Pages

Long Live The king

Long Live The king

June 20, 2014

หลากร้านเด็ด อร่อยชวนชิม ที่ "หลังวัดอรุณฯ"


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์20 มิถุนายน 2557 16:58 น.
 หลากร้านเด็ด อร่อยชวนชิม ที่ หลังวัดอรุณฯ
ผัดไทยทะเล เมนูเด็ดร้านเปิ้ลผัดไทย
       วันหยุดสุดสัปดาห์ คงเป็นช่วงเวลาที่ใครหลายคนอยากให้มาถึงเร็วๆ เพราะนอกจากจะได้พักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานมาตลอดทั้งสัปดาห์แล้ว ยังจะได้มีเวลาออกไปเดินเล่น ไว้พระ ทำบุญ หรือหาของอร่อยๆ ลงท้องกันด้วย
 หลากร้านเด็ด อร่อยชวนชิม ที่ หลังวัดอรุณฯ
ทัศนียภาพบนยอดพระปรางค์
       และด้วยระยะเวลาของวันหยุดนั้นแสนสั้น การจะเดินทางไปไหนมาไหนนั้นก็ลำบาก แถมต้องเสียเวลาไปกับการอยู่บนถนนที่รถติดแสนติด เราจึงเปลี่ยนบรรยากาศ เลือกนั่งรถโดยสารประจำทางมาลงยังท่าเตียน เพื่อนั่งเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาชิลล์ๆ ไปยังจุดหมายของเรา ก็คือ “วัดอรุณฯ”
 หลากร้านเด็ด อร่อยชวนชิม ที่ หลังวัดอรุณฯ
พระปรางค์วัดอรุณฯ ตั้งโดดเด่นเป็นสง่า
       “วัดอรุณฯ” หรือ “วัดอรุณราชวราราม มหาราชวรวิหาร” เป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับวัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) มีพระปรางค์โดดเด่นเป็นสง่าอยู่ริมน้ำ ภายในประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย อาทิ รูปปั้นยักษ์ยืนถือกระบอง 2 ตน ที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ (ยักษ์สีเขียวคือ ทศกัณฑ์ ส่วนยักษ์สีขาวคือ สหัสเดชะ จากเรื่องรามเกียรติ์), วิหารน้อย พระเจดีย์จุฬามณี, โบสถ์น้อย สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช เป็นต้น(คลิกอ่านเรื่องเที่ยวย่านวัดอรุณ)
 หลากร้านเด็ด อร่อยชวนชิม ที่ หลังวัดอรุณฯ
ร้านค้าริมถนนหลังวัง บริเวณด้านหลังวัดอรุณฯ
       นอกจากการมาไหว้พระขอพรแล้ว ในละแวกใกล้วัดนั้น ก็เรียกได้ว่ามีพิกัดร้านอาหารตั้งอยู่มากมายหลายร้านทีเดียว หากใครมีโอกาสมาไหว้พระ ทำบุญที่วัดอรุณฯ แล้วเกิดอาการท้องร้องกระทันหัน ไม่รู้จะไปหาอาหารที่ไหนกิน เราก็มีร้านอาหารในละแวกวัดอรุณฯ มาแนะนำกัน
 หลากร้านเด็ด อร่อยชวนชิม ที่ หลังวัดอรุณฯ
ร้านเปิ้ลผัดไทย ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนประถมทวีธาภิเศก
       เริ่มต้นด้วยร้าน “ร้านเปิ้ลผัดไทย (หลังวัดอรุณฯ)” ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนประถมทวีธาภิเศก(หลังวัดอรุณฯ) สำหรับร้านนี้เรียกได้ว่ามาเยือนวัดอรุณฯ แล้วต้องไม่พลาด เมื่อดูจากชื่อร้านก็พอจะเดาออกได้ไม่ยากว่าเมนูเด่น เมนูเด็ด ของร้านก็คือ “ผัดไทย” ซึ่งผัดไทยของที่ร้านนี้ก็มีให้เลือกกันตามชอบทั้ง ผัดไทยธรรมดา และผัดไทยทะเล โดยเราเลือกสั่ง “ผัดไทยทะเล” มาลองลิ้ม เส้นผัดไทยเหนียวนุ่ม ผัดมากับน้ำซอสผัดไทยรสอร่อย ใส่กุ้งสดตัวโต หมึก ต้นหอม ถั่วงอก ไข่ เต้าหู้ กุ้งแห้ง และเครื่องเคียงต่างๆ เสิร์ฟมาร้อนๆ พร้อมกับผักแกล้ม บีบมะนาวลงไปอีกนิดเพื่อเพิ่มความอร่อย เรียกได้ว่าเป็นผัดไทยที่อร่อย ทั้งหอม ทั้งนุ่ม ละมุนลิ้นจริงๆ
   
       นอกจากผัดไทยแล้ว หากใครยังกินไม่หนำใจ อยากจะลองสั่งเมนูอื่นๆ มาลองลิ้มก็ได้ มีทั้งข้าวราดพริกแกงทะเล ก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวทะเล เย็นตาโฟทะเล ฯลฯ มีให้เลือกกันจนจุใจทีเดียว
 หลากร้านเด็ด อร่อยชวนชิม ที่ หลังวัดอรุณฯ
แกงป่าไก่ ร้านอาหารอิสลาม ฮาวา
       ถัดมาเป็นร้านอาหารอิสลามชื่อว่า “ฮาวา (HAWA)” สำหรับร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่หัวมุมริมถนนหลังวัง(หลังวัดอรุณฯ) เราเดินเข้าร้านมองเมนูที่มีมากมายหลายรายการ พินิจพิเคราะห์แล้วจึงเลือกสั่ง “แกงป่าไก่” มาลองชิม ไม่นานแกงป่ารสอร่อย เสิร์ฟมาร้อนๆ ในถ้วยเล็กพอดีกิน กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ทั้งอร่อย ทั้งเผ็ดร้อน เข้ากับอากาศดีจริง นอกจากนี้แล้ว ที่ร้านยังมีเมนูเด่นๆ ให้เลือกสั่งอีกมากมาย ทั้ง ต้มยำกุ้ง แกงส้ม ต้มข่า ข้าวผัดข้าวกะเพราะ ฯลฯ
 หลากร้านเด็ด อร่อยชวนชิม ที่ หลังวัดอรุณฯ
ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ร้านก๋วยเตี๋ยวคุณแม่
       จากนั้นมาเอาใจคนชอบกินก๋วยเตี๋ยวกันที่ร้าน “ก๋วยเตี๋ยวคุณแม่” ตั้งอยู่ริมถนนอรุณอัมรินทร์(ด้านหลังวัดอรุณฯ) ที่นี่มีเมนูก๋วยเตี๋ยวให้เลือกชิมด้วยกันถึง 2 ชนิดด้วยกันคือ เย็นตาโฟ และก๋วยเตี๋ยวไก่รวน เมื่อมองจากหน้าร้านเห็นผักบุ้งสดๆ เราจึงเลือกสั่ง “เส้นเล็กเย็นตาโฟ” มากินคลายความหิวสักหน่อย เส้นเล็กเหนียวนุ่ม เสิร์ฟมากับลูกชิ้นปลาหลากหลายชนิด พร้อมด้วยเลือดหมู ปลาหมึกกรอบ เกี๊ยวกรอบ ราดด้วยน้ำเย็นตาโฟสีแดงน่ากิน ช่างน่าลองลิ้ม ชิมรสอะไรเช่นนี้
 หลากร้านเด็ด อร่อยชวนชิม ที่ หลังวัดอรุณฯ
น้ำดื่มดับกระหาย ร้านก๋วยเตี๋ยวคุณแม่
       หากใครยังไม่อิ่ม จะเลือกสั่งลูกชิ้นลวกจิ้ม หรือลูกชิ้นปลากรายทอด มากินเพิ่มอีกสักอย่างสองอย่างก็ได้ นอกจากก๋วยเตี๋ยวแล้ว ที่นี่ยังมีเครื่องดื่มเย็นๆ ให้เลือกกินดับกระหายคลายร้อนกันหลากหลายชนิด ทีเดียว ทั้งชานม นมเย็น นมชมพู กาแฟโบราณ โกโก้นมสด ไมโลนมสด ชาเขียวภูเขาไฟ ชาเนสทีไข่มุก ฯลฯ เรียกได้ว่าพูดชื่อเมนูกันไม่หมดเลยทีเดียว
 หลากร้านเด็ด อร่อยชวนชิม ที่ หลังวัดอรุณฯ
ด้านหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวคุณแม่
       นอกจากนี้แล้วในละแวกใกล้เคียงยังมีร้านอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ อาหารตามสั่งริมทาง ใครใคร่อยากชิมอะไรก็สามารถเดินหาร้านกันได้ตามสะดวก และหากสุดสัปดาห์นี้ใครยังไม่มีโปรแกรมไปไหน ก็ลองมาเที่ยวชมวัดอรุณฯ ไหว้พระทำบุญ นอกจากจะอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ยังสามารถหาของอร่อยๆ ลองชิม ให้อิ่มท้อง ก่อนเดินทางกลับบ้านกันได้ด้วย

http://www.manager.co.th/Food/ViewNews.aspx?NewsID=9570000069273

May 29, 2014

ม.ล.จุลจักร จักรพันธุ์ หนุ่มนักการเงินที่กำลังน่าจับตามองคนล่าสุด

ม.ล.จุลจักร จักรพันธุ์ หนุ่มนักการเงินที่กำลังน่าจับตามองคนล่าสุด
ASTVผู้จัดการออนไลน์
29 พฤษภาคม 2557 00:29 น.
ม.ล.จุลจักร จักรพันธุ์ หนุ่มนักการเงินที่กำลังน่าจับตามองคนล่าสุด
       >>เราจะพาไปรู้จักหนุ่มนักการเงิน ผู้มากความสามารถและเป็นเจ้าของปริญญาถึง 3 ใบ “มาร์ก-ม.ล.จุลจักร จักรพันธุ์” ที่ปรึกษาทางด้านการเงินของบริษัท KPMG Phoomchai Holdings 
    
       หนุ่มมาร์กเกิดมาในครอบครัวที่สมาชิกทุกคนทำงานเกี่ยวกับการเงินกันหมด โดยคุณพ่อ “ม.ร.ว.ตราจักร จักรพันธุ์” เคยทำอยู่แผนกสินเชื่อธนาคารกรุงเทพ ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงิน บริษัท เชิดชูเกียรติ ส่วนคุณแม่ “คุณอรวรรณ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา” ทำงานอยู่แผนก Private Banking ให้กับธนาคารกรุงเทพ และพี่สาว “ม.ล.ตรีนุช สิริวัฒนภักดี” ก็ยังเคยทำอยู่ธนาคารซิตี้แบงก์ สาขาประเทศไทย อีกด้วย จึงทำให้เขาซึมซับและสนใจโลกของการเงินโดยไม่รู้ตัว 
    
       ความสนใจนี้อาจจะมาจากทั้งความผูกพันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาที่หลังเลิกเรียนจะต้องไปนั่งรอคุณพ่อและคุณแม่ที่ทำงานทุกวัน จึงทำให้เขาเริ่มสนใจทางด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ และการลงทุน มาตั้งแต่เด็กๆ แต่เราแอบรู้มาว่าตอนเรียนปริญญาตรี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขากลับเรียนคณะวิศวะกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา
    
       "ที่ผมเลือกเรียนวิศวะก็เพราะว่าผมต้องการเอาพื้นฐานการวิเคราะห์มาใช้ควบคู่กับด้านการเงิน มันเหมือนเป็นคอนเซ็ปต์ของเด็กวิศวะส่วนใหญ่ที่มาเรียนวิศวะเพื่อเอาพื้นฐานการวิเคราะห์ แต่พอเรียนปริญญาโทก็จะไปเรียนสายการเงินกัน"
ม.ล.จุลจักร จักรพันธุ์ หนุ่มนักการเงินที่กำลังน่าจับตามองคนล่าสุด
       โดยหนุ่มมาร์กเลือกเรียนปริญญาโท สาขา Business and Managerial Economics คณะเศรษฐศาสตร์ (ภาคภาษาอังกฤษ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหลังจากนั้นเขาจึงได้ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ และคว้าปริญญาใบที่ 3 คือ ปริญญาโท สาขา Analysis, Design & Management of Information System จากมหาวิทยาลัย London School of Economics and Political Science (LSE)
       

       เส้นทางการทำงานของหนุ่มคนนี้ เริ่มจากงานทางด้านวิศวะที่บริษัท TCC Hotel Group ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 2 ปี ในตำแหน่ง Engineer and Project Coordidator โครงการ Park International Hotel ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ปรับปรุงโรงแรมในลอนดอน มีหน้าที่ตรวจสอบความคืบหน้าและรายงานมาที่กรุงเทพฯ
       

       แต่เมื่อได้ลองทำไปสักพักแล้วรู้ตัวว่าใจเอนเอียงมาด้านการเงินแน่ๆ จึงเก็บกระเป๋ากลับเมืองไทย และเริ่มเข้าสู่โหมดงานทางด้านการเงินอย่างสมบูรณ์แบบ โดยเริ่มต้นที่ตำแหน่ง Graduate Training Program แผนก Investment Banking ของธนาคารข้ามชาติ UBS Securities (Thailand) โดยดูแลเกี่ยวกับการออกหุ้น Initial Public Offering (IPO) หรือการเสนอขายหุ้นใหม่สู่ตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งการทำ Hybrid Bond
       

       ปัจจุบันมาร์กทำงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ตำแหน่ง Senior Associate แผนก Finance Advisory บริษัท KPMG Phoomchai Holdings คอยให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ลูกค้า ทั้งการตรวจสอบสถานะทางการเงินในปัจจุบัน (Due Diligence) การ Restructuring ของผู้ถือหุ้น ประเมินมูลค่ากิจการสำหรับทำการควบรวมบริษัท (merging and acquisition) ฯลฯ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับลูกค้าแต่ละราย
       

       "งานของผมมันจะค่อนข้างหลากหลายครับ ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายว่าจะให้เราบริการด้านไหน เช่น สมมุติมีบริษัทหนึ่ง ต้องการทำ Study ว่าหุ้นของเค้ามีมูลค่าเท่าไรก่อนที่จะเข้าตลาดขาย เขาก็จะจ้างบริษัทผมให้ทำ Valuation ของหุ้น หรือถ้าเป็นการตรวจสอบสถานะกิจการ อย่างบริษัทนึงต้องการที่จะเข้าตลาด เราต้องไปตรวจสอบสถานะเค้าก่อนว่าทุกอย่างถูกต้องโปร่งใสเพื่อปกป้องนักลงทุน"
ม.ล.จุลจักร จักรพันธุ์ หนุ่มนักการเงินที่กำลังน่าจับตามองคนล่าสุด
       เมื่อเขาได้มาสัมผัสงานทางด้านการเงินจริงๆ เขากลับหลงเสน่ห์งานด้านนี้เป็นอย่างมาก ด้วยความหลากหลายของลูกค้าที่น่าสนใจ และยังได้เจออะไรแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา และความสนใจนี้เองเขาจึงเรียนรู้งานด้านนี้ได้เร็ว ถึงแม้งานจะค่อนข้างหนัก 
    
       "บางทีงานที่ผมทำก็เจอปัญหาบ้าง อย่างมีบางงานที่ลูกค้าต้องการ Background ของบัญชี ซึ่งผมยังไม่มีความถนัดทางด้านนี้มากนัก แต่ผมก็ยังสนุกที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ผมจะแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง และโชคดีที่ผมมีเพื่อนร่วมงานและเจ้านายที่ดี ทำงานกันเหมือนพี่
       เหมือนน้อง พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา" 
    
       มาร์กประสบความสำเร็จในงานทางด้านสายการเงินอย่างรวดเร็ว ก็เพราะมีแบบอย่างและมีคำแนะนำดีจาก ม.ร.ว.ตราจักร ผู้เป็นพ่อ “คุณพ่อมักจะสอนว่า อย่าเพิ่งสนใจกับเงินเดือนหรือผลตอบแทนใดๆ ให้โฟกัสไปกับการหาประสบการณ์และเรียนรู้จากองค์กรและลูกค้าให้มากที่สุด พยายามพัฒนาตัวเองให้มีความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่ทำแบบลึกซึ้ง แล้วเมื่อเราเก่งจริงแล้ว คราวนี้เราก็จะก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด” ซึ่งเขาก็จำคำสอนนี้ได้อย่างขึ้นใจและนำมาเป็นแบบอย่างในการทำงาน
    
       ไลฟ์สไตล์ของหนุ่มคนนี้ เป็นคนสบายๆ ไม่เรื่องมาก ด้วยการเลี้ยงดูที่เรียบง่ายธรรมดาทั่วไป ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินอยู่ การคบเพื่อน การแต่งตัว หรือเรื่องอื่นๆ ในชีวิตก็จะไม่ได้ต้องการอะไรที่ดูฟุ้งเฟ้อ สไตล์การแต่งตัวของเขานอกจากใส่สูทผูกเนกไทในวันทำงานแล้ว ลุคในวันธรรมดาหรือวันศุกร์ซึ่งเป็นวันที่ทางบริษัทอนุญาติให้แต่งตัวสบายๆ ได้ เขาจะใส่กางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นที่เนื้อนิ่มเบาสบาย หลายครั้งอาจมีคนมองว่าเป็นหม่อมหลวงแล้วจะต้องไฮโซใช้ชีวิตพิเศษกว่าคนอื่น 
    
       แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นผู้ชายที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายปกติทั่วไป อาจจะมีกินเที่ยวดื่มบ้างแต่ไม่บ่อยมากนัก ส่วนใหญ่เน้นพบปะเพื่อนฝูง เพื่ออัพเดทชีวิตกันมากกว่า และนอกจากนี้หากเขามีเวลาจะชอบเข้าวัดไหว้พระอยู่บ่อยๆ และยังสนใจที่จะไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าอีกด้วย
ม.ล.จุลจักร จักรพันธุ์ หนุ่มนักการเงินที่กำลังน่าจับตามองคนล่าสุด
       ถึงแม้ภายนอกอาจจะดูเป็นคนขี้อาย แต่จริงๆ แล้วเป็นคนอารมณ์ดี ชอบกิจกรรมที่ค่อนข้าง Adventure อย่างการเดินป่า ขึ้นเขา ไปถ่ายรูป ชมธรรมชาติ ซึ่งเป็นกิจกรรมยามว่างที่เค้าทำเป็นประจำตอนที่อยู่อังกฤษ เพราะที่นั่นมีสวนและป่าให้ได้เข้าไปชมความงามของธรรมชาติและมุมถ่ายรูปสวยๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ Hide Park , Kensington Palace Park, Richmond Park, Kew Garden และ Highland ประเทศสก็อตแลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาประทับใจมาก เพราะเป็น Road Trip ที่ได้ไปกับกลุ่มเพื่อนสมัยเตรียมอุดม แม้ถนนหนทางจะน่ากลัวมากแต่ด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดเส้นทาง พอไปถึงจุดหมายปลายทางที่มีธรรมชาติงดงามสุดๆ กิจกรรมนี้จึงเป็นกิจกกรมที่ทำได้ไม่มีวันเบื่อ 
    
       โดยมาร์กเล่าถึงเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นในการเดินทางให้ฟังว่า “มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปปีนเขากับเพื่อนที่ Dover ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอังกฤษ ที่นั่นมันจะเป็นหน้าผาซะส่วนใหญ่ ระหว่างทางฟ้าเริ่มมืดครึ้ม พายุเริ่มเข้า คนเข้าเริ่มลงมากันแล้ว ถ้าเป็นชาวต่างชาติเขาจะรีบเดินลงมาเพราะกลัวพายุกัน แต่ผมกับเพื่อนยังเดินขึ้นไปต่อเพราะไหนๆ ก็เดินมาตั้งไกลแล้ว อยากจะไปให้ถึงยอด ก็เลยฝืนเดินขึ้นไปต่อแต่ก็ติดอยู่ข้างบนจนได้ จำได้ว่าข้างบนมืดมากยื่นมือออกไปในความมืดแทบจะไม่เห็นมือตัวเองเลย ไหนโคลนก็เริ่มไหลลงมา ผมกับเพื่อนต้องค่อยๆ คลานลงมาข้างล่าง” มาร์กเล่าพร้อมหัวเราะกับวีรกรรมของตัวเอง 
    
       นอกจากการปีนเขาแล้วกิจกรรมยามว่างที่เขาชอบทำก็คือการเล่นกีฬา เช่น การตีแบต เตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ และวิธีผ่อนคลายแบบง่ายๆ เมื่อเจอเรื่องเครียดๆ มาคือการฟังเพลง แนวเพลงที่เค้าชอบจะเป็นแนวเพลงเก่าๆ เช่นเพลงของ คุณจรัล มโนเพ็ชร, คุณสุเทพ วงศ์กำแหง, คุณชรินทร์ นันทนาคร และเพลงแจ๊ซเก่าๆ 
    
       ที่เขาชอบเพลงแนวนี้ก็เพราะว่าได้ยินคุณพ่อเปิดมาตั้งแต่เด็กๆ และรู้สึกว่าเพลงไทยนุคเก่ามีความละเมียดละไมในการประพันธ์ สัมผัสในบทเพลงมีความประณีตและไพเราะ บางครั้งเขายังคิดว่าตัวเองเกิดผิดยุค และนอกจากจะชอบเพลงไทยอมตะแล้ว ยังหลงใหลในสถาปัตยกรรม การแต่งตัว ประวัติศาสตร์ และภาพยนตร์สมัย 2500 เป็นอย่างมาก
ม.ล.จุลจักร จักรพันธุ์ หนุ่มนักการเงินที่กำลังน่าจับตามองคนล่าสุด
       ด้วยความที่ชอบฟังเพลงเก่าๆ ของสะสมของเขาจึงเป็นพวกแผ่นเสียงยุคเก่าและอุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องเสียง “ตอนอยู่ที่อังกฤษผมจะชอบไปหาซื้อพวกแผ่นเสียงเก่าๆ เพราะที่นั่นมันหาซื้อได้ง่าย หรือไม่ผมก็จะคอยเข้าไปเช็กใน e bay ว่ามีใครเอาแผ่นที่อยากได้มาปล่อยบ้าง ดังนั้น ตอนกลับเมืองไทยจึงได้มาพอสมควรทีเดียว ตอนนี้มีประมาณร่วม 100 แผ่น”
       

       และสิ่งที่หนุ่มผู้รักเสียงเพลงคนนี้ขาดไม่ได้ พกติดตัวทุกที่ก็คือ iPod และหูฟัง “ผมไม่ค่อยได้พกอะไรติดตัวมากนัก แต่ผมจะพก iPod กับหูฟังติดตัวมาเป็นประจำ และหูฟังผมก็มีหลายอันมากเป็นของสะสมของผมอีกอย่าหนึ่งด้วย และสิ่งที่ติดตัวอีกอย่างคือ แหวนหยก พอดีว่าเคยมีหมอดูทักว่าให้ใส่แหวนหยกไว้ จะช่วยเสริมดวงก็เลยใส่ติดตัวมาตลอด”
       

       นอกจากจะเป็นหนุ่มอารมณ์สุนทรีย์ไปด้วยเสียงเพลงแล้ว เขายังเป็นหนุ่มนักถ่ายภาพฝีมือดีคนหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากการเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติและชมสถาปัตยกรรมต่างๆ จึงทำให้เขาชอบการถ่ายภาพไปด้วย “ผมสนใจการถ่ายภาพอย่างจริงจังมาได้ประมาณ 3-4 ปี ตอนไปเรียนต่อที่อังกฤษ ผมจะชอบถ่ายรูปธรรมชาติในสวนและตามป่าเขา เช่น นก กระรอก และดอกไม้ รวมทั้งสถาปัตยกรรมสวย ๆ และสัตว์ป่า เพราะนอกจากจะอยู่ในบรรยากาศธรรมชาติที่ชอบแล้ว ผมว่าการถ่ายรูปเป็นการฝึกสมาธิที่ดี เพราะกว่าจะได้รูปสวยๆ บางทีต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงเช่น ถ้าจะถ่ายนกก็ต้องรอจังหวะที่อยากได้จริงๆ หรือถ่ายสถาปัตยกรรมก็ต้องเปิดหน้ากล้องนานๆ เพื่อรอจังหวะให้ไม่มีคนอยู่ในภาพ จึงจะได้ภาพสวยๆ”
ม.ล.จุลจักร จักรพันธุ์ หนุ่มนักการเงินที่กำลังน่าจับตามองคนล่าสุด
       เคล็ดลับการใช้เงินจากหนุ่มการเงิน
      
       1.ก่อนว่าเราต้องดูก่อนว่ารายรับเท่าไร อย่าง คนที่เพิ่งเรียนจบก็ต้องดูรายรับของเราจริงๆ ไม่รวมกับที่พ่อแม่ให้ แบ่งเงินเดือนไปเป็นเงินเก็บ 10% อีก 90% เป็นส่วนที่ใช้ แต่สำหรับผมทริกพิเศษคือ ผมจะกันเงินไว้เพื่อเก็บไป 20% ใช้อาจจะสัก 60% ที่เหลือก็เอาไปลงทุนหรือไม่ก็ซื้อกองทุน
       2.หากใครที่มีเงินเก็บเยอะก็สามารถเอาไปลงหุ้น Capital Gain ได้ หรือใครที่ยังไม่ค่อยมีเงินเก็บหรือมีน้อยควรเอาไปลงหุ้นใหญ่ๆ เพื่อเอาเงินปันผล
       3.ถ้าเรายังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องหุ้นหรือไม่มีเวลาจะติดตามละก็ ควรจะซื้อพวกกองทุนจะดีกว่า
       4.ควรสำรองเงินไว้ยามฉุกเฉิม เพราะบางทีอาจมีการเจ็บป่วยหรือมีจังหวะที่ต้องใช้เงินฉุกเฉิน จะได้ไม่ต้องไปกู้ยืม :: Text by FLASH

http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9570000059821

February 12, 2014

ขอรับบริจาคหนังสือเรียน

ขอรับบริจาคหนังสือเรียน ให้แก่โรงเรียนมุสลิมพัฒนศาสตร์



 โรงเรียนมุสลิมพัฒนศาสตร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ตั้งอยู่ในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางโรงเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ในการจัดซื้อหนังสือใหม่เข้าห้องสมุดโรงเรียนมุสลิมพัฒนศาสตร์  ซึ่งโรงเรียนเปิดสอนเด็กนักเรียนตั้งแต่ช่วงชั้นที่ 3 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3) และช่วงชั้นที่ 4 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6)  เป็นโรงเรียนที่ได้รับอนุญาติจัดตั้งเป็นโรงเรียนประเภทสอนศาสนาอิสลาม ตามมาตรา 15(2) สอนวิชาศาสนาอิสลาม ภาษาอาหรับและภาษาไทย นักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนมุสลิมพัฒนศาสตร์เป็นเด็กๆ ชาวมุสลิมที่อยู่ในอำเภอยะหริ่ง
          ทางอาจารย์นรีดา ยูโซะ คุณครูฝ่ายงานห้องสมุด ได้ติดต่อมายัง Kapook iCare เพื่อขอความช่วยเหลือให้ทาง Kapook iCare ช่วยเป็นสื่อกลางในการขอรับบริจาคหนังสือเรียนทุกประเภท (ยกเว้นหนังสือดารา) เพื่อน้อง ๆ นักเรียนโรงเรียนมุสลิมพัฒนศาสตร์ เนื่องทางหนังสือที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เปนหนังสือเก่า ทางโรงเรียนจึงใคร่ขอความอนุเคราะห์มายังทุกท่าน โดยท่านที่สนใจร่วมบริจาคหนังสือ เพื่อโรงเรียนมุสลิมพัฒนศาสตร์ สามารถส่งมาได้ที่ โรงเรียนมุสลิมพัฒนศาสตร์ 100/1 ม.3 ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี 94150 (หรือสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดโดยตรงได้ที่ อาจารย์นรีดา , เบอร์โทรศัพท์ 073-353494 และ 083-1954299)

          ทั้งนี้ทางโรงเรียนมุสลิมพัฒนศาสตร์ ขอถือโอกาสนี้ ขอบพระคุณมายังทุกท่านที่ร่วมบริจาคหนังสือไว้ ณ ที่นี้
 
        
ลงประกาศ ณ วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557


Forward Mail 

o              สวัสดีค่ะ

        ขอความอนุเคราะห์บริจาคหนังสือจากทุกๆท่าน และทุกๆหน่วยงานที่จะกรุณาบริจาคให้กับ รร ทางใต้น่ะค่ะ เนื่องจากตอนนี้ทาง รร ขาดงบประมาณอย่างมากๆในการจัดซื้อหนังสือใหม่เข้าห้องสมุด ทำให้ห้องสมุดมีแต่หนังสือเก่าๆประมาณ 12ปีที่แล้ว นักเรียนจึงขาดความรู้ใหม่ๆที่สามารถนำไปใช้ในด้านเรียน หรืออื่นๆที่เป็นประโยชน์ ยินดีรับบริจาคหนังสือทุกประเภทน่ะค่ะ ยกเว้นหนังสือดารา . . . .
ทางโรงเรียนใคร่ขอถือโอกาสนี้ขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงน่ะค่ะ

นูรีดา ยูโซะ (ฝ่ายงานห้องสมุด)
โรงเรียนมุสลิมพัฒนศาสตร์
100/1 ม.ต.บางปู
อ.ยะหริ่ง
จ.ปัตตานี 94150

โทร. 073-353494 และ 083-1954299


ที่มา http://icare.kapook.com/content_detail.php?t_id=0&id=3433

October 02, 2013

รับมือ รับหุ้นช่วงผันผวน

รับมือ รับหุ้นช่วงผันผวน

โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)


คราวที่แล้วขายแพง ตอนคนส่วนใหญ่โลภ ...มันฟังดูง่ายจริงๆ แต่ถ้าคุณลองใช้เงินจริงๆ ของคุณเอง เชื่อผมเถอะว่า คุณต้องต่อสู้กับ Greed & Fear ในตัวของคุณเองอย่างมาก...

ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ เป็นเวลาที่หุ้นทั้งตลาดกำลังปรับฐานลงแบบรุนแรง ด้วยข่าวการหยุดทำ QE ของอเมริกา ...แต่คุณเชื่อผมเถอะว่า “ปาระเบิดเข้าไปแล้ว ผลกระทบยังคงอยู่ และการเฟ้อขึ้นของราคา Asset ในภาพใหญ่จะเกิดขึ้นแน่นอน ...ดังนั้น การย่อตัวของราคาหุ้น และ Commodity ในวันนี้ มันเป็นจังหวะที่เราควรซื้อมากกว่าขาย ...แต่เชื่อไหมว่า เวลาที่หุ้นถูก คนส่วนใหญ่จะไม่ได้ซื้อ เพราะคนในตลาดจะมีอยู่ 2 กลุ่มเท่านั้น คือ กลุ่มแรก คือคนที่เล่นหุ้นอยู่ พวกนี้ส่วนใหญ่เวลาหุ้นลงแรงๆ จะติดดอยอยู่ ดังนั้น เวลาที่หุ้นลงมาหนักๆ เขารู้ว่าหุ้นถูกมากๆ แต่ตัวเองไม่มีเงินจะซื้อเพราะติดดอยอยู่

...กลุ่มสอง คือ คนที่ยังไม่เคยเล่นหุ้น พวกนี้มีเงินสด แต่คนเหล่านี้ไม่รู้จักหุ้น เลยไม่รู้ว่าเวลานี้เป็นโอกาสซื้อของถูก ...คนกลุ่มแรกมักจะอิจฉาคนกลุ่มสองว่าโชคดีจริงๆ มีเงินเวลาที่หุ้นถูก แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า เวลาหุ้นถูก มันคือเวลาที่ในตลาดมีแต่ข่าวร้าย ...คนกลุ่มที่สองที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องหุ้น เขาไม่กล้าซื้อหรอก เพราะเขาจะไม่รู้ว่าอะไรที่แปลว่าถูก หรืออะไรที่แปลว่าแพง ...ในกรณีที่เขาโชคดีได้ซื้อจริงๆ เขาก็จะได้กำไรไม่มาก เพราะเวลากำไรเขาก็จะรีบขายเลยได้กำไรนิดเดียวอยู่ดี

สิ่งที่ผมอยากจะชี้ประเด็นให้เห็นก็คือ ไม่มีใครเข้ามาฟลุกจากตลาดแล้วจะสามารถรวยอย่างยั่งยืน ...คนที่เข้ามาเล่นหุ้นแล้วกำไรระยะสั้น สุดท้ายก็จะคืนเงินกำไรแถมเข้าเนื้อขาดทุนเวลาเมื่อตลาดปรับฐาน เพราะจังหวะที่มือใหม่เข้าตลาด มักจะเป็นภาวะที่ตลาดมีแต่ข่าวดี ก็จะเป็นภาวะที่หุ้นแพงนั่นเอง ดังนั้น พอตลาดปรับฐานไอ้เงินกำไรที่เขาได้ๆ มาก่อนหน้า ก็จะคืนหมดแถมขาดทุนอีก

จะเห็นได้ว่า การที่สามารถอยู่ในตลาดหุ้นและทำกำไร จนสร้างตัวได้เป็นสิบเป็นร้อยๆ เท่าเหมือนเซียนหุ้นที่เราเห็นๆ มันต้องผ่านภาวะตลาดต่างๆ ที่ทดสอบใจ และเพิ่มประสบการณ์เรื่อยๆ ...ยกตัวอย่างบริษัทดีๆ อย่าง CPN “เซ็นทรัล” – คุณรู้ไหมเวลารอบที่ราคามันลงต่ำ ในเวลาที่เซ็นทรัลอยู่ใน Cycle ธุรกิจที่แย่ หุ้น CPN เคยลงไปที่ 20 สตางค์ ...และเวลาที่ CPN อยู่ในขาขึ้น ในภาวะที่ดี ราคาหุ้นเคยขึ้นไปที่ 60 บาท ...ถามหน่อยว่า คนส่วนใหญ่จะซื้อหุ้นนี้เมื่อไหร่ – ตอบง่ายๆ คนส่วนใหญ่ก็ต้องซื้อเมื่อ CPN ดูดี ก็นั่นแหละ ซื้อกันที่ 60 บาท ...ถามหน่อยว่า ซื้อตอนดี แล้วเขาขายตอนไหน ...“ก็ซื้อตอนดี ก็ต้องไปขายตอนแย่ไง ...บ้าจริงๆ แต่มันคือเรื่องจริง”

วิธีการง่ายๆ (แต่ทำยาก) คือ การเข้าตลาด เข้าใจ Cycle ของธุรกิจ แล้วก็ซื้อในวันที่แย่ CPN มีแต่ข่าวร้าย ใกล้เจ๊ง ...นั่นแหละ ซื้อ 20 สตางค์ แล้วไปขายเมื่อไหร่ก็ได้ที่ CPN เข้า Cycle ที่ดี ...ขายตรงไหนก็กำไรสุดๆ ..และผมจะบอกอีกว่า หุ้นดีๆ แบบนี้ และโอกาสดีๆ แบบนี้มีมากมาย และเกิดขึ้นตลอดเวลา ...“ตลาดมันรอคนที่เข้าใจไปสร้างความรวย ...แต่คนคนนั้นต้องเอาชนะความโลภและความกลัวของตัวเอง จึงจะชนะอารมณ์และสร้างความรวยสุดๆ ได้นั่นเอง” ผมเล่าให้ฟังในเรื่อง QE ที่รัฐบาลประเทศมหาอำนาจทั้งสามต่างพิมพ์เงิน เพิ่ม Supply ของเงิน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบระยะสั้น ช่วยแก้เงินฝืดชั่วคราว แต่จะสร้างปัญหาเงินเฟ้อในระยะยาว และที่น่ากลัวคือ “รัฐบาลประเทศเหล่านั้น เขาคิดว่าเขาสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ ...แต่เชื่อผมเถอะว่า สุดท้ายมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิด โดยเฉพาะลุงเบน เบอร์แนนคี ประธาน FED ที่บอกว่า ทุกอย่างควบคุมได้...ฟังแล้วฮาสุดๆ” – โอเค นึกภาพว่า มีผู้ร้ายเข้ามาในเมืองคุณ แล้วคุณก็แก้ปัญหากำจัดผู้ร้ายโดยการปาระเบิดเข้าไปในเมือง แล้วคุณบอกว่าไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย ...การปาระเบิดเข้าไปในเมือง มันสามารถแก้ปัญหาระยะสั้นคือ ฆ่าผู้ร้ายได้ (รึเปล่า ...คนร้ายบางส่วนอาจยังไม่ตายด้วยซ้ำ?) แต่ความเสียหายมันเกิดขึ้น และมันจะกระทบต่อคนในเมืองแน่นอน

“สิ่งที่ตามมา” คือ เงินเฟ้อ บวกกับความผันผวนของราคาสินค้าอย่างสุดโต่ง ซึ่งสิ่งที่จะได้รับผลกระทบสูงสุดคือ ราคา Commodity (อาหารและพลังงาน) และราคาหุ้น ...ดังนั้น ถ้าเราต้องการรักษาความมั่งคั่งของตัวเราเอง เราต้องเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นก็คือ “ต้องเข้าใจว่า จากนี้ไป ราคา Asset ต่างๆ ตั้งแต่ทองคำ Commodity อาหาร และหุ้น ...ราคาจะขึ้นลงอย่างบ้าเลือด

สิ่งที่เราต้องเข้าใจคือ ภาพใหญ่ของ Asset มันต้องขึ้น++ ...เพราะเงินมันเฟ้อ และภาพใหญ่ของมูลค่าเงินมันต้องลดลง เพราะเงินมันเฟ้อนั่นเอง”

สรุปง่ายๆ ว่า ถ้าคุณเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วมีความเข้าใจแน่วแน่ในสิ่งที่เกิดขึ้น ...ทุกวิกฤตของการลงปรับฐานของราคาหุ้น และ Commodity มันจะเป็นภาวะที่เราสามารถซื้อ Asset ในราคาที่ถูกนั่นเอง ...ซื้อเพิ่มจำนวนของ Asset ไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ...จากนั้นก็ถือไปจนเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะปกติ จากนั้นพอเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะปกติ ราคา Asset ที่เราถือจะพุ่งขึ้นอย่างมหาศาลอีกครั้ง ...และจุดนั้นแหละที่เราต้องขาย Asset ที่ถือครองทั้งหมดในภาพใหญ่แล้วทำกำไร

“ที่ผมเล่าให้ฟัง มันเป็นวิธีการสร้างความรวยแบบสุดๆ จากตลาดหุ้น หากเราเข้าใจกลไล Classic ที่ว่า คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นเจ๊งเสมอ และวันที่คนกลัวสุดๆ วันนั้นเราต้องซื้อหุ้น ...และวันใดก็ตามที่เศรษฐกิจดูดี มีแต่ข่าวดี ทุกคนโลภสุดๆ วันนั้นต้องขายล้าง Port เพื่อทำกำไร --- “ซื้อถูก” เวลาคนส่วนใหญ่กลัว แล้วถือไปขายแพง ตอนคนส่วนใหญ่โลภ ...มันฟังดูง่ายจริงๆ แต่ถ้าคุณลองใช้เงินจริงๆ ของคุณเอง เชื่อผมเถอะว่า คุณต้องต่อสู้กับ Greed & Fear ในตัวของคุณเองอย่างมาก”
เครดิต : http://www.posttoday.com/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88-%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99/%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99/250434/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%A7%E0%B8%99

October 01, 2013

พอร์ตหลังสหรัฐขยายเพดานหนี้ไม่ทันเวลา

โบรกฯ แนะลดพอร์ตหลังสหรัฐขยายเพดานหนี้ไม่ทันเวลา ชี้รอซื้อช่วงดัชนี 1,380-1,350 จุด กลุ่มแบงก์ สื่อสาร รับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์
บทวิเคราะห์ บล.เคที ซีมิโก้ ระบุว่า 1. กรณีสภาอนุมัติงบประมาณปี 57 ไม่ทัน คาดว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจจำกัด โดย GDP สหรัฐฯ ปรับลดลง 0.27-0.50 ppt ในช่วงที่ต้องปิดหน่วยงานของรัฐชั่วคราว 20 วัน ในช่วงเดือนธันวาคม 1995 เนื่องจาก พนักงานรัฐที่ถูกให้มีการหยุดแบบ Unpaid Leave จะได้รับเงินคืนทั้งหมดในที่สุด ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงเพียง 3.7% โดยมีโอกาส 50% ที่สภาฯจะไม่สามารถผ่านงบฯ ได้ทันเส้นตาย
2. กรณีขยายวงเงินเพดานหนี้ไม่ทัน 17 ตุลาคมนี้จะมีผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ และตลาดการเงิน เนื่องจากไม่มีเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายและชำระหนี้ แต่ข่าวดีคือ เฟดจะยังคงนโยบาย QE ต่อไปจนถึงต้นปีหน้า โดยในอดีตเคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2011 พบว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 ดิ่งลงจากระดับ 1300 จุด ลงมาที่ระดับ 1100 จุด หรือ -15.4% / DJIA จาก 12724.41 (21/7) ลงมาที่ 10719.94 จุด (10/8) ภายใน 2 สัปดาห์ หรือลดลง 15.8% และ ราคาทองคำปรับขึ้น จาก $1596 ต่อออนซ์ (21/7) ไปที่ $1897 ต่อออนซ์ (23/8)
ดังนั้นแนวโน้ม หากสหรัฐไม่สามารถขยายเพดานหนี้ทันกำหนดเส้นตาย คือ 1. ตลาดหุ้นโลกลดลงแรง จากการขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ 2. ยิลด์บอนด์สหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นชั่วคราว จากการส่งสัญญาณเตือนหั่นเครดิตของสถาบันจัดอันดับ S&P, Moody ผิดนัดชำระหนี้ 3. ทองคำขึ้นไปทดสอบระดับ 1400 ดอลล์ต่ออนซ์ จากการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
ทั้งนี้ นักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่ ไม่คาดว่าจะเกิดปัญหานาน เพราะเป็นเรื่องเกมการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถประนีประนอมกันได้ในวันสุดท้าย หรือ Delay ไม่นาน (จะเกิดการแรลลี่ หากสภาฯ อนุมัติการขยายเพดานหนี้)
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาด คาดว่า สภาสหรัฐฯ จะสามารถหาข้อยุติได้ทันเส้นตาย แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยปลายปีก่อนอีกครั้ง เนื่องจาก เกมทางการเมืองระหว่าง 2 พรรค ที่ต่างไม่ยอมประนีประนอม ซึ่งจะยิ่งสร้างความกังวลให้กับตลาดมากขึ้น ซึ่งการที่รีพับลิกันยื้อให้โอบามายืดเวลาการเริ่มใช้กฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพออกไป จะทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจในกระบวนการและความมั่นคงทางการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งในปี 2011 ปัญหานี้ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนัก ประกอบกับที่อัตราผลตอบพันธบัตรสหรัฐฯ ที่อยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่แล้ว แม้ว่าจะปรับลดลงมาบ้าง จากที่เฟดยังคงปริมาณการซื้อสินทรัพย์ แต่ปัญหาเพดานหนี้จะเป็นการซ้ำเติมให้อัตราผลตอบพันธบัตรสหรัฐฯ กลับสูงขึ้นอีกได้ และจะเป็นผลลบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯได้
ทั้งนี้การลดขนาด QE อาจเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม หรือต้นปีหน้า หากสภาสหรัฐฯ ไม่อนุมัติงบฯ โดยผลสำรวจนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดเฟดเริ่มลดวงเงิน QE ในเดือน ธ.ค. โดยประเด็นการลดขนาด QE จะเป็นปัจจัยลบระยะสั้น ต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยงสูง (ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง) เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ไทย ฯลฯ โดยคาดว่า การลดขนาด QE3 มีโอกาสสูงที่จะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ หรือกรณีเร็วที่สุด อาจเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม เพราะเฟดไม่ได้มีการส่งสัญญาณว่ามีการเตรียมตัวสำหรับการเริ่มต้นการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ (QE) แต่อย่างใด ยกเว้นการส่งสัญญาณว่าตลาดแรงงานมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก และเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพ รวมถึงกรณีสภาสหรัฐฯเกิดปัญหา Fiscal Cliff ทำให้มุมมองของการลดขนาด QE มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า หรือรอจนกว่า งบประมาณปี 57F ของสภาสหรัฐฯได้ข้อยุติ และข้อมูลเศรษฐกิจส่งสัญญาณเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ด้านบทวิเคราะห์ บล.ธนชาต ระบุว่า แม้ทางพื้นฐานจะยังมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้ม SET ระยะ 14 เดือนข้างหน้า ด้วยเป้าหมายปลายปี 2014 ที่ 1,650 จุด แต่ถ้าพิจารณาในเชิง Sentiment ควร “ลดพอร์ต” ในกรณีที่ปิดต่ำกว่า 1,410 จุด
สอดคล้องกับ บล.เคที ซีมิโก้ ที่ระบุว่า ให้ขายหุ้นออกไปก่อน เพื่อรอซื้อคืน เมื่อตลาดเกิด Panic Sell บริเวณ 1,380-1,350 จุด โดยเฉพาะหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ แบงก์ สื่อสาร และกลุ่ม High Beta รับเหมาฯ อสังหาฯ ส่วนหุ้นปันผลดี แนะนำ สะสมเมื่อราคาอ่อนตัว BTS BECL INTUCH SITHAI
ส่วนบล.โกลเบล็ก ระบุว่า ในช่วงระยะสั้นๆ ดัชนีจึงมีโอกาสซึมลงต่อโดยมีแนวรับถัดไปบริเวณ เส้นค่าเฉลี่ย 75 สัปดาห์แถว ๆ 1372 จุด สำหรับแนวต้านกรณีดีดกลับอยู่บริเวณ 1,442 จุด

September 29, 2013

กินโยเกิรต นมเปรี้ยวอย่างไรได้ประโยขน์

กินโยเกิร์ต-นมเปรี้ยวอย่างไร? ได้ประโยชน์!

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2556 เวลา 00:00 น.
คลับสุขภาพศุกร์นี้มาเติมสิ่งดีๆ ให้กับกระเพาะอาหารและสำไส้ หลายคนอาจทราบว่า โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว เป็นอาหารอีกชนิดที่ดีต่อสุขภาพ แต่ที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้น ไม่ใช่ทุกชนิดที่ทานแล้วได้ประโยชน์จริงๆ
โยเกิร์ต (Yoghurt) และนมเปรี้ยว (Drinking yoghurt) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนมสด หรือนมพร่องมันเนย โดยการใช้แบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส และสเตรปโตคอคคัส เป็นหลัก ใส่ลงไปหมักผลิตภัณฑ์นมต่างๆ จากนั้นแบคทีเรียเหล่านี้จะช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรดแลคติค จนมีภาวะกรด และมีรสเปรี้ยว โดยความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 3.8-4.6 หลังนำแบคทีเรียข้างต้นไปหมักกับนมก็จะได้เป็นนมเปรี้ยว ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ชนิดแรกเป็น ‘นมเปรี้ยว’ ที่มีลักษณะเป็นน้ำคล้ายเครื่องดื่ม อีกชนิดหนึ่งเป็นนมเปรี้ยว ที่มีลักษณะเหลวข้นที่เรียกว่า ‘โยเกิร์ต’ นั่นเองค่ะ
โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวยังได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดอาหารมีประโยชน์ที่ผลิตจากนมโค อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีสารอาหารครบถ้วนเทียบเท่ากับนมโคสด และในบางตำรายังกล่าวว่า ให้คุณค่าทางโภชนาการดีกว่านมสด เช่น โปรตีนเคซีนในนมเปรี้ยวจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อร่างกายได้ดีกว่า เพราะย่อยสลายได้ง่ายกว่า
สำหรับโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่เราคุ้นเคยกันอยู่นั้น อาจไม่ใช่โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่กำลังจะกล่าวถึง เพราะจุดประสงค์ของการทานโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่ถูกต้อง คือ ทานแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตจำนวนมาก (ประมาณหมื่นล้านตัวต่อกรัม) เพื่อหวังผลต่อสุขภาพ
ส่วนโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่เราซื้อหากันในท้องตลาด ส่วนใหญ่ทำขึ้นโดยการปรุงแต่งรสชาติให้อร่อย บางชนิดไม่สมควรเรียกว่าโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวด้วยซ้ำ เพราะนำไปฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิสูงและนำมาบรรจุกล่อง ซึ่งแท้ที่จริงน่าจะเรียกว่าซากโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวมากกว่านะคะ แถมบางชนิดใส่น้ำตาลมากไปจนน่าสงสัยว่าจะได้ประโยชน์จากโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวจริงๆ หรือไม่ และบางชนิดมีการเจือจางจนปริมาณแบคทีเรียเหลือจนอยู่น้อยมาก
ดังนั้นโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่ดี ไม่ควรมีส่วนผสมอย่างอื่นเข้าไปเจือปน ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล สี สารเจลาติน กลิ่น รสสังเคราะห์ เพราะทำให้คุณค่าของโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวด้อยลง แม้ว่าเราอาจจะไม่คุ้นเคยต่อโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวรสธรรมชาติ แต่ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ท่านก็จะสามารถทานโยเกิร์ตธรรมชาติด้วยความสบายใจและอร่อยกันค่ะ
มาดูกันต่อนะคะว่า โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวส่งผลดีต่อร่างกายอย่างไร...
1.โยเกิร์ตย่อยง่าย เพราะน้ำตาลแลคโตสเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดการแพ้นมหรือท้องเสียถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลคติกที่ย่อยง่าย นอกจากนี้แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังมีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนนม ที่ชื่อ เคซีน ซึ่งเป็นโปรตีนย่อยยาก ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น ลดปัญหาภูมิแพ้ต่อน้ำตาลแลคโตสและโปรตีนเคซีน
2.เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยยับยั้งจุลชีพที่ไม่เป็นมิตรในลำไส้ โดยกรดแลคติคจะช่วยต่อต้านจุลชีพที่อาจให้โทษต่อร่างกาย เช่น เชื้อซัลโมเนลา, อี โคไล, โคลินแบคทีเรีย ทำให้เชื้อเหล่านี้ไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้ เราจึงควรทานโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีกลุ่มแบคทีเรียที่ดีอาศัยอยู่ภายในลำไส้
3.เป็นแหล่งวิตามินบี โดยเฉพาะวิตามิน บี1(ไรโบฟลาวิน) แบคทีเรียในโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวยังช่วยสังเคราะห์วิตามินบี และวิตามินเค ในลำไส้
4.ช่วยรักษาอาการท้องเสีย ท้องเดิน และแผลในกระเพาะอาหาร จากการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยเด็กหายจากอาการท้องเสียเร็วขึ้น หลังจากได้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยว
5.ร่างกายดูดซึมแคลเซียมดีขึ้น กรดแลคติคในโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวช่วยทำให้การย่อยแคลเซียมในนมดีขึ้นและทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมง่ายขึ้น
6.เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ในโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวจะมีโปรตีนมากกว่าในนม ร้อยละ20 และยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมไปได้ดี
7.ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ เพราะแลคโตบาซิลัสช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้
8.ช่วยป้องกันมะเร็ง โดยแลคโตบาซิลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง ทั้งยังสามารถจับกับโลหะหนัก และกรดน้ำดีซึ่งมีพิษ แลคโตบาซิลัสช่วยยับยั้งกลุ่มแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างสารไนเตรทได้ (สารไนเตรทเป็นสารก่อมะเร็งตัวหนึ่ง) และแลคโตบาซิลัสยังช่วยเปลี่ยนสารฟลาโวนอยด์จากพืชให้เป็นสารต้านมะเร็งได้
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านคงต้องรีบไปหาโยเกิร์ตและนมเปรี้ยว ที่มีคุณสมบัติดีๆ มาติดตู้เย็นกันแล้วใช่ไหมคะ ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน เพื่อร่างกายของเรา และคนที่เรารักให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงกันเถอะค่ะ อย่าลืมค่ะว่า You are what you eat เลือกทานอะไรดีๆ จะได้มีร่างกายที่แข็งแรงกันนะคะ.
"PrincessFangy"
twitter.com/PrincessFangy
อ้างอิงบางส่วนจาก www.goodhealth.co.th

September 27, 2013

เทศกาลวันไหว้พระจันทร์

เทศกาลวันไหว้พระจันทร์ 

ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ตามจันทรคติ ของจีน (ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันที่ 19 กันยายน 2556) ดังนั้น จึงเรียก ว่าเทศกาลเดือนแปด (เดือนกันยายน หรือตุลาคม) เป็นเทศกาลที่มีความสำคัญเทศกาลหนึ่ง ของชาวจีน เป็นวันซึ่งอยู่ในช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงพอดีจึงอาจจะเรียกได้ว่า เทศกาล 中秋 ” จงชิว “ ตามอักษรจีน 中 จง แปลว่า กลาง 秋 ชิว แปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง จงชิวจึงแปลว่า กลางฤดูใบไม้ร่วง

เนื่องด้วยในช่วงเวลาของเทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นช่วงที่พระจันทร์เต็มดวงใหญ่ที่สุด และส่องสว่างที่สุด เป็นช่วงที่ชาวบ้านรับรู้และถือปฏิบัติมานมนามว่าเป็นวันที่มีเสน่ห์และโรแมนติกวันหนึ่ง โดยเฉพาะภายใต้พระจันทร์ขาวนวลผ่องกลม ๆ ที่ส่องอยู่บนท้องฟ้า วันนี้เป็นวันที่พระจันทร์กลมและใหญ่เป็นพิเศษ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่บรรยากาศนี้จะเป็นโอกาสที่เหล่าหนุ่มสาวคู่รักนัดพบกัน และจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การเซ่นไหว้พระจันทร์ การคำนับพระจันทร์

ในเทศกาลนี้ ชาวจีนจะเฉลิมฉลองด้วยการไหว้ดวงจันทร์ในเวลากลางคืน ในบางประเทศ เช่น ฮ่องกง, ไต้หวัน, สิงคโปร์ หรือเวียดนามจะจัดเป็นประเพณีใหญ่ มีการเฉลิมฉลองด้วยโคมไฟสีแดง เป็นสีสันยามค่ำคืน หรือบางแห่งอาจมีการเชิดมังกร ทั้งนี้จะมีชื่อเรียกต่างกันออกไปตามแต่ท้องถิ่น
วันไหว้พระจันทร์มีความสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือได้รับการนิยามว่าเป็น “วันแห่งการอยู่พร้อมหน้าของครอบครัว” เพราะชาวจีนเห็นว่า วงกลมของพระจันทร์เปรียบเสมือนการครบถ้วนบริบูรณ์ของสมาชิกครอบครัวนั่นเอง

ฉะนั้น ชาวจีนจึงนิยมอยู่กันพร้อมหน้าในวันไหว้พระจันทร์ รับประทานอาหารร่วมกัน รอจนถึงเวลาที่จันทร์เพ็ญลอยกระจ่างฟ้า ก็จะกางโต๊ะในลานกลางแจ้ง จัดผลไม้ขนมขบเคี้ยวและอาหารอื่นๆ หลากหลายไว้บนโต๊ะ แล้วจึงเซ่นไหว้พระจันทร์ด้วยกัน ขอให้มีความสุขและความบริบูรณ์กันถ้วนหน้า
月饼”เยว่ปิ่ง” (Yue Bing) หรือ “ขนมไหว้พระจันทร์” (Moon Cake) เป็นของกินที่ขาดเสียไม่ได้ในเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ มีการจำหน่ายกันล่วงหน้าก่อนวันไหว้พระจันทร์ประมาณ 1 เดือน แต่หลังจากวันไหว้พระจันทร์ผ่านไปแล้วก็จะไม่มีผู้ซื้ออีก ขนมไหว้พระจันทร์จะทำเป็นรูปกลม จะสอดไส้ชนิดต่างๆ เช่น งา อบเชย ถั่วลิสงและถั่วบด เป็นต้น ปัจจุบันนั้นได้มีการประยุกต์ไส้และรูปแบบของขนมไหว้พระจันทร์ขึ้นมามากมายเช่น ทุเรียน ไข่เค็ม ไอศครีม รวมถึงสีสันเพื่อเป็นเอกลักษณ์ของผู้จัดจำหน่ายอีกด้วย


เทศกาลวันไหว้พระจันทร์

Cr.http://club.sanook.com/8365/เทศกาลไหว้พระจันทร์

http://club.sanook.com/8365/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C

September 26, 2013

การเลือกใช้ยาสีฟัน


          ยาสีฟัน
เป็นของคู่กันกับการแปรงฟัน เพราะนอกจากจะช่วยในการทำความสะอาดฟันและเหงือกแล้ว ยังทำให้เรารู้สึกสดชื่นหลังจากแปรงฟันด้วย

 ส่วนประกอบในยาสีฟัน 
          ปัจจุบันมียาสีฟันจำนวนมากที่วางขายตามท้องตลาด ทำให้หลายคนมีคำถามว่าจะเลือกใช้ยาสีฟันยี่ห้อไหนดี การเลือกใช้ยาสีฟันมีหลักง่ายๆ คือ เลือกตามความต้องการโดยดูจากส่วนประกอบสำคัญในยาสีฟันนั้นๆ โดยทั่วไปยาสีฟันที่นิยมใช้จะมีลักษณะเป็นครีมข้นประกอบด้วยผงขัดที่ละเอียดเพื่อช่วยขจัดคราบฟัน มีสารที่ทำให้เกิดฟองซึ่งจะช่วยให้คราบฟันถูกขจัดออกได้ง่าย มีการแต่งกลิ่นและรสเพื่อให้น่าใช้ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีสารเก็บความชื้น สารช่วยยึด สารกันบูดและสารฟลูออไรด์

การเลือกใช้ยาสีฟัน 
ส่วนประกอบของยาสีฟันแต่ละยี่ห้อจะแตกต่างกัน จึงควรเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์ของแต่ละคนดังนี้
          1. ช่วยในการป้องกันฟันผุ ส่วนประกอบในยาสีฟันที่มีผลต่อการป้องกันฟันผุคือ ฟลูออไรด์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่า ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้จริง ในประเทศไทยกำหนดให้เติมฟลูออไรด์ในยาสีฟันได้ไม่เกินร้อยละ 0.11 หรือ 1,100 ส่วนในส่วนประกอบล้านส่วน (ppm.) และต้องได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยา หรือ อย. ด้วยยาสีฟันส่วนใหญ่ที่มีขายทั่วไปมักจะมีฟลูออไรด์ผสมอยู่ด้วย และหลายยี่ห้อจะมีคำว่า เอฟ (F) ต่อท้าย แต่ก็มีบางยี่ห้อที่มีคำว่า เอฟ แต่ไม่มีฟลูออไรด์ ฉะนั้นเราจึงควรศึกษารายละเอียดข้างกล่องในการเลือกใช้ให้ถูกต้อง
          รูปแบบของฟลูออไรด์ที่ใช้มี ชนิดคือ โซเดียมฟลูออไรด์กับโซเดียมโมโนฟลูออไรด์ฟอสเฟต ซึ่งในแต่ละยี่ห้อจะผสมสัดส่วนของฟลูออไรด์ทั้งสองต่างๆ กัน หรือใช้เพียงอย่างเดียว
          ส่วนยาสีฟันที่ใช้สำหรับเด็กจะมีปริมาณฟลูออไรด์ต่ำกว่า 1,000 PPM. เช่น คอลเกตจูเนียร์มีฟลูออไรด์ 500 PPM. และโคโดโมเจลมีฟลูออไรด์ 850 PPM. ทั้งนี้เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการที่เด็กกลืนฟลูออไรด์เข้าไปมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการป้องกันฟันผุก็จะลดลงด้วย
          2. ช่วยในการลดเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเหงือกและฟันผุ ในยาสีฟันบางยี่ห้อมีการเติมารที่ช่วยในการลดเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคเหงือกและฟันผุ เช่น สารไตรโคซาน ตัวอย่างเช่น คอลเกตโททอล ช้ไตรโคซานเป็นส่วนประกอบ ซึ่งจะคงตัวอยู่ในช่องปากได้นาน 4-12 ชั่วโมงภายหลังการใช้ สารอีกตัวหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการลดเชื้อในช่องปากได้เช่นกัน ก็คือ สารไธมอล ซึ่งเป็นสารลดเชื้อที่มีอยู่ในยาสีฟันใกล้ชิดและพบว่า เป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำยาบ้วนปากลิสเตรอรีน ด้วย เพราะสารไธมอลจะคงตัวอยู่ในช่องปาก และยังคงมีฤทธิ์ในการระงับเชื้อภายหลังการใช้ประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนสารอีกตัวที่กำลังมาแรงก็คือ ทีที ออยส์ มีอยู่ในยาสีฟันใกล้ชิด แต่การคงตัวในช่องปากจะค่อนข้างต่ำเช่นเดียวกับไธมอล
          3. ช่วยในการทำให้ฟันขาวขึ้น โดยการขัดคราบสีฟันออกทำให้ฟันขาวสะอาดขึ้น ยาสีฟันในกลุ่มนี้จึงเน้นไปที่ผงขัดฟันที่มีความหยาบกว่าปกติ เช่น ไดแคลเซียมฟอสเฟต (แซคท์) อลูมินั่มไฮดรอกไซด์ (เดนิวิท) อลูมินั่มออกไซด์ (คอลเกต-เซนเซชั่น) แคลไซน์อลูมินา (ดาร์ลี่ เฟรช แอนด์ ไบรท์) ซิลิคอนไดออกไซด์ (ใกล้ชิด) อลูมินั่มซิลิเกท (Glister)
          ส่วนการทำให้ฟันขาวขึ้นอีกวิธีหนึ่ง คือ การฟอกสีฟัน (Bleeching) พบว่า มีเพียงสปาร์เกิ้ลสูตรเปอร์ออกไซด์เท่านั้นที่มีคาร์บาไมค์เปอร์ออกไซด์ ร้อยละ ซึ่งเป็นสารที่สามารถฟอกสีฟันให้ขาวขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม โอกาสที่สารเปอร์ออกไซด์จะก่อให้เกิดการแพ้ และระคายเคืองต่อเหงือกมีได้สูง จึงควรระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้สักหน่อย
          4. ช่วยลดอาการเสียวฟัน มีการใช้สาร ชนิด คือ สตรอนเตรียม คลอไรด์ (เซ็นโซดายน์สีแดง) และโปรตัสเซียมไนเตรดในการลดอาการเสียวฟัน โดยจะสามารถแก้เสียวฟันได้หลังการใช้ยาสีฟันประมาณ 20 ครั้งขึ้นไป ช่วยในการรักษาโรคเหงือก จะมีการใส่สารหรือสมุนไพรต่างๆ เข้าไปในยาสีฟัน เพื่อช่วยในการรักษาโรคเหงือก โดยจะช่วยลดเชื้อ Methyl-4-Esculetal Sodium (ไพโอดอลทิล) กานพลู หรือ Clove oil ฯลฯ สารบางตัวจะเพิ่มความแข็งแรงของเหงือก เช่น วิตามิน P, โปรวิตามินบี 5, Allantoin ฯลฯ ส่วนคาโมไมล์ จะมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ ทรานเอกชามิค เอซิด (ซอลท์) จะช่วยห้ามเลือด เป็นต้น 

ยาสีฟันสมุนไพร 

 ยาสีฟันสมุนไพร –
          สมุนไพรไทยที่นำมาใช้ในยาสีฟัน ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยข่อย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีตั้งแต่โบราณมาแล้ว ส่วนที่นำมาใช้คือ กิ่งเล็กๆ หรือเปลือก เนื่องจากพบว่าเปลือกข่อยมีสารเทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ในการระงับเชื้อได้ ในขณะเดียวกันจะช่วยเคลือบฟันได้ด้วย
          กานพูล ส่วนที่นำมาใช้มักจะเป็นดอกซึ่งมีน้ำมัน มีฤทธิ์ในการระงับเชื้ออย่างอ่อน นอกจากนี้ก็มี เกลือ ลิ้นทะเล (กระดองปลาหมึก) ใช้เป็นผงขัดฟัน พิมเสน การบูร ชะเอมเทศ ใช้ในการปรุงแต่งรสชาติ ส่วนสมุนไพรต่างประเทศที่นำมาผสมในยาสีฟัน จะพบว่ามีตัวหลักๆ คือ คาโมไมล์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เมอร์เปปเปอร์มิ้นท์ เสจ เอคชินาเซีย แรททาเนีย เป็นสมุนไพรที่นำมาผสมในยาสีฟันเพื่อช่วยในการรักษาโรคเหงือก โสม (Ginseng) เป็นสมุนไพรที่มักใช้เป็นยาบำรุงกำลังก็มีการนำมาผสมในยาสีฟันก๊กเลี้ยง จาเป่า และรัสตี้

ปัญหาจากการใช้ยาสีฟัน 
          ปัญหาจากการใช้ยาสีฟัน โดยปกติแล้วจะพบได้น้อยมาก ที่อาจจะพบได้บ้าง ก็คือ การแพ้ยาสีฟัน เยื่ออ่อนในช่องปากจะเกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง บางรายอาจมีอาการบวม แดงที่ริมฝีปาก สาเหตุเกิดจากการแพ้สารบางตัวในยาสีฟันนั่นเอง เช่น บางคนจะแพ้เมนทอล ซึ่งเป็นสารแต่งกลิ่นและรสยาสีฟัน หรืออาจจะแพ้ฟลูออไรด์ในยาสีฟัน วิธีแก้ไขก็คือ เปลี่ยนไปใช้ยาสีฟันอื่นที่มีสารตัวนั้นน้อยลง
          การใช้ยาสีฟันบางชนิดเพื่อขจัดคราบบุหรี่ และคราบอาหาร ซึ่งจะมีผงขัดมาก ก็อาจจะเกิดปัญหาทำให้ฟันสึกได้ จึงไม่ควรใช้ทุกวัน ยาสีฟันบางชนิดผสมสมุนไพร มีฤทธิ์เป็นยาฝาดสมานทำให้เหงอกดูเหมือนแน่นขึ้น ซึ่งต้องระวังในผู้ที่เป็นโรคปริทันต์ ซึ่งอาจมีหินปูนอยู่ใต้เหงือก ยังไม่ได้ขูดออก อาจมีการติดเชื้อใต้เหงือกเกิดขึ้นได้

หลักการเลือกใช้ยาสีฟัน 
ในการใช้ยาสีฟันควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้คือ
           เป็นยาสีฟันประเภทครีม (Paste) หรือ เจล (Gel) เพราะจะไม่ทำให้ฟันสึกมากเมื่อเทียบกับชนิดผง
           มีฟลูออไรด์ผสมอยู่ด้วยเพราะสามารถช่วยป้องกันฟันผุได้
           มีราคาเหมาะสมเมื่อเทียบกับคุณภาพของยาสีฟัน
           เลือกตามปัญหาของแต่ละคน เช่น ผู้ที่มีอาการเสียวฟันอาจใช้ยาสีฟันที่แก้การเสียวฟันโดยเฉพาะ และเมื่อหมดอาการแล้วก็อาจจะใช้ยาสีฟันชนิดธรรมดาก็ได้
           นอกจากนี้เวลาแปรงฟันควรให้ยาสีฟันสัมผัสกับผิวฟันไม่น้อยกว่า นาที จึงจะเป็นการใช้ยาสีฟันในการป้องกันฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
          บทความนี้เรียบเรียงจากข้อเขียนของทันตแพทย์ภราดร ชัยเจริญ ซึ่งท่านได้ทำการสำรวจข้อมูลเมื่อปีพ.ศ.2542 ปัจจุบันมียาสีฟันใหม่ๆ ออกมาขายอีกมากมาย ฉะนั้นข้อมูลบางอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงไป และไม่ครบถ้วน อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณท่านในโอกาสนี้ด้วย

ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2545
http://www.elib-online.com/doctors46/dental_dentrifice001.html

September 25, 2013

“ธวัชชัย แสงธรรมชัย” จาก “รู้ สู้! Flood” สู่บริษัทโฆษณาเพื่อสังคม

หากยังจำกันได้ เมื่อครั้งเกิดวิกฤตภาวะน้ำท่วมปี 2554 ท่ามกลางความสับสนอลหม่านกับข้อมูลการสื่อสารจากภาครัฐ มีบุคคลอยู่กลุ่มหนึ่งที่ผลิตสื่อสร้างสรรค์ชื่อ “รู้ สู้! Flood” ในรูปแบบของวิดีโออนิเมชัน โดยมีวาฬเป็นสัญลักษณ์ เพื่อช่วยให้คนไทยเข้าใจที่มาที่ไปของน้ำท่วม การรับมือและการอยู่ร่วมกับน้ำท่วม รวมไปถึงบทบาทของตัวเองและการฟื้นฟูภายหลังน้ำท่วม จนกลายเป็นที่รู้จักและแพร่หลายอย่างรวดเร็วในโซเชียลเน็ตเวิร์ก
ธวัชชัย แสงธรรมชัย
        ธวัชชัย แสงธรรมชัย” หรือ “อู๋” อดีตครีเอทีฟโฆษณา หนึ่งในกลุ่มบุคคลที่ช่วยกันผลิตสื่อดังกล่าว จนหลายคนจดจำภาพลักษณ์ของการเป็นจิตอาสาที่ออกมาทำงานเพื่อสังคม แม้ปัจจุบัน “ธวัชชัย” จะเปิดบริษัทเอเยนซีโฆษณาและสื่อประชาสัมพันธ์ของตัวเองในนาม “วาย น็อต โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์” แต่ก็ยังไม่ลืมไว้ลายที่จะดำเนินกิจการในแบบเพื่อประโยชน์ของสังคมด้วย
      
       ที่เป็นเช่นนั้น เพราะการดำเนินกิจการของบริษัทนี้ จะไม่รับลูกค้าที่เป็นบริษัทที่ต้องการทำการตลาดเพื่อขายสินค้าเหมือนสมัยที่เป็นครีเอทีฟอยู่ในบริษัทโฆษณา แต่รับเฉพาะลูกค้าที่เป็นกลุ่มองค์กรที่สร้างสรรค์สังคมและทำงานเพื่อสังคมเท่านั้น เช่น มูลนิธิ เอ็นจีโอ หน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานด้านนี้
      
        ตอนที่เป็นครีเอทีฟในบริษัทโฆษณา ความสุขความสำเร็จในการทำงานคือตัวเงิน แต่ถึงวันหนึ่งก็มาถามตัวเองว่าสิ่งนี้เป็นความสุขสำหรับเราจริงหรือเปล่า เพราะสุดท้ายต่อให้เราทำโฆษณาได้เจ๋งสุดยอด ช่วยให้บริษัทขายสินค้าได้มากมาย สิ่งทีที่เราได้ตอบแทนก็คือตัวเงิน แต่มันยังไม่ใช่ความสุขที่สุด ซึ่งผมก็ได้ค้นพบว่า ผมมีความสุขตอนที่ศักยภาพในการทำงานของเราเป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้” ธวัชชัย เล่าถึงจุดพลิกผันในการลาออกจากครีเอทีฟบริษัทโฆษณาเพื่อมาทำงานด้านสังคม
      
        แม้จะออกมาทำงานเพื่อสังคม แต่สิ่งที่ “ธวัชชัย”ถนัดก็คืองาน “โฆษณา” จึงเลือกทำโฆษณาที่สร้างสรรค์สังคม จากเดิมปกติที่ต้องทำงานกับลูกค้า จึงหันมาทำงานกับกลุ่มองค์กรเพื่อสังคมแทน ซึ่งครั้งนี้ “ธวัชชัย” ไม่ขอเรียกว่าเป็นลูกค้า แต่ขอเรียกว่าเป็นพาร์ทเนอร์ในการทำงานร่วมกันแทน
      
        ที่เลือกทำโฆษณาให้แก่กลุ่มองค์กรที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม เพราะเมื่อพูดถึงงานเพื่อสังคมคนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่ามันดูเข้าถึงยาก น่าเบื่อ ดูจน เนื่องจากไม่เคยถูกทำเป็นโฆษณาให้น่าสนใจเหมือนบริษัทที่ขายสินค้าและบริการทั่วไป เพราะมีทรัพยากรจำกัด จึงยังเข้าไม่ถึงมวลชนมากนัก แต่จากการทำงานด้านนี้ทำให้เห็นว่าโฆษณามีพลังที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ทำให้คนที่รับชมโฆษณาพร้อมจ่ายเงินซื้อสินค้าในสิ่งที่ไม่จำเป็นกับชีวิตได้ หากสามารถนำงานเพื่อสังคมมาบอกเล่าผ่านสิ่งที่ทรงพลังอย่างโฆษณาได้ เชื่อว่าเรื่องดีๆ ก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นในสังคมได้อีกมาก เพราะสิ่งที่เขาทำเพื่อสังคมมันมีผลกระทบในเชิงสื่อสารมากขึ้น
      
        สำหรับขอบข่ายงานที่ “ธวัชชัย” ทำมีทั้งที่คิดโฆษณาออกมาเป็นชิ้นเลย วางแผนการผลิตสื่อ เป็นที่ปรึกษาให้แก่องค์กรเพื่อสังคมต่างๆ ในการที่จะคิดให้เองว่างานนี้ควรที่จะทำสื่อประเภทไหนอย่างไรให้เหมาะสม ซึ่งผลงานที่ผ่านมาก็มีทั้งตลาดนัดจิตอาสาในโครงการคนไทยขอมือหน่อย โครงการสุขภาพคนพิการ และแรงงานนอกระบบ เป็นต้น
      
        อย่างไรก็ตาม แม้ “ธวัชชัย” จะเปิดบริษัทโฆษณาที่ทำงานเพื่อสังคม แต่ไม่อยากให้คนทั่วไปติดภาพลักษณ์ว่า การทำงานเพื่อสังคมเป็นการทำความดีที่ทำแล้วต้องถูกต้องเสมอและดีที่สุดเสมอ
      
       ธวัชชัย ให้เหตุผลว่า ความดีเป็นเรื่องส่วนบุคคลและมีความเป็นนามธรรมมากๆ ส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงการทำความดีแล้ว คนจะนึกถึงการช่วยเหลือกัน เป็นงานจิตอาสาที่ว่างเมื่อไรก็ค่อยมาทำ และปัญหาคือมักจะคิดว่าคนที่ทำความดีจะต้องเป็นคนดี ทำอะไรถูกต้องและดีที่สุดเสมอ ซึ่งคิดว่าคนไทยควรที่จะต้องหลุดออกมาจากกรอบนามธรรมของความดี ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าบริษัททำโฆษณาสร้างสรรค์สังคมให้กับองค์กรหนึ่ง หากทำได้ดีก็ต้องบอกว่าดี หากทำออกมาได้ห่วยก็ต้องต่อว่า ก็ต้องบอกว่าห่วย ไม่ใช่ว่าทำโฆษณาเพื่อสังคมแล้วจะต้องดีเพอร์เฟกต์ไปเสียหมด
      
        นอกจากนี้ ธวัชชัย ยังแนะนำว่า การทำความดีไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้มีเวลาว่างเพื่อที่จะออกไปทำงานพวกจิตอาสา หรือทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ขอเพียงทำอาชีพของตัวเองให้เป็นความดีก็ถือว่าได้ทำความดีและได้ช่วยสังคมแล้ว อยากให้ทุกคนมองว่าความดีสามารถทำเป็นอาชีพได้ อย่างคนขายก๋วยเตี๋ยวก้สามารถทำความดีเป็นอาชีพได้ ขอเพียงมีความซื่อสัตย์ต่องานที่ทำ ไม่ใช้หม้อที่มีสารตะกั่ว เลือกวัตถุดิบในการทำที่สด สะอาด และปลอดภัยต่อผู้บริโภค ก็ถือเป็นการทำความดีแบบเป็นอาชีพแล้ว


http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000119562


โดนใจ ที่มีคนคิดแบบนี้อยู่ เราก็อยากทำแนวนี้ 

September 19, 2013

ที่ประชุมเฟดทำเซอร์ไพรส์ไม่ลดระดับQEและคงดอกเบี้ยระดับต่ำ

19.9.56 ที่ประชุมเฟดทำเซอร์ไพรส์ไม่ลดระดับQEและคงดอกเบี้ยระดับต่ำ

       
    
       เอเอฟพี - ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)เมื่อวันพุธ(18) มีมติคงระดับโปรแกรมเข้าซื้อพันธบัตรไว้ที่เดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ตามเดิม ความเคลื่อนไหวที่สร้างความประหลาดใจแก่นักวิเคราะห์ที่คาดหมายว่าจะลดการกระตุ้นลงเนื่องจากเศรษฐกิจเติบโต แถมในทางกลับกันยังปรับลดประมาณการณ์ขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าลง อ้างถึงผลกระทบที่ได้รับจากมาตรการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในขณะที่ประเทศยังตะเกียกตะกายหลุดพ้นจากภาวะถดถอยรุนแรง
    
       นอกจากนี้แล้วที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ(FOMC) ยังเปิดเผยหลังเสร็จสิ้นการประชุม 2 วันที่เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อวันอังคาร(17) ว่าทางธนาคารกลางแห่งนี้จะคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเตี้ยติดพื้น ร้อยละ 0.-0.25 ต่อไป หลังจากอยู่ในระดับนี้มาตั้งแต่ปี 2008 ด้วยอัตราคนว่างงานยังอยู่เหนือร้อยละ 6.5 และตัวเลขเงินเฟ้อยังไม่ถึงขั้นที่น่ากังวล
    
       อย่างไรก็ตามนาย เบน เบอร์นันกี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวว่ายังมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะตัดสินใจลดระดับการกระตุ้นเศรฐกิจในช่วงปลายปี "เราอาจเคลื่อนไหวในช่วงปลายปีนี้ถ้าเศรษฐกิจยังคงเติบโตต่อไป และคณะผู้กำหนดนโยบายของเฟดมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจ"
    
       คำแถลงของ FOMC ระบุว่าแม้เศรษฐกิจมีท่าทางฟื้นตัวขึ้นท่ามกลางการตัดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลโดยทั่วถึงทั้งหมดทุกภาคส่วนของรัฐบาล(sequester) แต่ทางคณะกรรมการตัดสินใจรอหลักฐานเพิ่มเติมว่าพัฒนาการของเศรษฐกิจจะยั่งยืน ก่อนปรับระดับการเข้าซื้อพันธบัตร พร้อมชี้เป็นไปได้ว่าด้วยอัตราดอกเบี้ยทีสูงขึ้นนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ได้ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจชะลอตัวแล้วในตอนนี้
เบน เบอร์นันกี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯแถลงกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธ(18) หลังเสร็จสิ้นการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน
       เฟด ได้รับการคาดหมายอย่างกว้างขวางว่าจะเริ่มต้นลดระดับโครงการเข้าซื้อพันธบัตรรายเดือน ซึ่งมีเป้าหมายกดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้ลดต่ำลง หลังนายเบอร์นันกี คาดคะเนเมื่อเดือนพฤษภาคมว่าจะมีการลดระดับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ หากเศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคง ขณะที่เหล่านักวิเคราะห์ยังถกเถียงกันว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ(QE)นี้ ควรถูกลดลงไปเท่าใดถึงจะเหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่ก็คาดหมายกันไล่ตั้งแต่ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน ไปจนถึง 25,000 ล้านต่อเดือน
    
       FOMC ยอมรับว่าเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในระดับปานกลาง แต่ขณะเดียวกันสภาวะของตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นแก่นกลางของนโยบายเฟดในขณะนี้ ดีขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กระนั้นก็ตามพวกเขาเน้นว่าอัตราคนว่างงานระดับร้อยละ 7.3 ในเดือนสิงหาคม ยังถือว่าสูงอยู่
    
       ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังได้ปรับลดประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษกิจของอเมริกาในปี 2013 ลง 0.3 จุด อยู่ที่ราวร้อยละ 2.0-2.3 พร้อมกับปรับลดประมาณการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าลงสู่ร้อยละ 2.9 ถึง 3.1 ในปี 2014
    
       อย่างไรก็ตามทาง FOMC มีมุมมองต่อตลาดงานในอนาคตที่ดีขึ้น ด้วยประมาณการณ์ว่าอัตราคนว่างงานจะลดลงสู่ระดับร้อยละ 6.4 ถึง 6.8 ในช่วงปลายปี 2014 ขณะที่คาดหมายว่าอัตราคนว่างงานในปี 2013 จะอยู่ราวๆร้อยละ 7.1 ถึง 7.3

ขอขอบคุณ http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000118102