่งปอนด์ เมื่อจะขายในเซเว่นฯ เราต้องรู้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วลูกค้าจะจ่ายไม่เกินเท่าไร กินเวลาใด กินที่ไหน ฯลฯ เหล่านี้เป็นโจทย์ที่ต้องตอบให้ได้ทั้งหมด ซึ่งเรื่องพวกนี้ถ้าใช้เดา โอกาสผิด 90% แต่ถ้าศึกษาอย่างถูกต้อง บวกประสบการณ์ มีทีมงานวิจัยและพัฒนา (R&D) และมีการสื่อสารสองทางระหว่างผู้ผลิตกับลูกค้า โอกาสจะถูกต้องมากกว่า 80%” เจ้าของธุรกิจอธิบาย
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
       ด้วยหลักคิดพัฒนาสินค้าอันแหลมคมดังกล่าว บริษัทฯ เติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 15-20% ผ่านช่องทางตลาด ทั้งร้าน 7-11 ที่มียอดขายกว่า 60 ล้านบาท หน้าร้านตัวเองที่มี 26 สาขาทั่วประเทศ ส่งเสิร์ฟบนเครื่องบิน โรงแรม รีสอร์ต ฯลฯ ส่งออกต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ แคนาดา จีน ออสเตรเลีย เป็นต้น ยอดขายเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมากว่า 400 ล้านบาท 
       
       นอกจากนั้น เร็วๆ นี้จะส่งสินค้า “ทองม้วน” บรรจุซอง ติดแบรนด์ “Srifa” เข้าขายใน 800 สาขา ของร้าน 100 เยนที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าว่าภายในอีก 3 ปีข้างหน้าบริษัทฯ จะก้าวจากเอสเอ็มอีเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์อย่างเต็มภาคภูมิ 
       
หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3
หน้าถัดไป
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
ภายในร้านขายสินค้าของ "ศรีฟ้าเบเกอรี่" ที่ จ.กาญจนบุรี
       ปั้นทายาทธุรกิจพัฒนาเหมือนพนักงาน 
     
       ในวัย 57 ปีของ “วิเชียร เจนตระกูลโรจน์” บอกกับเราว่า ใกล้จะวางมือในอ่างทองคำแล้ว เตรียมตัวขอไปใช้เวลาที่เหลือทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ ไม่ว่าจะเป็นเรียนดนตรี ปลูกต้นไม้ และท่องเที่ยว ควบคู่กับถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้เพื่อเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วไป
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
ภายในโรงงานผลิต
       ในขณะที่ธุรกิจ “ศรีฟ้าเบเกอรี่” นั้น ได้เริ่มถ่ายโอนธุรกิจและความรับผิดชอบต่างๆ ไปสู่ลูกชายคนโตอย่าง “พีรวัส เจนตระกูลโรจน์”
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
พีรวัส เจนตระกูลโรจน์ (ซ้าย) ทายาทธุรกิจ
       ทั้งนี้ สิ่งสำคัญในการเชื่อมต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น วิเชียรกลับไม่ได้สร้างถนนเลนตรงไว้ให้ลูกชายได้ก้าวตามหนทางที่เขานำร่องไว้แล้ว ตรงกันข้าม พยายามเปิดโอกาสให้ทายาทธุรกิจเลือกเส้นทางของตัวเอง และคิดเสียว่า “ลูกก็คือพนักงานคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ว่าที่เจ้าของธุรกิจคนใหม่”
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
       “ผมมีแนวทางที่ทำไว้ ในขณะที่ลูกเขาก็มีแนวทางที่อยากจะทำ ดังนั้นผมจะไม่ขวางความคิดของเขา เพราะเราต้องจำไว้เสมอว่าเราก็เคยอายุเท่าเขา อะไรที่เขาคิด เขาอยากเป็น หรืออยากทำ เราเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว ถ้าเราไปขวางเขาทุกอย่าง ไม่ยอมฟังเขา หรือเชื่อเขาบ้าง สุดท้ายเขาจะเสียความศรัทธาจากเรา ไม่เชื่อเรา และในที่สุดเราจะเสียทรัพยากรที่สำคัญที่สุดไป นั่นคือลูก” 
     
       “ดังนั้น เวลาเขามาเสนอไอเดียอะไร ผมก็จะรับฟังและพิจารณาเหมือนเขาเป็นพนักงานคนหนึ่งที่นำโครงการมาเสนอ แน่นอนว่ามันต้องมีทั้งที่ผมเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย และมีทั้งที่เขาฟังผม และไม่ฟังผม สิ่งสำคัญ ต้องลองให้เขาลงมือทำ ประสบการณ์จะสอนเขาเองว่าอะไรถูกหรือผิด บางครั้งมันผิดพลาดขาดทุนเป็นแสนก็ไม่เป็นไร เสียก็เสียไป มันจะทำให้เขาได้เรียนรู้เอง ดีกว่าเราขวางเขาทุกอย่าง เกิดความไม่เข้าใจระหว่างกัน หรือถ้ากำหนดกรอบให้เขาทำอย่างที่เราต้องการทุกอย่าง ถ้าเขาทำไม่ได้ บริษัทก็จะได้แค่ “เถ้าแก่ห่วยๆ” มาคนหนึ่ง แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร”วิเชียรเล่าแนวคิดในการส่งต่อธุรกิจสู่ทายาท
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
       นอกจากนั้น แผนที่นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 3 ปีข้างหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดเพื่อพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นมืออาชีพ ไม่ได้ตกทอดเป็นธุรกิจครัวเรือนจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น
     
       “ที่ผมคิดจะเอาบริษัทเข้าตลาดฯ หนึ่ง เพราะไม่อยากแบ่งสมบัติให้ลูกเป็นที่ดิน สอง การกระจายหุ้นเป็นการระดมทุนแบบหนึ่ง ทำให้คนอื่นมาร่วมทุน ร่วมค้า ร่วมกำไรกับเราได้ สาม การหาพันธมิตรธุรกิจก็จะง่ายขึ้น ผมไม่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจคนเดียว เพราะตายไปก็เอาธุรกิจไปไม่ได้ และการเป็นมหาชนเราไม่ได้ขาดทุนอะไรเลย ความเป็นเจ้าของก็ยังคงอยู่ แม้วันหนึ่งจะถือหุ้นแค่ 49% แต่ผมก็ยังภูมิใจได้ว่าผมเป็นคน “ก่อตั้ง” แค่นี้ก็นอนตายตาหลับแล้ว” ผู้ให้กำเนิดเค้กฝอยทองกล่าว
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
       ด้านทายาทธุรกิจหนุ่มวัย 30 ปี ดีกรีปริญญาตรี วิทยาศาสตร์อาหาร จากมหาวิทยาลัยมหิดล เข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดยสิ่งที่เขาได้นำมาปรับปรุงองค์กร คือ เรื่องระบบการผลิตสมัยใหม่ ตลอดจนเตรียมแผนรีแบรนดิ้ง “ศรีฟ้าเบเกอรี่” ให้ดูสดใส ไฮเอนด์มากกว่าที่เคยเป็นมา สลัดภาพจากร้านเค้กต่างจังหวัดสู่เค้กที่ตอบไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ และเตรียมขายแฟรนไชส์ในปีหน้า (2557) ด้วย
     
       “เราเริ่มจ้างมืออาชีพมาช่วยจัดระบบแฟรนไชส์ รวมถึงปรับปรุงระบบภายใน ไม่ว่าจะบริหารองค์กร การผลิตให้ดีกว่านี้ และยังมีอีกหลายอย่างต้องทำ เพื่อให้สินค้าเรามีทั้งภาพลักษณ์ที่ดี และมีตัวสินค้า การผลิต องค์กรพร้อมสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน” ทายาทธุรกิจระบุ
     

หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
       “วิเชียร เจนตระกูลโรจน์” เด็กขายรองเท้าสู่เถ้าแก่น้ำดี 
     
       จากเรื่องด้านการบริหาร ย้อนกลับมาถึงเส้นทางชีวิตของเถ้าแก่ “วิเชียร เจนตระกูลโรจน์” ปัจจุบันในวัย 57 ปี นอกจากทำหน้าที่กรรมการผู้จัดการ ศรีฟ้า เบเกอรี่แล้ว ยังเรียนปริญญาโทสาขาการจัดการนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรับเชิญเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรุ่นใหม่อยู่เสมอ
     
       เขาบอกว่า ชีวิตวัยเด็กค่อนข้างลำบาก ครอบครัวทำอาชีพขายข้าวขาหมู และก๋วยเตี๋ยว แต่เขาไม่เคยคิดทำอาชีพอย่างพ่อแม่เลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ถนัด จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตคือ หลังจบ มศ.3 ที่จังหวัดราชบุรี พ่อแม่ไม่ให้เรียนต่อ ทำให้ผิดหวังอย่างมาก เลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาหางานทำตั้งแต่อายุแค่ 10 กว่าขวบ โดยมีเงินติดตัวมาแค่ 40 บาท อาศัยอยู่กับญาติร้านขายรองเท้าแถวๆ ประตูน้ำ ทำงานรับจ้างสารพัด เริ่มต้นจากเป็นเด็กขายรองเท้า ตามด้วยขายดอกไม้ ขายนาฬิกา แว่นตา เครื่องเพชร กล้องถ่ายรูป ฯลฯ หรือแม้ผู้ช่วยบาร์เทนเดอร์ก็เคยทำมาแล้ว
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
       “ชีวิตผมตอนนั้นทำงานลูกจ้างไปเรื่อยๆ อาชีพที่ทำนานสุดคือขายนาฬิกาอยู่ที่ห้างไดมารู ตรงราชดำริ พอ 2 ทุ่มก็ไปทำงานเป็นผู้ช่วยบาร์เทนเดอร์อยู่ที่โรงแรมแมนดาริน เลิกงานตอนตี 2 ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนี้ เป็นช่วงชีวิตหนึ่งที่ค่อนข้างลำบาก แต่นั่นคือแรงบันดาลใจอย่างหนึ่ง รวมถึงสร้างความอดทนให้ผมด้วย”เขาเล่า
     
       ในช่วงวัยหนุ่ม วิเชียรเริ่มมองหาอาชีพที่จริงจัง ความตั้งใจแรกอยากเปิดร้านนาฬิกาและถ่ายรูปตามความชอบส่วนตัว แต่ติดปัญหาเรื่องเงินทุน จนมองอาชีพใหม่ คิดไปคิดมา สรุปว่าคงจะไม่มีอะไรจะดีไปกว่าขายของกินอีกแล้ว โดยเลือกจะขายขนมปังเบเกอรี เพราะวิธีทำมีสูตรตายตัว และเชื่อว่าจะเป็นเทรนด์ฮิตในอนาคต
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
       “ตอนนั้นผมเห็นว่าขนมเค้กก้อนหนึ่งลงทุนแค่ 10 กว่าบาท ขายตั้ง 80 บาท กำไรสูง ผมมองว่าตรงนี้คือโอกาส และการทำขนมเค้ก มีสูตรตายตัว สามารถชั่งตวงให้ออกมาเหมือนเดิมทุกครั้ง เราสามารถที่จะวางแผนได้ และผมเชื่อว่า เบเกอรี เป็นเทรนด์ที่อนาคตคนจะนิยมกินมากขึ้นเรื่อยๆ ผมเลยไปเรียนทำขนมทุกคอร์สเลย” วิเชียรเล่าถึงการคาดเดาเทรนด์ในอนาคต ซึ่งในเวลาต่อมาความคิดของเขาถูกต้องอย่างยิ่ง
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
       แม้จะร่ำเรียนจนได้สูตรเค้กพื้นฐานมาแล้ว แต่เบื้องต้นเขาไปสมัครเป็นลูกจ้างร้านเค้กเจ้าดังเสียก่อนเพื่อสะสมประสบการณ์ และเรียนรู้สูตรกับเทคนิคของแต่ละร้าน รวมแล้วใช้เวลาเรียนรู้เรื่องเบเกอรีนานถึง 4 ปี ก่อนที่จะมาเปิดร้านที่ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อปี 2529 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ “ศรีฟ้าเบเกอรี่” ในปัจจุบัน
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
“หลักคิดในการพัฒนาสินค้าใหม่ ต้องรู้ว่า เราทำอะไรอยู่ เราเป็นอะไร จากนั้นให้เดินไปอยู่ฝั่งลูกค้า เพื่อจะทำสิ่งที่ลูกค้าอยากได้และพึงพอใจ" - วิเชียร เจนตระกูลโรจน์
       “วันแรก ผมจำได้ว่าขายได้ 37 บาท แต่ผมก็ไม่ท้อ สู้ทนทำต่อ จนวันต่อๆ มาลูกค้าคนเดิมกลับมาซื้อซ้ำ แถมพาเพื่อนมาซื้อด้วย ผมบอกตัวเองว่า ผมรอด เพราะเขาพาเพื่อนมาซื้อ หมายความว่าต้องชอบ แล้วก็มีเพื่อนคนที่ 3-4-5 ตามมาเรื่อยๆ จนธุรกิจมันก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นโดยลำดับ จนทุกวันนี้ผมมีลูกน้องอยู่ประมาณ 600 คนแล้ว ชีวิตผมคงไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้แล้ว เวลาที่เหลือผมอยากจะถ่ายทอดประสบการณ์ตัวเองให้ผู้ประกอบการคนอื่นๆ ซึ่งคงมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย” วิเชียรทิ้งท้าย
“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เจ้าพ่อเค้กฝอยทอง ‘แปลกใหม่ให้โดนใจ’ บันไดไต่ร้อยล้าน (ชมคลิป)
http://www.manager.co.th/iBizchannel/viewNews.aspx?NewsID=9570000074446