Pages

Long Live The king

Long Live The king

September 14, 2012

น้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชูมีประโยชน์มากมาย ไม่ใช่แค่รับประทานได้อย่าง
เดียวแต่น้ำส้มสายชูมีประโยชน์สารพัดประการ ที่นำมาบอกเล่า
กันในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของประโยชน์ของน้ำส้มสายชูเท่านั้นนะ
ค่ะ ยังมีอีกมากมายเอาไว้จะมาสาธะยายใหม่อีกในคราวหน้าค่ะ

1. ป้องกันสีผ้าตก
 เสื้อผ้าสี เวลาซักสีอาจตกใส่เสื้อตัวอื่น วิธี
แก้ให้ใช้น้ำส้มสายชู 1 ถ้วย ผสมกับน้ำ 1 กะละมัง จากนั้นแช่ผ้า
สีทิ้งไว้ 15 นาที แล้วซักตามปกติ วิธีจะทำให้สีเสื้อไม่ตกค่ะ

2. เปลี่ยนผ้าสีหมองให้ขาวสะอาด เสื้อผ้าสีขาวเมื่อใช้ไป
นานๆมักเป็นสีขาวขุ่น หากต้องการให้กลับมามีสีขาวสว่างดัง
เดิมให้ผสมน้ำส้มสายชูในปริมาณเท่ากับน้ำยาซักผ้าขาวรวม
กับผงซักฟอกแช่ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วซักตามปกติ จะช่วยให้สี
ผ้ากลับมาขาวสะอาดขึ้นค่ะ ใครมีสีผ้าที่ไม่ขาวสดใสลองวิธี
นี้ดูนะค่ะ

3. ลบคราบเหลืองที่ใต้รักแร้เสื้อ เหงื่อ หรือโรลออน มักจะทำ
ให้เสื้อบริเวณรักแร้เป็นคราบเหลือง วิธีแก้คือ ใช้น้ำส้มสายชูทา
ตรงรอยเปื้อนให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 5-10 นาที จากนั้นซักตามปกติ รอย
เปื้อนก็จะหายไปค่ะ

4. เพิ่มความนุ่มให้แปรงสีฟัน ใครที่มีปัญหาซื้อแปรงสีฟันมา
ใหม่แล้วขนแปรงแข็งทิ่มเหงือก ให้นำแปรงสีฟันไปต้มในน้ำส้ม
สายชู 5-10 นาที จะช่วยให้ขนแปรงที่แข็งนิ่มลงได้ค่ะ

5. แก้ปัญหาไข่ติดเปลือก ไข่ที่สดและใหม่มากเกินไป เวลาที่
เรานำมาต้มมักมีปัญหาปอกเปลือกยาก ทำให้ไข่เป็นรอยขรุขระ
ไม่น่ารับประทาน วิธีแก้คือ เติมน้ำส้มสายชูครึ่งช้อนชาลงในน้ำ
ต้มไข่ จะช่วยให้เปลือกไข่ล่อนปอกได้ง่ายขึ้นค่ะ

6. เพิ่มความกรอบให้ผักผลไม้ วิธีคือ ผสมน้ำส้มสายชู 1ช้อน
ชา กับน้ำ 1 กะละมังเล็ก แช่ผักและผลไม้ที่ต้องการทิ้งไว้สัก 5-
10 นาที จากนั้นนำไปล้างน้ำอีกครั้ง เพียงแค่นี้ก็จะได้ผักผลไม้ที่
กรอบอร่อยได้ง่ายๆ แล้วล่ะค่ะ

7. แก้ปัญหาเนื้อปลาเละ เวลาต้มปลาหลายท่านคงเคยเจอ
ปัญหาเนื้อปลาเละ วิธีแก้คือ ใส่น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโตีะ ลงใน
น้ำต้มปลา นอกจากจะทำให้เนื้อปลาไม่เละแล้ว ยังทำให้เนื้อ
ปลามีสีขาวน่ารับประทานอีกด้วยค่ะ

วิธีทดสอบน้ำส้มสายชูว่าปลอมหรือไม่ โดยการหั่นพริกสด
หรือเด็ดใบผักชีแช่ในน้ำส้มสายชู ถ้าน้ำส้มสายชูยังใสแจ๋วพริก
หรือใบผักชียังสด แสดงว่าเป็นน้ำส้มสายชูแท้ แต่ถ้าน้ำส้มสาย
ชูขุ่น พริกหรือใบผักชีเหี่ยวเปื่อยยุ่ย แสดงว่าเป็นน้ำส้มสายชู
ปลอม

ขอขอบคุณ http://narakbeauty.blogspot.com/2009/06/blog-post_21.html

น้ำส้มสายชู สุดยอด


น้ำส้มสายชูแท้ กับน้ำส้มสายชูปลอมทำจากอะไร

น้ำส้มสายชู เป็นของจำเป็นที่ต้องใช้ประจำ จึงมีผู้คิดหากำไรจากการขายน้ำส้มสายชูปลอม โดยใช้กรดกำมะถันเพียงเล็กน้อยผสมน้ำมากๆ ก็จะได้รสเปรี้ยวจัด เนื่องจากต้นทุนต่ำมาก จึงขายได้ในราคาถูกกว่าน้ำส้มแท้ ขายเพียงขวดละไม่กี่บาท ก็ได้กำไรสูง

ส่วนน้ำส้มสายชูแท้คือ กรดอาซิติก ซึ่งได้จากการหมักผลไม้ต่างๆ หรือการหมักอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว น้ำมันมะพร้าว หรือกากน้ำตาล บางครั้งเรียกว่า น้ำส้มสายชูหมัก

การเลือกซื้อน้ำส้มสายชู

1. ศึกษาฉลาก ชื่อสามัญทางการค้า เครื่องหมายการค้า เลขทะเบียนอาหาร เครื่องหมายมาตรฐานการค้า ผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่าย วันหมดอายุ ปริมาตรสุทธิ

2. สังเกตความใสไม่มีตะกอนขวดและฝาขวดของน้ำสมสายชูไม่สึกกร่อน ผลึกสีขาวรูปร่างคล้ายกระดูกของผงชูรส

วิธีการทดสอบน้ำส้มสายชู 

นำ น้ำสมสายชูที่สงสัยใส่ภาชนะ หยดน้ำยาเยนเชียนไวโอเลตสีม่วงลงไปในน้ำส้มสายชู ถ้าไม่เปลี่ยนสีเป็นน้ำส้มสายชูแท้ ถ้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือสีน้ำเงินเป็นน้ำส้มสายชูปลอม หรือใส่ผักชีลงไปในน้ำสมสายชูแล้วสังเกตการเปลี่ยนสี ถ้าน้ำส้มสายชูปลอมผักชีจะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองและจะไหม้อย่างรวดเร็ว
------------
ความจริงเกี่ยวกับการดื่มน้ำส้มสายชูหมัก               
“ทันทีที่คุณดื่มน้ำส้มสายชูหมัก คุณจะรับรู้ได้ถึงความอ่อนเพลียของร่างกายจะถูกค่อย ๆ กำจัดทิ้งไปทีละน้อยและจะหมดไปภายใน
สองชั่วโมง”คุณสามารถยืนยันปรากฎการณ์นี้ง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง โดยสังเกตปัสสาวะของคุณก่อนดื่มและหลังดื่ม จะมีสีต่างกัน นั่นคือ
เมื่อคุณดื่มน้ำส้มสายชูแล้ว 1-2 ชั่วโมงให้หลัง ปัสสาวะจะเริ่มใสขึ้น หรือหากคุณขี้สงสัยอยากดูให้ละเอียดมากขึ้นอีก ก็สามารถเช็คง่าย ๆ
ด้วยกระดาษลิตมัส ก่อนและหลังดื่มน้ำส้มสายชู จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าภายหลังดื่มแล้ว ปัสสาวะจะมีฤทธิเป็นด่างมากขึ้นซึ่งก่อนดื่ม
จะมีฤทธิเป็นกรด  ฉันใดก็ฉันนั้น สำหรับปัสสาวะและโลหิตของเรา ก็จะมีปฎิกิริยาที่คล้ายกันก่อนดื่มโลหิตของเราในขณะที่อ่อนเพลีย
จะมีฤทธิเป็นกรด และภายหลังดื่มน้ำสัมสายชูหมัก ก็จะมีฤทธิเป็นด่างขึ้น นั่นก็แสดงว่า จะต้องมีสารตัวใดตัวหนึ่งที่ทำให้ร่างกายของเรา
รู้สึกอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และทันทีที่เราดื่มน้ำส้มสายชูก็จะเกิดปฎิกิริยาทางเคมีบางอย่างที่สามารถ ขจัดสารตัวนั้นออกไป



“ ดื่มน้ำส้มสายชูหมัก ช่วยกำจัดกรด แลคติค (lactic) และเป็นผู้ช่วยชั้นเยี่ยมของตับ “
ก่อนอื่นต้องเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปแล้วว่า ตับจะมีหน้าที่กำจัดสารพิบต่าง ๆ ในร่างกาย รวมถึงสารที่ทำให้ร่างกายมนุษย์อ่อนเพลียด้วย
ซึ่งตัวการนี้เราเรียกว่ากรดแลคติค(lactic) ซึ่งเราต้องระมัดระวังไม่ให้ตับของเราเสียหาย หรือทำงานหนักขึ้น ซึ่งไม่มีอะไรมาทดแทนได้
หากผิดปกติขึ้น ดังนั้นจึงควรหาทางให้ตับทำงานได้ดีตลอดเวลา รับประทาน เนื้อ, ปลา, ไข่, น้ำมันมะพร้าว, ผักใบเขียว และดื่มน้ำสัมสายชูจะทำให้ตับทำงานได้สมบูรณ์มากขึ้นหรือเรียกตามภาษาชาว บ้านว่าอาหารบำรุงตับ

ทฤษฎีของเครบ (Kreb’s theory)

ดร.เครบ นักวิทยาศาสตร์ รางวัลโนเบิลชาวอังกฤษได้ค้นพบทฤษฎีนี้ตั้งแต่คศ.1953ดร.เครบได้อธิบายถึง ทำไมการดื่มน้ำสัมสายชู
ช่วยขจัดความอ่อนเพลียของร่างกายเขาได้อธิบายถึงกระบวนการที่อาหารที่เรารับประทานเปลี่ยนไปเป็นพลังงานหรือการ
เผาผลาญอย่างละเอียดและรวมไปถึงความลับที่ทำใหร่างกายมนุษย์รู้สึกอ่อนเพลีย และวิธีการกำจัดมัน จากการค้นพบของ ดร.เครบ
ทำให้นักวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศญี่ปุ่น ศจ.ฮิชิโร อาคิตานิ จากมหาวิทยาลัยโตเกียวได้ทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตพยายาม
ให้คนญี่ปุ่นดื่มน้ำส้มสายชูหมักมากเท่าที่จะมากได้ จึงเป็นที่มาของวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่นิยม ดื่มกัน
ทั้งเกาะและก่อให้เกิดปัญหาตามมาคือ “คนแก่ล้นเมือง” อายุยืนยาวเป็นร้อยปี ที่นี้เรามาดูการทำงานอันมหัศจรรย์ของร่งกายเรา



เริ่มต้นที่เรารับประทานอาหารเข้าไปทำการย่อยเพื่อเปลี่ยนแป้งเป็นกลูโคส โปรตีนก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นกรดอมิโนอีก 20 ชนิด
ไขมันจะถูกเปลี่ยนไปเป็นกลีเซอรรีน และกรดไขมัน 
อาหารต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะถูกเผาผลาญและเปลี่ยนไปเป็นสาร ที่เรา
เรียกว่า ATP (Adenocine triphosphate) ซึ่งให้พลังงานออกมาในรูปความร้อน  บางส่วนก็นำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
เมื่อต้องการเช่น โปรตีนอาหารเกือบทั้งหมดที่เรารับประทานจะถูกเปลี่ยนเป็นกรด 8 ชนิดและจะถูกลดปริมาณลงในรูปของการ
เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน (ATP) แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะเกิดขึ้นและถูกขับออกโดยกระบวนการหายใจออก น้ำก็จะถูก
ขับออกมาในรูปของปัสสาวะและเหงื่อ  และถ้ากรดทั้ง 8 ทำงาน ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กระบวนการทั้งหมดที่ได้อธิบายมาก็จะ
ไม่เกิดกรด ไพโรราสมิค (Pyroracemic หรือ ไพรูวิค(Pyruvic) และกรดแลคตริค  ความเมื่อยล้าอ่อนเพลียและปวดตามกล้ามเนื้อ
ก็จะไม่เกิด กล้ามเนื้อของเราก็จะนิ่มไม่แข็งเกร็ง โลหิตก็จะมีฤทธิเป็นด่าง ปัสสาวะก็จะใสขึ้นแน่นอนที่สุดก็จะมีฤทธิเป็นด่างด้วย
มีความสดชื่น ตื่นตัวในทางตรงกันข้ามหากเราทำงานหนัก ทั้งทางกายและทางใจ หรืออาหารที่เรารับประทานเข้าไปแย่สุด ๆ
หรือร่างกายไม่ได้ดื่มน้ำส้มสายชู ก็จะทำให้กระบวนการที่กล่าวมา เมื่อสักครูไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้เกิด
กรดแลคติค  กรดนี้จะสะสมในกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดความเจ็บปวดและเมื่อยล้า หากกรดแลคติคสะสมในกล้ามเนื้อ ประมาณ
0.24-0.40% ของของเหลวในร่างกายเรา เราจะรู้สึกอ่อนเพลียหรือเหนื่อยทันที การตอบสนองของร่างกายจะช้าลงบางทีอาจทำให้
ทำงานผิดพลาดหรือไม่ก็อุบัติเหตุ หากปล่อยให้มีการสะสมของกรดแลคติคมากขึ้น บางรายถึงกับเกร็งหรือเป็นตะคริวทำให้
ประสาทชา หรืออัมพาตได้ หรืออาจปวดต้นคอหรือไหล่ ทั้งหลายทั้งปวงเปล่านี้เกิดจากกรดแลคติคสะสมในร่างกายทั้งสิ้น

“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการดื่มน้ำส้มสายชูหมักเพื่อเลือดที่เป็นปรกติ” 

ภาวะที่เลือดมีกรดแลคติค จะทำให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวข้าลง ทำให้เกิดภาวะเบื่อหน่ายน่ารำคาญ  โมโหง่ายหรือฉุนเฉียว นั่นยิ่ง
เป็นการเพิ่มปัญหาบนปัญหาเข้ามาอีกต่อหนึ่ง ภาวะนี้ร่างกายก็จะเสี่ยงต่อเชื้อโรคต่าง ๆ ความเจ็บป่วย ทางแก้ก็มีอยู่ 2 ทาง หนึ่ง
นั่นคือ ทางใจ ท่านจะต้องฝึกจิตให้สามารถจัดการต้นเหตุที่กล่าวมา ซึ่งโดยปกติแล้ว พระสงฆ์หรือผู้ที่ฝึกสมาธิขั้นสูงเท่านั้นที่
สามารถทำได้
 แต่สำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ ง่าย ๆ ก็คือ ดื่มน้ำสัมสายชูหมัก เพื่อทำให้ภาวะเลือดเป็นกรดหายไปหรือเป็นด่างมากขึ้นเบื้องต้นก็จะรู้สึกตรงกันข้ามกับที่เอ่ยมาทั้งหมดเมื่อดื่ม  สาเหตุหลักเนื่องมาจากน้ำสัมสายชูหมัก หรือกรดอะซิติคจะไปกำจัด
กรดแลคติคให้หมดสิ้นโดยการทำให้วัฎจักรซิตริค (Citric cycle) หรือวัฏจักรเครบ ทำงานสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

“ดื่มน้ำสัมสายชูหมักจะทำให้หายเครียด”
 ความเครียดคือความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา ความหมาย ที่แท้จริงกินความกว้างกว่านี้มากนัก รวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ที่มีผลกระทบทำให้เรา เกิดความเครียด เช่น ร้อน หนาว เหนื่อย อาหารและรวมไปถึงความกังวลและ
เจ็บป่วย หากปล่อยให้ความเครียดเข้าครอบงำผลร้ายก็เกิด ตามมาบางราย ถึงกับล้มป่วย หรือเป็นโรคร้าย กลไกที่ทำให้เกิดความเครียด ถูกค้นพบโดย
ดร.ฮาน นักวิทยาศาสตร์ รางวัลโนเบลชาวแคนาดา โดยการค้นพบฮอร์โมน
ACH และการทำงาน ของต่อมหมวกไต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิต
ประกอบไปด้วย 3 พวกใหญ่ ๆ คือ
  1. ฮอร์โมนควบคุมการเผาผลาญอาหาร  
  2. ฮอร์โมนควบคุมปริมาณน้ำและเกลือแร่ในเลือด
  3. ฮอร์โมนเพศ

ทั้งสามนี้เรียกรวมกันว่า ACH ฮอร์โมน ซึ่งถ้าไม่ปรกติ ท่านก็คงนึกออกว่าจะมีผลอย่างไรยกตัวอย่างเช่น ฮอร์โมนควบคุม
การเผาผลาญอาหาร ถ้าไม่ปกติ ก็พวกกินน้อย แต่อ้วนเอา ๆหรือไม่ก็ทานเย๊อะแยะ เลยกลับผอมกะหร่อง ถ้าฮอร์โมนควบคุม ปริมาณน้ำและเกลือแร่ในเลือด บกพร่อง ก็จะก่อให้เกิดโรคเลือดตามมา
  1. และที่สำคัญมากๆเลยถ้า ฮอร์โมนเพศ ไม่ปกติ หลายท่านคงอยากหนีไปบวช คิดว่าท่านคงจินตนาการเอาเองได้
หากปล่อยให้ความเครียดเกิดขึ้นนานเกิน ไป หรือ ACH ฮอร์โมน หลั่งน้อยเกินไป เราอาจแพ้ต่อความเครียด บางทีถึงขั้นล้มป่วย ดังนั้นเราต้องหาทางป้องกันความเครียดหรือกำจัดความเครียด ง่าย ๆ ก็โดยการพักผ่อน หรือนอนหลับ หรือกำจัดโดยกระตุ้น
ต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมน โดยการดื่มน้ำสัมสายชูหมัก หรือกินอาหารที่มีประโยชน์ บางท่านถึงกับสรุปว่า ACH ฮอร์โมน ได้มาจากน้ำสัมสายชูหมัก ซึ่งเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ ดร.ฮาน ได้รับเกียรติอันสูงสุดในการค้นพบครั้งนี้
“คลอเลสเตอรอล สิ่งที่คุณไม่ควรเกลียดและกลัวเมื่อคุณดื่มน้ำส้มสายชูหมักเป็นประจำ”โรคหลอดเลือดแข็งตัวเป็นโรคที่ร้ายแรง รักษายากมาก หลายคนกลัวมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบถึงต้นตอและสาเหตุ
คือ “คลอเลสเตอรอล” ทั่วโลกประโคมจนทำให้เราทั้งเกลียดทั้งกลัวคลอเลสเตอรอล ร่างกายของเรามีคลอเลสเตอรอลจำนวนมาก มีบทบาทและความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระแสเลือดอย่างที่คุณคิดไม่ถึง เช่น เมื่อเราตกอยู่ภาวะอันตราย คลอเลสเตอรอล
จะนำ ACH ฮอร์โมน ไปยังที่หมายทันทีทันใด เมื่อใดที่คุณต้องการความแข็งแรง Hormone เพศก็จะถูกส่งไปในที่ที่ธรรมชาติ
ต้องการ คนที่มี คลอเลสเตอรอลต่ำกว่าเกณฑ์ ปกติก็จะไม่สดชื่นเบื่อโลก ห่อเหี่ยว และที่สำคัญ อาจบกพร่องทางเพศเนื่องจาก ร่างกายเราเคลื่อนย้ายฮอร์โมนทั้งหลายผ่านคลอเลสเตอรอล
 

 ศจ.โตกิโอ ชิมาโมโต เผยแพร่งานวิจัยถึงปัญหาหลอดเลือดแข็งตัวทำให้ทั่วโลก
สนใจ เป็นอย่างยิ่ง เขาได้ค้นพบว่า หากมีการหลั่งแอนดีนาลีน (Andrenaline)
จากอาการโมโหสุดขีด, กังวล, เย็นจัด หรือเมื่อเราต้องการใช้คลอเลสเตอรอล เป็นพาหะเคลื่อนย้ายฮอร์โมน บ่อยเกินไปผ่านหลอดเลือดจะทำให้ผนังหลอดเลือด
แข็งตัว หากเรากำจัด ต้นเหตุของการหลั่ง ฮอร์โมนชนิดนี้ เช่นความเครียดก็จะลด ความเสี่ยงลงได้มากแต่ที่สำคัญมากที่สุด ก็คือการควบคุม คลอเลสเตอรอลไม่ให้
สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

ซึ่งการดื่มน้ำส้มสายชูหมักเป็นประจำจะทำให้ปริมาณคลอเลสเตอรอลลดลง
โดยกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นกรดต่างๆและเข้าสู่วัฎจักรซิตริค (Citric cycle)
ที่สมบูรณ์แบบ ตามการค้นพบของ ดร.เครบ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งจะทำให้ตับ
ทำงานน้อยลง ประสิทธิภาพของตับ สูงขี้นเมื่อตรวจเลือด ซึ่งจะทำให้ตับ ซึ่งเป็น
อวัยวะผลิตคลอเลสเตอรอล ส่วนใหญ่ของร่างกาย ผลิตคลอเลสเตอรอล ที่ปกติ ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่เข้าใจผิดคิดว่า เป็นเพราะทานไขมันมากไปซึ่งอาจถูกสำหรับ
บางคนเท่านั้น ดังนั้นสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับคลอเลสเตอรอลเกินควรอย่างยิ่งที่
จะต้องตรวจประสิทธิภาพของตับ เมื่อตรวจโรคทั่วไปด้วย
 
“ ดื่มน้ำส้มสายชูหมักจะไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย โรคกระเพาะ และ
จุกเสียด (heartburn) “
มีการค้นพบว่าอาการจุกเสียดไม่ได้มีสาเหตุมาจากการ
หลั่งน้ำย่อยมากเสมอไป คนป่วยที่มีการหลั่งน้ำย่อยต่ำ หรือ บางรายผ่าตัด
กระเพาะทิ้งแล้วยังมีอาการเลย บางรายดื่มน้ำทีมีฤทธิเป็นด่างหรือดื่มน้ำมากๆ ก็ยังคงมีอาการ การใช้ชีวิตที่รีบเร่ง ทั้งกิน และดื่มล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุของ อาการจุกเสียดทั้งสิ้นหากคุณ มีอาการกระเพาะเป็นแผลอยู่แล้วให้คุณดื่ม
น้ำส้มสายชูทีละน้อยก่อน แล้วสังเกตุอาการและค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้นทีละน้อย
อย่างช้าๆ
 วิธีสังเกต อาการเป็นแผล ในกระเพาะคุณจะปวดภายหลังจากคุณรับประทานอาหารไปแล้วครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง แต่ถ้า
คุณปวดก่อนมื้ออาหาร ส่วนใหญ่แล้วจะมีแผลหรืออักเสบในลำใส้เล็กส่วนต้น แล้วทำไมต้องดื่มน้ำส้มสายชูหมัก ทั้งๆที่
น้ำย่อยของเรามีกรดไฮโดรคลอริค อยู่แล้วคุณ วางใจได้ สาเหตุเนื่องมาจากกรดอะซิติค ในน้ำส้มสายชูหมักทำให้ ระบบประสาทอัตโนมัติต่างๆกลับมาทำงานเป็นปรกติอีกครั้งซึ่งระบบประสาท อัตโนมัติเหล่านี้นี่แหละที่เป็นต้นเหตุ ทำให้เกิดการหลั่งน้ำย่อยมากผิดปกติและผิดเวลาทำให้เกิดแผลในกระเพาะ และทีพบบ่อยมากที่สุด ก็ “ ความเครียดไง “ ทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติรวนเรหมด 

หมายเหตุ:
  หากท่านมีอาการมากอยู่ก่อนแล้วควรอยู่ภายใต้การดูแลจากหมอเอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาแผลให้ทุเลาก่อน
วิธีนี้สำหรับผู้ที่มีอาการเป็นๆหายๆ น่ารำคาญซึ่งส่วนใหญ่ จะรักษาที่ปลายเหตุ เช่นทานยาเคลือบกระเพาะ คุมอาหาร
รสจัดทุกชนิด เหมือนตกนรกทั้งเป็น เพราะชีวิตมีแต่ความจืดชืดี 

 
“คนเราเมื่อแก่ตัวลงทำไมต้องการแคลเซียมมากขึ้น”

ง่ายๆก็เพราะว่าร่างกายของคนแก่ดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลงทั้งๆที่ก็กินอาหาร ที่มีแคลเซียมสูงกว่าเดิมอีก แล้วกลไกอะไรที่ทำให้การดูดซึมหย่อนประสิทธิภาพ
ลง ความลับก็คือ คนแก่น้ำย่อย จะลดลง ความเป็นกรดที่มีความจำเป็นต่อ
แคลเซียม ก็ลดลง หนำซ้ำตับอ่อนก็หลั่งโซเดียมไบคาร์บอเนตไปที่ลำใส้เล็ก ส่วนต้นและตอนบน ซึ่งมีฤทธิเป็นด่าง ทำให้แคลเซียม จับตัวกันเป็นโมเลกุล
ที่ใหญ่ขึ้นทำให้ไม่สามารถแทรกซึมผ่านผนังลำใส้เล็กดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ได้และจะถูกขับถ่ายทิ้งทางทวารอย่างน่าเสียดาย คนแก่จึงขาดแคลเซียม
โดยปริยาย ที่น่าสงสารมากเข้าไปอีก ก็คือ วิตามิน ซี และ บี 1 ที่มีประโยชน์ ก็ถูกด่างในลำใส้เล็กตอนต้นทำลายไปด้วย ดังนั้น น้ำส้มสายชูหมักจึงเปรียบ
เป็น โอสถ ทิพย์ของคนในวัยชราที่ต้องการให้ระบบการหลั่งน้ำย่อยเป็นปรกติ
ที่สุด ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมชาวญี่ปุ่นจีงนิยมดื่มน้ำส้มสายชูหมักกันมากและมี
อายุยืนยาวมากกว่าร้อยปี 
สรุป การดื่มน้ำส้มสายชูหมักเป็นประจำก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายสุดคณานับ ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นด่างหรือ pH ที่ 7.4
มีสีแดง เหมาะมากสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งโดยปกติแล้วคนไข้ในกลุ่มนี้จะมีออกซิเจนในเลือดต่ำ มี กรดแลคติค
สะสมในเลือดสูง ทำให้เลือดเป็นสีดำ เหนือดข้น อาการอ่อนเพลียเมื่อยล้า เหนื่อยง่าย ก็จะตามมา  การดื่มน้ำส้มสายชูหมักเป็น
ประจำ ปัสสาวะก็จะ ใสขึ้น และเป็นด่าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณของผู้ที่มีสุขภาพดีเลิศ นอกเหนือจากนี้ สำหรับผู้ที่มีความ
จำเป็นต้องทำงานหนักตรากตรำ จริงอยู่ คาเฟอีน ในเครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลาย สามารถทำให้ท่านหายเหนื่อยอย่างรวดเร็ว
แต่อย่าลืมน๊ะ ว่ามันมีผลร้าย ต่อร่างกายมาก  บางประเทศถึงกับออกกฏหมายห้ามจำหน่าย แต่สำหรับประเทศ ด้อยและกำลัง พัฒนาก็อนุญาตให้ดื่มวันละ 2 ขวด เด็ก สตรีตั้งครรและคนชราห้ามดื่ม  น้ำส้มสายชูหมักซิค๊ะ ผสมน้ำแข็ง หรืออยากได้รสซ่า
อาจผสมโซดา เล็กน้อย จิบไปด้วยทำงานไปด้วยความอ่อนเพลียเมื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ ก็จะค่อยๆหายไปภายใน 1-2 ชั่วโมง
ภายหลังรัปประทาน ทานกันได้ทั้งครอบครัว ไม่มีกฏหรือข้อห้าม  

สำหรับผู้ที่มี ภาวะเครียด ดื่มน้ำส้มสายชูหมักจะทำให้ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตทำงานปกติ เพื่อกำจัดความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าดื่มหลังอาหารเย็นจะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
หลับง่ายและลึกซึ่งเป็นสรรพคุณเบื้องต้นของการดื่มน้ำส้มสายชูหมักที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว
หลายรายที่ดื่มทำให้หายจาก สาระพัดโรคที่เกี่ยวเนื่องมา จากปัญหาการนอนไม่หลับทำให้ หลายท่านที่ได้ทดลองดื่มถึงกับเรียกว่า ยามหัศจรรย์ ซึ่งขอเรียนท่านว่า เครื่องดื่ม
น้ำส้มสายชูหมัก ไม่ใช่ยาแต่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ถึงแม้สรรพคุณสูงกว่ายาหลายชนิด ที่อวดอ้างสรรพคุณสำหรับผู้ที่มีปัญหาคลอเลสเตอรอลสูง หรือต้องการลดความอ้วน
น้ำส้มสายชูหมัก จะทำให้การเผาผลาญ และการทำงานของ citric cycle สมบูรณ์แบบ มากขึ้นและควร ผสมผสานกับการออกกำลังกายจะให้ผลดีมากที่สุด ยังมีสรรพคุณ ของ การดื่ม น้ำส้มสายชูหมัก อีกมากมาย เช่นการขจัดพิษ ซึ่งท่านสามารถ ค้นคว้าได้จากทาง อินเตอร์เนท หรือสื่ออื่นๆ ได้ทั่วไป ส่วนข้อเสียของน้ำส้มสายชุหมักมีเพียงรสชาติที่เปรี้ยวและมีกลิ่นฉุนน้ำส้ม เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามปรัชญาของการมีสุขภาพที่ดีท่านต้องทานอาหารให้ครบ ทั้ง 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำจิตใจให้ผ่องใสไม่เครียด ไม่ใช่ อดอาหาร จนขาดสารอาหาร
 
หมายเหตุ: น้ำส้มสายชูหมักจากผลไม้ทุกชนิดมีสรรพคุณ และคุณสมบัติคล้ายๆกัน ยกเว้น น้ำส้มสายชูหมักจาก
น้ำอ้อยบริสุทธิ เท่านั้นที่ไม่มีโซเดียม จึงปลอดภัยต่อผู้ที่มีภาวะความดันสูง จึงเป็นสาเหตุที่ชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มเฉพาะ
ที่หมักหรือทำมาจาก มาจากน้ำอ้อยบริสุทธิเท่านั้น

ขอขอบคุณ http://www.thai-japanbev.com/general.html

รา กับน้ำส้มสายชู


สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘รา’ ภัยบ้าน-สุขภาพ
บทความชิ้นพิเศษเกี่ยวกับ เชื้อเรา เอาใจทั้งคนรักษ์บ้าน และรักษ์สุขภาพ อันเนื่องมาจากเชื้อราที่เกิดขึ้นบนเฟอร์นิเจอร์ หรือข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน เพราะความอับชื้น หากปรากฏขึ้นมาก นอกจากจะไม่สวยงามแล้ว เชื้อรายังเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย โดย ‘มุมสุขภาพ’ ขอเสนอวิธีพิชิตเชื้อรา จากคุณ meepole…

ราบางชนิดก็มีประโยชน์ใช้ทำยา ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น แต่ที่จะเขียนถึงต่อไปนี้แน่นอน มันเป็นราผู้ร้าย รามีหลายประเภท (species) และราแต่ละชนิดก็มีผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน และที่แน่นอนคือเมื่อมีราเกิดขึ้นไม่ว่าส่วนใดของบ้าน ต้องกำจัดออก ไม่ต้องคิดเมตตาปราณีเป็นอันขาด หลายคนอาจยังเข้าใจว่าเชื้อราก่อให้เกิดโรคเฉพาะผิวหนังภายนอก เช่น กลากเกลื้อน เชื้อราที่มือและเท้า เป็นต้น แต่ความจริงแล้วราลุยเข้าไปในตัวเราได้มากกว่าที่คิด ตับ ไต ไส้พุง ระบบน้ำเหลือง มันเที่ยวไปรังควานซะทั่ว
เชื้อราเส้นเล็กๆ นี่ อันตรายกว่าที่คิดแน่นอน เพราะอาจส่งผลต่อการเกิดภูมิแพ้ และเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคปอดอักเสบ บางชนิด สามารถผลิตสารพิษที่เรียกว่า mycotoxin ซึ่งมีพิษมาก และถูกสงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งด้วย มีผลต่อภูมิคุ้มกันบกพร่อง ราบางชนิด เช่น กลุ่มราบางชนิดที่ชอบขึ้นบนพรมที่ชื้น ทำให้ลำไส้ใหญ่อักเสบ มีเลือดออกภายใน เกิดแผลในกระเพาะ และอีกชนิดที่รู้จักกันดีคือกลุ่มเพนนิซิเลียมที่พบได้ทั่วไปในดิน อาหาร ขนมปัง ธัญพืช มักพบบนผนังฝาบ้าน พรม วอลเปเปอร์ที่ชื้น ราพวกนี้จะทำให้มีอาการหอบหืด โรคปอดอักเสบภูมิไวเกิน ราบางชนิดเข้าปอดโดยการหายใจ ทำให้มีการติดเชื้อแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ตับ ม้าม กระดูก ตลอดจนเข้าไปในระบบน้ำเหลือง และตายได้ บางกลุ่มทำลายตับ ไต
เราได้รับเชื้อรา ทางไหนบ้าง?...เรารับเชื้อราได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่น จากการสัมผัส ทางจมูก โดยการหายใจ พบว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจ เนื่องจากเชื้อรามีอยู่ทั่วไปในอากาศโดยเฉพาะสปอร์ล่องลอยเที่ยวไปเรื่อยๆ ดังนั้น คนที่มีปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงบริเวณเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อรา หรือบริเวณที่มีเชื้อราอยู่มาก เช่น บริเวณที่มีฝุ่นละอองเยอะ บริเวณที่มีคนอยู่หนาแน่น อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน เช่น คนที่เป็นโรคเอดส์ โรคมะเร็ง ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่กำลังมีการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์และเคมีบำบัด กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอด เช่นคนที่เป็นโรควัณโรค หรือ cystic fibrosis เป็นต้น
รู้อย่างนี้แล้วคงต้องหาเวลาตรวจส่วนต่างๆของบ้าน ว่ามีราแอบแฝงที่ส่วนใดบ้าง ห้องน้ำ ผ้าม่าน พรม หน้าต่าง เบาะนั่ง หมอน ผนังห้อง หวี เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เสื้อผ้า กระเป๋า...เพราะบางครั้งที่คนในบ้าน เด็กเล็ก ป่วยหอบหืด ภูมิแพ้ อาเจียน ไข้ โดยไม่มีสาเหตุ และนำไปสู่โรคต่างๆข้างต้นได้ แม้กระทั่งผู้ใหญ่หากร่างกายอ่อนแอ ก็จะมีอาการดังกล่าวเช่นกัน โดยอาจจะมาจากสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า "รา" นี่เอง

ปฏิบัติการกำจัด-จำกัด ราในบ้าน เราจะเริ่มที่ขั้น ทำความสะอาดก่อน ๑. แรกสุดที่ต้องคิดถึง คือกำหนด "รา cleaning day" (ทำงานให้เป็นสุข สนุกกับการทำงาน) ดูว่าราขึ้นมากไหม (บริเวณกว้างไหม) และมันเพิ่งขึ้น หรือมันนานพอควรแล้ว รู้ได้ยังไง ...ก็ดูว่าฟูมากไหม เป็นขยุ้ม หรือเป็นจุดเล็กๆ อันนี้จำเป็น แล้วแต่ละสภาพแวดล้อมที่ทำ ถ้าเป็นในห้องน้ำมักจะเป็นพวกไม่ฟู ถ้าเป็น อาหาร ไม้ โดยเฉพาะ particle board ที่เป็นส่วนของเฟอร์นิเจอร์ จะฟู (ถ้าขึ้นมาเกิน ๑ สัปดาห์แล้ว) ๒. สำรวจความพร้อมของคณะทำงานและผู้ช่วยก่อน ถ้ามีรามาก และฟู และคุณมีสภาพร่างกายที่มีความเสี่ยงแบบที่กล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ ก็ควรใส่ที่ป้องกัน สวมหน้ากากกันหวัดนั่นล่ะ ถุงมือพลาสติกที่มีขายตามสรรพสินค้าทั่วไปหรือเป็นถุงมือแพทย์ก็ได้ ถ้าฉุกเฉินจริงๆหาไม่ทัน เอาของที่มีทุกบ้านมาใช้แทน คิดออกไหมเอ่ย!!! ถุงกอบแกบขนาดเล็กเอามือใส่เข้าไป แล้วเอาห่วงยางรัดก็จะได้ถุงมือแบบไม่มีนิ้ว เก๋ไปอีกแบบ เสื้อผ้าที่สวมใส่เอาที่รัดกุมหน่อย อย่ากรุยกรายมากนักเดี๋ยวยังไม่ทันทำความสะอาด แขนเสื้อ ชายเสื้อ จะไปกวาดแทนหมด ๓.ดูพื้นที่ๆเราจะจัดการก่อนว่าราขึ้นที่ไหน สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นเป็นอย่างไร เช่นแห้ง ชื้น เปียก ๔.สำรวจบริเวณที่จะทำความสะอาด ว่ามีของเกะกะ หรือของใช้อื่นๆอยู่ใกล้หรือไม่ เช่นเฟอร์นิเจอร์ โซฟา หมอนหนุน อยู่ในบริเวณเดียวกัน หากมันขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งที่เป็นจุดร่วม ต้องค่อยๆหยิบออกมาวางทีละชิ้นแล้ว clear เพราะจะถือว่าทุกส่วนกระทบหมดคือ อาจมีรา เพราะรามีลักษณะเป็นเส้นใยมันสามารถชอนไช แผ่ขยายเหมือนตาข่าย เพราะฉะนั้นถ้าจะทำความสะอาดที่จุดใดต้องจัดการบริเวณไกล้เคียงด้วย บริเวณอื่นก็ใช้หลักการเดียวกัน ไม่งั้นมันจะเหลือพรรคพวกเตรียมซุ่มรอก่อการร้ายได้อีก เมื่อสภาพแวดล้อมรู้เห็นเป็นใจ ๕.สังเกตพื้นผิวที่จะกำจัดก่อนว่าพื้นเรียบหรือขรุขระหรือมีรูพรุน (วัสดุมีรูพรุนหรือน้ำซึมได้ดี เช่น ฝ้า แผ่นฉนวน พรม เสื้อผ้า กระดาษ หนังสือ ) หรือไม่ซึมน้ำ เช่น แก้ว โลหะ พลาสติกแข็ง หรือซึมได้เล็กน้อย เช่น ไม้ คอนครีต ๖.กำหนดบริเวณที่ทำความสะอาด แล้วหากระดาษหนังสือพิมพ์มาปูรอบๆ (ติด) พื้นบริเวณนั้น ๆ (กรณีในบ้าน) แล้วสเปรย์น้ำหมาดๆลงบนกระดาษ (ก่อนจัดการรา) ถ้าเป็นห้องนอนต้องหาผ้ามาคลุมเตียง ๗.เอาถุงกอบแกบ ใบใหญ่หน่อยชนิดที่เอาของทุกอย่างทิ้งในถุงนั้นได้หมด โดยไม่ต้องคอยขยับถุง (กระเทือน) มาวางใกล้ และ ๘.อย่าเปิดพัดลม เพราะอาจเป็นตัวกระจายสปอร์ให้ฟุ้งไปทั่วอีก พร้อมแล้วนะคะ ลงมือลุย
จาก ข้อ ๓ *ถ้าพื้นที่ที่ราขึ้นแห้ง ห้ามเช็ดแบบแห้งเป็นอันขาดเพราะถ้ามีสปอร์มันจะฟุ้งล่องลอย ไปเที่ยวรอบห้อง หรือไม่ก็เข้าจมูก ปาก ตาของเรา อันตรายอีก ดังนั้น ต้องทำให้มันชื้นเล็กน้อย โดยใช้กระดาษ tissue มากๆหลายๆชั้น ชุบน้ำ หมาดมากๆ (ไม่เปียกแฉะ) ปกติควรใช้ tissue ขนาดแผ่นใหญ่ที่เป็นม้วน มันจะหนาดีมาก *แล้วเช็ดจากล่างขึ้นบน (ซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้ายก็ไม่ ได้) นี่กรณีราฟู นะคะ ถ้าไม่ฟูก็ตามใจถนัด *เช็ดทีเดียวทิ้งทุกครั้ง ไม่มีการซ้ำ อย่าประหยัด •เตรียมน้ำสบู่เหลว เอาแบบที่บอกว่าฆ่าเชื้อหรือธรรมดาก็ได้ (ไม่ได้ค่าโฆษณาเลยไม่บอกชื่อ).. (ยิ้ม) ผสมน้ำเล็กน้อย เช็ดซ้ำอีก •เสร็จก็ใช้น้ำเช็ดซ้ำ คราวนี้เช็ดยังไงก็ได้ ตามใจชอบ ทำความสะอาดเสร็จ นั่งพักก่อนได้ ถ้าเหนื่อย
ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีหลายวิธีให้เลือก ๑.น้ำส้มสายชู เทน้ำส้มสายชูออกจากขวดใส่กระดาษทิชชู หมาดๆ (ไม่แนะนำให้ใช้ผ้าเพราะใช้แล้วต้องซัก ไม่ดีแน่ เอาแบบใช้แล้วทิ้งปลอดภัยกว่า) หรือใส่ขวดสเปรย์ก็ได้ สเปรย์ตั้งทิ้งไว้สัก ๕-๑๐ นาทีแล้วก็เช็ดเลย กำจัดได้ในระดับน่าพอใจ (๘๐%) แต่ไม่ฆ่าสปอร์ ๒.Tea tree oil ใช้ ๒ ช้อนชาในน้ำ ๒ ถ้วย ใส่ขวดสเปรย์เบาๆ บนบริเวณที่ต้องการแล้วเช็ด เหลือเก็บใส่ขวดเก็บไว้ใช้ได้นาน ๓.Grapefruit seed extract ใช้ ๒๐ หยด ใส่ในน้ำ ๒ ถ้วย ใส่ขวดสเปรย์เบาๆ บนบริเวณที่ต้องการแล้วเช็ด

ส่วนสารฆ่าเชื้อราที่เข้มข้นกว่า ประกอบด้วย...
๑. แอลกอฮอล์ (ethanol, isopropanol)ใช้ที่ความเข้มข้น ๖๐ - ๙๐%. ควรให้ระยะสัมผัส อย่างน้อย ๕-๑๐ นาที
๒. Chlorox bleach หรือ sodium hypochlorites สารนี้ส่วนใหญ่จะรู้จักกัน เป็นสารประกอบคลอรีน มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้ออย่างกว้างขวาง มีราคาถูก และออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว สารละลาย hypochlorite เสื่อมสภาพได้เร็ว ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อสัมผัสอินทรียสาร จึงควรเตรียมใหม่เมื่อใช้และเก็บในภาชนะที่ป้องกันแสงใช้อัตราส่วน๑:๑๐
๓.ไฮโดรเจนเพอรอกไซด์ (hydrogen peroxide)ใช้ที่ความเข้มข้น ๓-๖ % แต่ตัวนี้ระยะเวลาสัมผัสใช้ต้องใช้เวลานานหน่อย (แช่ไว้)
๔. ไอโอโดฟอร์ (Iodophore)ใช้ฆ่าสปอร์ได้ที่ความเข้มข้น ๗๕ ppm (ส่วนในล้านส่วน) ระยะเวลาสัมผัสใช้ต้องใช้เวลานานเช่นกัน
ทราบวิธีกำจัดเชื้อรากันแล้ว ต้องลองนำคำแนะนำที่ได้ไปทดลองทำดู เพื่อบ้านที่น่าอยู่ และผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพด� �takecareDD@gmail.com (เดลินิวส์ออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๑๙ ม.ค.๒๕๕๔)

แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 03 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 07:47 น.)

-----
การกำจัดเชื้อรา หลังน้ำท่วม

1. เมื่อเกิดเชื้อราขึ้นกับวัสดุที่เป็นพื้นแข็ง ให้ใช้น้ำสบู่ แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาขัดห้องน้ำล้างและขัดให้ด้วยแปรงชนิดแข็งจนเชื้อราออกจนหมดจด จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหลาย ๆ รอบจนกว่าจะแน่ใจว่าสะอาด
2. วัสดุที่เป็นเนื้ออ่อน เช่น หนังสือ กระดาษมัน พลาสติก กล่อง ให้ใช้สำลีชุบฟอร์มาลีนเช็ด แล้วตามด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด จากนั้นนำไปวางไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเท และมีแสงแดดส่องถึงเล็กน้อย แล้วปล่อยให้แห้ง 
 3. พรม ฝ้า หรือที่นอน หาก มีเชื้อราขึ้น ให้โยนทิ้งจะปลอดภัยที่สุด เพราะวัสดุที่มีรูอย่างพรม ฝ้า และที่นอนนี้ เป็นวัสดุที่ล้างเชื้อราออกได้ยากมาก และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถล้างออกได้หมดจด 100% ซึ่งถ้าหากยังดันทุรังใช้ต่อไป ความชื้นในห้องก็อาจจะทำให้เชื้อราลุกลาม ฟักตัวได้กว้างขึ้น ทำให้เกิดโรคและเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของผู้อยู่อาศัยไม่รู้ตัว ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่คุ้มกันเลยล่ะ
4. อย่าทาสีหรือแลคเกอร์ทับในบริเวณที่เกิดเชื้อรา ให้ล้างออกให้สะอาดหมดจดก่อน จากนั้นค่อยเริ่มทาสีหรือแลคเกอร์
5. กรณีที่เชื้อราผุดให้เห็นในข้าวของเครื่องใช้ประเภทเครื่องหนังให้ใช้น้ำส้ม สายชูเช็ดหลายๆครั้งจนแน่ใจว่าสะอาด จากนั้นเช็ดครั้งสุดท้ายด้วยน้ำสะอาด น้ำส้มสายชูจะช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดี
6. เฟอร์นิเจอร์ หรือของใช้ที่เป็นไม้เนื้ออ่อน โดยปกติวัสดุเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการขึ้นราเมื่อมีความชื้นอยู่แล้ว ซึ่งมันจะไม่เป็นอะไรมากนักหากนำมาล้างทำความสะอาดภายใน24-48 ชั่วโมงที่พบเชื้อหรือเริ่มสังเกตเป็นดอกเป็นดวงขึ้น แต่ในกรณีที่น้ำท่วมแล้วปล่อยบ้านไว้นานเป็นเดือนๆ ขอแนะนำให้ทิ้งข้าวของเครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้เนื้ออ่อนเหล่านั้นไปอย่างไม่ ต้องเสียดาย เพราะอาจจะฟักตัวเป็นเชื้อราที่อันตรายมากขึ้นได้
 7. ย้ายเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ที่มีราขึ้น(และตอนนี้ได้ทำความสะอาดแล้ว)ไป อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หรือที่แสงแดดส่องถึงสักระยะหนึ่ง คือประมาณ1-2 สัปดาห์ แล้วหมั่นคอยตรวจสอบว่าหลังจากทำความสะอาดแล้วยังมีเชื้อราขึ้นอยู่อีกหรือ ไม่ หากไม่มีก็แสดงว่าสามารถแน่ใจแล้วว่าเราได้ทำความสะอาดเชื้อราออกไปได้อย่าง หมดจดแล้วจริงๆ แต่หากยังพบร่องรอยของเชื้อรา ขอให้นำมาทำความสะอาดใหม่ เพราะมันจะลามได้ง่ายมากถ้าหากวันหนึ่งอากาศชื้นอีกครั้ง
8. วอลเปเปอร์ ใช้กรดซาลิไซลิด ผสมกับแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน 1:5 จากนั้นนำผ้ามาชุบไปเช็ดวอลเปเปอร์ซ้ำๆ ประมาณ 2 รอบ แต่ถ้าหากว่ามีเชื้อราอยู่มาก แนะนำให้รื้อทิ้งแล้วเปลี่ยนวอลเปเปอร์ใหม่จะดีกว่า
9. เสื้อผ้า ผ้าม่าน และผ้าห่ม หาก พบเชื้อรา สามารถฆ่าเชื้อเบื้องต้นได้โดยใช้น้ำร้อนจากนั้นขยี้แล้วซักให้สะอาดหลายๆ ครั้ง และตากในที่ที่มีแสงแดดเท่านั้น เพื่อเป็นการฆ่าเชื้ออีกที
10. งดกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดความชื้นภายในบ้าน หากตัวบ้านเพิ่งมีราขึ้นและได้รับการทำความสะอาดไปใหม่ๆ
ไม่ควรต้มน้ำ ซักผ้า ตากผ้า เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจัด แต่ควรเปิดให้อากาศภายนอกได้ระบายเข้ามาบ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันแดดจัด แม้ว่าจะทำให้คุณร้อนอบอ้าวไปบ้างแต่แสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อราได้ดีเลยทีเดียว

9 เหตุผลที่ควรย้ายจาก Facebook มาใช้ Google+


9 เหตุผลที่ควรย้ายจาก Facebook มาใช้ Google+ [บทความต่างประเทศ]

<< กด Like เพื่อติดตาม


[6-กรกฏาคม-2554] ในตอนนี้ ถ้าพูดถึง Facebook กับ Google+ (Google Plus) คำถามแรกที่จะต้องได้ยินคือว่า Google+ จะมาแข่งกับ Facebook หรือเปล่า? เพราะดูจากฟีเจอร์ที่มีแล้ว ค่อนข้างคล้ายคลึงกับ Facebook พอสมควรครับ ถึงจะไม่เหมือนเป๊ะๆ แต่เชื่อว่า คนที่เคยเล่น Facebook มาก่อน คงจะหันมาเล่น Google+ ได้ไม่ยากเช่นกัน วันนี้ผมมีบทความเกี่ยวกับGoogle+ มาให้อ่านกันครับ ซึ่งเป็นบทความจากเว็บไซต์ macworld.com (แต่ต้นฉบับของบทความนี้ อยู่ที่เว็บไซต์ PCWorld.com ครับ) โดยผู้เขียนให้ได้เหตุผลถึง 9 ข้อด้วยกัน ลองมาดูกันครับว่า ทำไม เราควรย้ายจาก Facebook มาใช้Google+ ครับ

1) Google+ สามารถเชื่อมโยงกับบริการอื่นๆ จาก Google ได้


เชื่อว่า นี่อาจเป็นเหตุผลหลักที่จะช่วยผลักดันให้คนหันมาใช้ Google+ กันมากขึ้นครับ เพราะ Google ได้สร้างGoogle+ ให้เชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์ออนไลน์มากมายที่ Google สร้างสรรค์ไว้ให้ ถ้าคุณอยากจะเช็คเมล Google ก็มี Gmail หรือถ้าหากคุณจะทำการเอกสาร Google เค้าก็มี Google Docs ไว้คอยบริการ รวมไปถึงการค้นหาข้อมูลต่างๆ (Search) Google ก็ขึ้นชื่ออันดับ 1 เรื่อง Search Engine อยู่แล้ว เรียกว่า ใช้แค่อย่างเดียว ก็สามารถทำได้ทุกอย่างนั่นเองครับ ที่สำคัญคือ บริการต่างๆ เหล่านั้น ใช้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ Facebook ยังทำไม่ได้ครับ

2) Google+ บริหารจัดการกลุ่มเพื่อนได้ดีกว่า


ที่ผู้เขียนเค้าบอกว่า Google+ จะสามารถบริหารจัดการกลุ่มเพื่อนได้ดีกว่า ก็เพราะฟีเจอร์ที่มีชื่อว่า Circles นั่นเองครับ ซึ่งในชีวิตจริงนั้น เรามีเพื่อนหลายประเภท และมีวิธีสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ในวิธีที่แตกต่างกันไป จึงทำให้เกิด Circle ขึ้นมาแบ่งแยกว่า อันนี้คือ กลุ่มเพื่อนที่โรงเรียนนะ อันนี้เป็นผู้ร่วมงาน อันนี้เป็นเพื่อนที่มหาลัย ถ้าถามว่า แล้ว Facebook ไม่มีการจัดการแบบนี้หรือ จริงๆ แล้วมีครับ แต่จะทำได้ "ยุ่งยากกว่า" (เค้าให้เหตุผลมาแบบนี้ครับ) เพราะ Groups ใน Facebook เป็นแค่ฟังก์ชั่นที่เพิ่มขึ้นมา แต่ Circles ใน Google+ เป็น "รากฐาน" ที่ Google ได้สร้างขึ้นมานานแล้วนั่นเองครับ

3) Google+ มี Mobile App ดีกว่า

ใครที่ใช้แอนดรอยด์โฟนอยู่ จะพบว่า การจะเข้าคอนเทนต์อะไรซักอย่างจากโทรศัพท์มือถือ ทำได้ง่ายมากครับ อีกทั้ง Google+Mobile App (ผู้เขียนบอกว่า) เป็น App ที่ยอดเยี่ยมมาก ด้วยเหตุนี้ Google จึงกำลังหาทางทำให้แอนดรอยด์โฟน เชื่อมต่อกับGoogle+ ได้อย่างไร้ที่ติ เพื่อเป็นยกระดับ Mobile App ให้ดีขึ้นไปอีก เพราะ Google หวังว่า อยากจะให้ Google+ นั้น เป็นฐานรวมผู้ใช้แอนดรอยด์ที่ใหญ่ที่สุดครับ

4) Google+ หาบทความ/สิ่งที่น่าสนใจ มาแชร์ได้ง่ายกว่า

เหตุผลที่ผู้เขียนบอกว่า Google+ หาของมาแชร์ได้ง่าย เพราะมีฟีเจอร์ที่ชื่อ Sparks ครับ โดยอาศัยข้อมูลจาก Search Engine อย่าง Google นั่นเอง เมื่อเปรียบเทียบกับ Facebook แล้ว Facebook ไม่มี Search Engine ในตัวครับ ถ้าจะหาข้อมูลดีๆ ก็ต้องเปิดเว็บและทิ้งลิงค์เอาไว้ภายหลัง หรือไม่ก็ต้องรอเพื่อนมาแชร์ แต่ถ้าใช้ Google+ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะหมดไปด้วยฟีเจอร์ Sparks ครับ

5) Google+ สามารถดึงข้อมูลกลับมาได้

Facebook นั้น สามารถบริหารจัดการข้อมูลส่วนตัวได้ค่อนข้างยากกว่า Google+ ครับ เพราะข้อมูลส่วนตัวบางอย่าง เราอยากจะเก็บไว้เป็นความลับ แต่ Facebook นั้นจะบังคับให้เราเปิดเผยข้อมูลบางส่วนนั้นเป็น "Public" (สาธารณะ) ไม่ใช่ "Private" (ส่วนตัว) นอกจากนี้ การลบ Account บน Facebook ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกันครับ อีกทั้งถ้าหากลบแล้ว ก็คือลบเลย เกิดวันนึงอยากได้รูปที่เคยโพสลง Facebook ก็เอากลับมาไม่ได้แล้ว เพราะ Account ถูกลบไปแล้ว แต่บน Google+ เราสามารถทำได้ครับ แม้ว่า Account ของเราจะถูกลบไปก็ตาม เพราะบน Google+ มีฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Data Liberation ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งรูป, โปรไฟล์, Stream, Buzz รวมไปถึง รายชื่อผู้ติดต่อ ได้อีกด้วยครับ

6) Google+ มีระบบการ Tag รูปดีกว่า

สำหรับการ Tag รูปนั้น ทั้ง Facebook กับ Google+ สามารถทำได้เหมือนกันคือ จิ้มที่หน้าคนที่เราต้องการจะ Tag แล้วใส่ชื่อ แต่สิ่งที่ผู้เขียน ได้เขียนเพิ่มลงไปก็คือว่า บน Google+ นั้น จะมีการส่งข้อความแจ้งคนที่เราเพิ่งใส่ชื่อ Tag ไปว่า เราได้ Tag เค้าไปนะ ซึ่งตรงนี้ ผมคิดต่างครับ เพราะ Facebook ก็มีระบบแจ้งเตือนเวลาเราโดน Tag รูปเหมือนกัน เลยไม่คิดว่า จุดนี้ Google+จะแตกต่างจาก Facebook ครับ

7) Google+ มีระบบแชทที่เยี่ยมกว่า

จริงๆ แล้วทั้ง Facebook กับ Google+ ก็มีระบบแชทด้วยกันทั้งคู่ เพียงแต่ Google+ อาจจะได้เปรียบกว่าตรงที่ Google เองก็มีระบบแชทที่ชื่อว่า Google Talk อยู่แล้ว ซึ่งได้นำระบบบางอย่างบน Google Talk มาปรับใช้กับ Google+ ครับ ทำให้สามารถใช้ Video Chat ได้, คุยกันเป็นกลุ่ม Circles ได้ แถมด้วยโปรแกรมแชทอย่าง Huddle ซึ่งตรงนี้ถือว่า Google+เหนือกว่า Facebook อยู่หลายขุมครับ

8) Google+ มีระบบการแชร์ที่ปลอดภัยกว่า
ความปลอดภัยในการแชร์ข้อมูลในที่นี้ หมายถึง เวลาที่เราอัพเดทข้อความ, รูป หรืออะไรก็ตามแต่ เราสามารถตั้งค่าได้ว่า ใครกันที่สามารถมองเห็นได้ จะให้เห็นกันทั้ง Circles หรือให้เฉพาะบุคคลเห็น Google+ ก็สามารถทำได้ครับ "แต่" จริงๆ แล้ว Facebook ก็ทำได้เหมือนกันครับ เพียงแต่ว่า ไอคอนการตั้งค่าเล็กเกินไป (สังเกตหน้า Facebook ครับ ด้านล่างที่เราจะโพสข้างๆ ปุ่ม Share จะมีไอคอนรูปแม่กุญแจอยู่) ทำให้หลายๆ คนอาจจะมองไม่เห็น ก็เลยคิดไปว่า Facebook คงทำไม่ได้แน่ๆ แต่ Google+ เค้าดึงฟีเจอร์นี้ออกมาให้เห็นกันชัดๆ ครับ แต่ใครที่เคยตั้งค่าความเป็นส่วนตัวกันไปก่อนหน้านั้น ต้องระวังนิดนึงครับ เพราะทั้ง Facebook กับ Google+ จะจำการตั้งค่าครั้งล่าสุดเอาไว้ ฉะนั้น ก่อนจะโพสอะไร ต้องมั่นใจเลยว่า เราโพสไปหาไม่ผิดคนแน่ๆ

9) Google ดูแลข้อมูลส่วนตัวได้ดีกว่า

ในข้อนี้ ผมไม่ขอให้ความเห็นว่าระหว่าง Facebook กับ Google ใครจะปกป้องข้อมูลส่วนตัวไม่ให้รั่วไหลได้มากกว่ากัน เพราะส่วนใหญ่แล้ว พวกรูปหลุดเอย ข้อมูลหลุดเอย ก็มักจะมาจากเจ้าของมากกว่าครับที่อาจจะตั้งค่าพลาดเอง หรือไม่ก็มาจากกลุ่มเพื่อนเสียมากกว่า

หมดแล้วครับ 9 เหตุผลที่ควรย้ายจาก Facebook มาใช้ Google+ ซึ่งอันนี้เป็นเพียงข้อวิจารณ์ของผู้เขียนจากเว็บไซต์ PCWorld.com เท่านั้นนะครับ Facebook อาจจะไม่ได้แย่ไปทุกข้อตามที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ก็ได้ครับ แต่ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ยังมี Google+ เลยนะ :)

ขอขอบคุณ http://www.techmoblog.com/google-plus/

September 04, 2012

กรมชลฯปล่อยน้ำเข้า(ระบบทดสอบ)กทม.แล้ว

จากท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 672 ลบ.ม.ต่อวินาที และท้ายเขื่อนป่าสักฯ 102 ลบ.ม.ต่อวินาที ยันการปล่อยน้ำผ่านกรุงเทพฯไม่ล้นระบบคูคลองแน่

 มีรายงานข่าวกรมชลประทาน เปิดเผยว่าได้เปิดบานประตูเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปริมาณ 672 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่เมื่อเวลา 20.00 น. ของคืนวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา เพราะน้ำใช้เวลาเดินทาง 24 ชม. กว่าจะมาเข้าสู่ระบบระบายน้ำของสำนักงานระบายน้ำกรุงเทพฯฝั่งตะวันตก ส่วนฝั่งตะวันออก ได้ผันน้ำจากท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่เป็นน้ำฝนตกสะสมไว้จำนวน 102 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปล่อยผ่านเขื่อนพระรามหก ตั้งแต่เวลา 24.00 น. โดยระยะเวลาการเดินทางของน้ำในส่วนนี้ใช้เวลา 20 ชม.เพื่อนำน้ำไปทดสอบระบบการระบายในประสิทธิภาพคูคลอง ที่ได้เตรียมขุดลอกคูคลองไว้รองรับแล้วของกรุงเทพฯในวันที่ 5-7 ก.ย.นี้

สำหรับการผันน้ำฝั่งตะวันตก ระยะทางการไหลของน้ำระดับหน้าตัดของแม่น้ำในส่วนของแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จะอยู่ระดับการไหล 1500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในส่วนแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงอ.บางไทร  จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่ระดับ 2000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การผันน้ำเจ้าพระยาตอนบนจะผันเข้าสู่คลองชัยนาท ป่าสัก คลองโผงเผง เข้าสู่คลองพระยาบรรลือ และเข้าแม่น้ำท่าจีน เพื่อมาลงคลองมหาสวัสดิ์ ช่วงกลางคืนวันที่ 3 ก.ย. และทำการซ้อมการทดสอบประสิทธภาพการระบายน้ำฝั่งตะวันตก 4 กันยายน และทำการทดลองจริงวันที่ 5 ก.ย.

โดยปริมาณน้ำไหลเข้าระบบคลองมหาสวัสดิ์ อยู่ที่ 30 ลบ.ม.ต่อวินาที ศักยภาพลำน้ำรับน้ำได้ 60 ลบ.ม. ต่อวินาที ส่วนฝั่งตะวันออก ผันน้ำจากเขื่อนพระรามหก เข้าสู่คลองระพีพัฒน์ คลองสอง คลองหกวา และคลองลาดพร้าว เข้าสู่ประตูสูบน้ำบางเขน ลงอุโมงค์ระบบระบายน้ำคลองแสนแสบ ในระดับ 3-4 ลบ.ม.ต่อวินาที จากศักยภาพของลำน้ำรับได้ 10 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยซ้อมระบบทดสอบวันที่ 6 ก.ย. โดยปริมาณน้ำเดินทางมาถึงในเวลา 21 .30 น. ของวันที่ 5 ก.ย. แล้ว

ดังนั้นจะไม่่เกิดน้ำท่วมหรือล้นตลิ่งในบางจุดแน่นอน เพราะระดับน้ำที่ปล่อยเข้าสู่ระบบของกทม. ทำให้ปริมาณเพิ่มขึ้นเพียง 35 เซนติเมตร เท่านั้น จากระดับปกติที่ขณะนี้อยู่ต่ำกว่าตลิ่งเกือบ 0.80 เมตร โดยการทดสอบทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ 08.30 น. ถึง 18.00 น. อย่างไรก็ตามต้องจับตาดูระดับน้ำทะเลหนุนในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยจะเป็นตัวเพิ่มระดับน้ำในลำคลองได้อีก 80 เซนติเมตร แต่ช่วงเวลาดังกล่าวคาดว่าจะเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนในช่วงขาลง

ส่วนจุดที่กังวล น้ำอาจเออท้นช่วงคอขวดจุดปลายคลองทวีวัฒนา ถนนเพชรเกษม และใต้สะพานถนนเพชรเกษม รวมทั้งหน้าสถานีตำรวจนครบาลศาลาแดง โดยที่ปลายคลองจะต้องไม่ล้นตลิ่ง อย่างไรก็ตามช่วงอุทกภัยปี 54 คลองมหาสวัสดิ์รับน้ำมากถึง 700 ลบ.ม.ต่อวินาที เช่นเดียวกับในส่วนฝั่งตะวันออก ปี 54 รับปริมาณน้ำถึง 900 ลบ.ม.ต่อวินาที
รวมทั้งปริมาณน้ำที่ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงอ.บางไทร มีปริมาณสูงถึง 5000 ลบ.ม.ต่อวินาที


ขอบคุณ website
http://www.newsrama2.com/news/topic-36025.html

September 03, 2012

AEC หรือ Asean Economics Community

AEC หรือ Asean Economics Community คือการรวมตัวของชาติใน Asean 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง จะทำให้มีผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า (เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)

    Asean จะรวมตัวเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและมีผลจริงๆจังๆ ณ วันที่ 1 มกราคม 2558 ณ วันนั้นจะทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมากอย่างที่คุณคิดไม่ถึงทีเดียว
  

ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียน มี ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา บรูไน

    สาหรับเสาหลักการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC )ภายในปี 2558 เพื่อให้อาเซียนมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ อย่างเสรี และเงินทุนที่เสรีขึ้นต่อมาในปี 2550 อาเซียนได้จัดทาพิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) เป็นแผนบูรณาการงานด้านเศรษฐกิจให้เห็นภาพรวมในการมุ่งไปสู่ AEC ซึ่งประกอบด้วยแผนงานเศรษฐกิจในด้าน ต่าง ๆ พร้อมกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการดาเนินมาตรการต่าง ๆ จนบรรลุเป้าหมายในปี 2558 รวมทั้งการให้ความยืดหยุ่นตามที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงกันล่วงหน้า

    ในอนาคต AEC จะเป็นอาเซียน+3 โดยจะเพิ่มประเทศ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เข้ามาอยู่ด้วย และต่อไปก็จะมีการเจรจา อาเซียน+6 จะมีประเทศ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ อินเดีย






Thank you website http://www.mre-seminar.com/aec-khux-xari

บทแผ่เมตตา เวลาเจอชายถูกใจ

บทแผ่เมตตาเมื่อเจอชายถูกใจ

August 24, 2012

เทศกาล "ชีซี" หรือ "วันวาเลนไทน์จีน"

เทศกาล "ชีซี" หรือ "วันวาเลนไทน์จีน"









เทศกาล "ชีซี" ตรงกับวันแรม 7 ค่ำ เดือน 7 ตามตำนานจของหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า ถือเป็น "วันวาเลนไทน์จีน" ยังมีชื่อเรียกอื่น เช่น "ชีเฉี่ยวเจี๋ย" (乞巧节) เทศกาลขอให้ประสิทธิประสาทความประณีตละเอียดอ่อน "เซ่าหนี่ว์เจี๋ย" (少女节) เทศกาลเด็กสาว หรือ "หนี่ว์เอ๋อร์เจี๋ย" (女儿节) เทศกาลหญิงสาว
       
       นอกจากจะมีการเลี้ยงฉลองของคู่รักแล้ว หญิงชาวจีนจะร่วมกันร้อยด้ายสอยเข็มตามประเพณีดั้งเดิม และอวยพรให้มีความสุข เป็นต้น
       
       ...ตามตำนานวันแห่งความรักของจีน หรือชีซี (七 夕) เล่าว่า วันหนึ่ง จือหนี่ว์(สาวทอผ้า) หนึ่งในเจ็ดนางฟ้าเกิดเบื่อหน่ายชีวิตสุขสบายบนสวรรค์ จึงแอบหนีลงมาบนโลก และแต่งงานกับชายเลี้ยงวัว ซึ่งจือหนี่ว์แอบหลงรักตั้งแต่อยู่บนสวรรค์แล้ว
       
       เมื่อเจ้าแม่หวังหมู่บนสวรรค์ทราบเรื่องนี้ก็พิโรธมาก ลงมาบังคับให้จือหนี่ว์เลือกระหว่างการกลับไปยังสวรรค์ตามเดิม หรือจะให้สามีและลูกๆ ถูกสังหาร นางฟ้าจือหนี่ว์จึงต้องเลือกจากโลกมนุษย์ไป
       
       จากความช่วยเหลือของวัวเฒ่า ชายเลี้ยงวัวได้เดินทางไปตามหาจือหนี่ว์บนสวรรค์ แต่ถูกเจ้าแม่หวังหมู่ขัดขวาง ใช้ปิ่นปักผมของพระนางเสก ‘แม่น้ำเงิน’ ที่ทั้งกว้างและยาว หนุ่มเลี้ยงวัวไม่สามารถข้ามได้ คู่รักจึงถูกพรากจากกัน เจ้าแม่หวังมู่เห็นใจจึงอนุญาตให้ทั้งสองพบกันปีละครั้งในคืนแรม 7 ค่ำ เดือน 7 
       
       ในคืนแรม 7 ค่ำ เดือน 7 นี้ ฝูงนกกระเรียนที่ซาบซึ้งในความรักของทั้งสองได้เหินเรียงตัวกันเป็นสะพาน ให้คู่รักได้ดำเนินมาพบกัน...
       
       นับเป็นตำนานแห่งความรักที่หวานซึ้งที่สุดของจีน และเป็นที่มาของวัน ‘ชีซี’ หรือวันแห่งความรักของแดนมังกร.

ขอบคุณเรื่อง(บางส่วน) และภาพ: Manageronline

ขนมจู๋ ขนมจิ๋ม เรื่องเล่าชาวจีนในไทย ย่านวัดมังกร 


ขนมจู๋-ขนมจิ๋มนี้จะนิยมไหว้กันทั้งสิ้น 7 ชิ้นแทน 7 นางฟ้า หรือ 14 ชิ้น (จู่ 7 จิ๋ม 7) แทนอายุของเด็กที่เจริญวัยผ่านวัย 14 ปีมาได้


1. ขนมจู๋ มีชื่อทางภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "เจี๊ยะลิ้วก้วย (石榴粿)" ที่แปลว่า ขนมทับทิมอันเป็นตัวแทนของเด็กผู้ชาย มีลักษณะนูนสูงคล้ายผลน้ำเต้า แต่ผู้คนมักออกเสียงไปว่า "เซี๊ยะลิ้วก้วย"

2. ขนมจิ๋ม มีชื่อทางภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "ซาเจี่ยวเล้าก้วย หรือ ซากั๊กเล้าก้วย (三角楼粿)" ที่แปลว่า ขนมสามมุมชั้น อันเป็นตัวแทนของเด็กผู้หญิง มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม
เขาจะใช้ไหว้พ่อซื้อแม่ซื้อและเจ็ดนางฟ้ากันในวันที่ 7 เดือน 7 จีน โดยเมื่อบุตรชาย - หญิงมีอายุครบ 15 ปี (คนจีนนับในที่อยู่ในท้องด้วย 1 ปี จึงเท่ากับอายุ 14) จะถือว่าบุตรของเราอยู่รอดมาจนแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวกันแล้ว ชาวจีนจึงนำขนมนี้มาทำการเซ่นไหว้เพื่อเป็นการขอบคุณ

ส่วนผู้ที่ยังไม่มีบุตรก็จะนำขนมนี้มาเซ่นไหว้เพื่อทำการขอบุตร เมื่อไหว้เสร็จแล้วให้ลากลับไปกิน ถ้าต้องการบุตรเพศไหนก็ให้กินขนมเพศนั้น

ขนมจู๋-ขนมจิ๋มนี้จะนิยมไหว้กันทั้งสิ้น 7 ชิ้นแทน 7 นางฟ้า หรือ 14 ชิ้น (จู่ 7 จิ๋ม 7) แทนอายุของเด็กที่เจริญวัยผ่านวัย 14 ปีมาได้ สิ่งนี้ผมจึงอยากนำมาบอกกล่าวเล่าให้ลูกหลานชาวจีนฟังกันเพื่อเราจะได้ทราบและไม่ลืมเลือนวัฒนธรรมอันดีงามของเผ่าพันธุ์มังกรของเรา ... 






ขอบคุณเรื่อง (บางส่วน)และภาพ:Facebook คุณอมเรศ กาลปุตรา

August 22, 2012

รวมเบอร์พิเศษ DTAC AIS TRUE


 DTAC

สำหรับ Dtac รายเดือน

USSD
*102*1*เบอร์# เช็คเป็นเบอร์ dtac หรือไม่
*121# เช็คยอดค่าโทร
*121*1# เช็คนาทีที่โทร สำหรับ Feel Free ต่อวัน
*121*2# เช็คนาทีที่โทร สำหรับ Feel Free ต่อเดือน
*121*3# เช็คค่าโทรที่ตัดบิลแล้ว เหมาะสำหรับแจ้งชำระผ่าน 7-11
*124# สมัครใช้บริการข้ามแดนอัตโนมัติ
*140# สมัคร Goood Bonus
*140*1# แสดงข้อความเพื่อรับสิทธิพิเศษในโครงการ Goood Bonus
*141*เบอร์แฮปปี้*จำนวนเงิน# บริการเติมเงินให้ Happy (คิดค่าธรรมเนียมครั้งละ 2 บาท ไม่รวมภาษี)
*149*เบอร์ปลายทาง# บริการ Call Me Back
*772# ตั้งค่ามือถือสำหรับ GPRS, EDGE

IVR
*119 Ring for U
*1802 Voice Mail Box (ค่าโทรตามโปรที่ใช้)
*1812 บริการ Bill Manager
*1888 ฟัง/เปลี่ยนแพ็คเกจ ยกเลิกบริการเสริม เช็คยอดค่าโทร จ่ายค่าโทรผ่านมือถือ
*1877 ตรวจสอบสิทธิโทรฟรีในวันเกิด
*7102 สมัครบริการ Dtac No. Alert
*767 > รหัสพื้นที่ บริการแจ้งเวลาละหมาด
1678 Dtac Call Centre

สำหรับ Happy

บริการทางลัด
*100*sn+รหัส# เติมเงิน
*101# เช็คยอดเงินคงเหลือ(อังกฤษ)
*101*9# เช็คยอดเงินคงเหลือ(ไทย)
*101*1# เช็คยอดโบนัสคงเหลือ (อังกฤษ)
*101*1*9# เช็คยอดโบนัสคงเหลือ (ไทย)
*101*2# เช็คยอดsms คงเหลือ
*101*3# เช็คยอดmms คงเหลือ
*101*4# เช็คยอดgprs คงเหลือ
*102*1*เบอร์# เช็คเป็นเบอร์ dtac หรือไม่
*102# เช็คการลงทะเบียน dtac sim
*103# เช็คโปรโมชั่น (ไทย)
*103*9# เช็คโปรโมชั่น (อังกฤษ)
*104# เช็ค gprs ตามโปร
*105# เช็ค gprs
*106# เช็คโบนัส vasup คงเหลือ
*107# sf movie sim
*108# เช็คยอดใช้งานระหว่างเดือน (ไทย)
*108*9# เช็คยอดใช้งานระหว่างเดือน (อังกฤษ)
*110# ใจดีให้ยืมเงิน 30฿ (ค่าบริการ 2 บาท)
*111*1*วัน# ใจดีแลกวัน
*111*2*วัน# ใจดีแลกเงิน
*112*เบอร์*จำนวนเงิน# โอนเงิน (ค่าบริการ 2 บาท)
*113*จำนวนวัน30/90/180# ใจดีแจกวัน (ค่าบริการ 3/9/12 บาท)

บริการตอบรับอัตโนมัติ
*1000 เติมเงิน
*1001 เช็คยอด
*1002 ลงทะเบียนซิม
*1003 เลือกโปรโมชั่น
*1004 โปรบริการเสริม
*1006 เช็คยอด vasup
*1008 Happy Go Inter
*1010 ใจดีให้ยืม (ค่าบริการ 2 บาท)
*1013 ใจดีแจกวัน
*1020 Happy บัญชีสะสมสุข
*1021 ใจดีแปลให้ (ค่าใช้จ่ายตามโปรที่ใช้)
*1025 Happy RED card
*119 เสียงเพลงรอสาย Ring For U (คนจ่ายไม่ได้ฟัง คนฟังไม่ได้จ่าย 37 บาท/เดือน)
*799 Happy เพลงฮิตจี๊ดจ๊าด
*1808 จส.100
*77 แจ๋ว (บริการแจ้งหมายเลขที่ไม่ได้รับ)
*7102 ใจดีแจ้งเครือข่าย (บริการแจ้งเครือข่ายขณะโทรออก)
*1802 Happy Voice Mail Box (ค่าโทรตามโปรที่ใช้)
1678 Happy Call Center (ครั้งละ3 บาท)



TRUE

*9344 ซื้อวัน 5-/30วัน
#123# เช็คยอดเงิน 


บริการทั่วไป 
1331 Customer Support สำหรับสอบถามข้อมูลทั่วไป 
2222 True Move Assistant ผู้ช่วยอารมณ์ดีคอยจัดการ เรื่องดาวน์โหลด Ringtone แถมยังช่วยตั้งเสียงรอสาย Color Ring ให้คุณได้อีกด้วย 
5555 Music Gangster บริการด้านเสียงเพลงต่างๆ แบบ Ringtone , ร่วมสนุกชิงรางวัล, Song Dedication บอกความรู้สึกผ่านเสียงเพลง และ News 
8888 สมัคร หรือเปลี่ยนแปลงบริการ True Move Color Ring รอสายเป็นเป็นเสียงเพลง 
9100 ช่วยจัดการเรื่องบริการโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ Answer Phone 
9778 Product And Service IVR บริการรับฟังข้อมูลบริการและโปรโมชั่น
ผ่านระบบตอบรับอัตโนมัติ 
9779 บริการตั้งค่า GPRS ผ่านระบบตอบรับอัตโนมัติ 

ลูกค้าแบบรายเดือน 
9777 บริการสอบถามยอดค่าใช้บริการผ่านระบบตอบรับอัตโนมัติ 

ลูกค้าแบบเติมเงิน 
9300 หมายเลขกลางเพื่อใช้เข้าสู่บริการอื่นๆ 
9302 บริการเรื่องตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ และวันหมดอายุ 
9301 บริการเรื่องเติมเงิน 9303 บริการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ของตัวเอง 
9304 บริการเลือกภาษาที่ใช้ในบริการ เพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูล 9305 บริการตรวจสอบและเปลี่ยนแพคเกจ ( โปรโมชั่น ) 
9306 บริการตรวจสอบหมายเลขคนสนิท ( F&F ) เฉพาะโปรโมชั่นลูกค้าที่มีเบอร์คนสนิท 9331 บริการตรวจสอบและเปลี่ยนแพคเกจ ( โปรโมชั่น ) สำหรับลูกค้าแบบเติมเงิน หรือ ลูกค้าทั่วไป ที่ต้องการใช้แพคเกจ ( โปรโมชั่น ) แบบเติมเงิน 


 AIS

GSM Advance
*911#  = เช็คยอดเงินส่วนเกินจากโปรโมชัน,VASและเวลาใช้งานGPRS (ฟรี)
*96#  = เช็คยอดค้างชำระ (ฟรี)
*678#  = ตรวจสอบโปรโมชันปัจจุบัน (ฟรี)
*545  = ฟังสิทธิพิเศษ (ฟรี)
*545#  = เช็คเบอร์โทรของตัวเอง (ฟรี)
* 43#  = เปิดรับสายเรียกซ้อน (ฟรี)
*141  = สมัครบริการMiss Call Alert (ฟรี)
*99  = ฟังVoice Mail (ฟรี)
*292*เบอร์1-2-Call*จำนวนเงิน#  = เติมเงินให้เบอร์1-2-Call (ครั้งละ 2.14 บาท รวมVATแล้ว/ จำนวนเงิน = 20,50,100,200,300,400,500)
*292#  = เช็ควงเงินคงเหลือที่สามารถเติมให้เบอร์1-2-Call (ฟรี)
*515  = สมัครบริการPrivate Number (ฟรี)
*189  = สมัครบริการCall Screening (นาทีละ 3.21 บาท รวมVATแล้ว)
*180  = รับการตั้งค่าGPRS/EDGE (ฟรี)
*900  หรือ *900#  = รับWAP Linkเพื่อโหลดโปรแกรมAIS mobile Internet Menu (ฟรี)
*789  = Calling Melody (ครั้งละ 5.35 บาท รวมVATแล้ว)
*855  = M2G:ส่งเพลงให้เพื่อน (นาทีละ 3.21 บาท รวมVATแล้ว)
*555  = mPay (ฟรี)

1-2-Call
*120  หรือ *120*รหัสบัตรเติมเงิน#  = เติมเงินให้หมายเลขตัวเอง (ฟรี)
*130  หรือ *130*เบอร์1-2-Call*รหัสบัตรเติมเงิน#  = เติมเงินให้หมายเลขอื่นในระบบ1-2-Call (ฟรี)
*121  หรือ *121#  = เช็คยอดเงินและจำนวนวันคงเหลือ (ฟรี)
*121*1#  = เช็คยอดเงินและวันหมดอายุของโบนัสค่าโทร (ฟรี)
*139#  = เช็คยอดคงเหลือแพ็คเกจSMS,MMSและGPRS (ฟรี)
*777#  = เช็คโปรโมชันที่ใช้งานอยู่ (ฟรี)
*545#  = เช็คเบอร์โทรของตัวเอง (ฟรี)
*140  = บริการโอนเงิน,โอนวันให้หมายเลขอื่นในระบบ1-2-Call (โทรฟรี/ค่าโอนครั้งละ 3 บาท)
*125  หรือ *125*1#  = สมัครบริการข้ามแดนอัตโนมัติหรือโรมมิ่ง (ฟรี)
*131*รหัสประเทศหมายเลขโทรศัพท์#  = โทรออกเมื่ออยู่ต่างประเทศ
*222หมายเลขปลายทาง  = บริการออกให้(หน่อย)นะหรือเก็บเงินปลายทาง - -" (ฟรี)
*43#  = เปิดรับสายเรียกซ้อน (ฟรี)
*141  = สมัครบริการMiss Call Alert (ฟรี)
*99  = ฟังVoice Mail (ฟรี)
*515  = สมัครบริการPrivate Number (ฟรี)
*136  = สมัครบริการCall Screening (นาทีละ 3 บาท รวมVATแล้ว)
*180  = รับการตั้งค่าGPRS/EDGE (ฟรี)
*900  หรือ *900#  = รับWAP Linkเพื่อโหลดโปรแกรมAIS mobile Internet Menu (ฟรี)
*789  = Calling Melody (ครั้งละ 5 บาท รวมVATแล้ว)
*855  = M2G:ส่งเพลงให้เพื่อน (นาทีละ 3 บาท รวมVATแล้ว)
*555  = mPay (ฟรี)

August 20, 2012

ไฮโซหมื่นล้าน 'ธีรวัลคุ์ ปังศรีวงศ์' มหาเศรษฐีแห่งความสุข


'ก้มได้แต่ไม่คลาน...' ไฮโซหมื่นล้าน 'ธีรวัลคุ์ ปังศรีวงศ์' มหาเศรษฐีแห่งความสุข! - ข่าวไทยรัฐ

'ก้มได้แต่ไม่คลาน...' ไฮโซหมื่นล้าน 'ธีรวัลคุ์ ปังศรีวงศ์' มหาเศรษฐีแห่งความสุข!
 การแต่งงานและการไม่ปรากฏตัวในงานสังคมเท่าไหร่...!

ดูเหมือนจะไม่มีผลกับไฮโซสาวทายาทเจ้าของธุรกิจหมื่นล้านคนนี้
เพราะทุกครั้งที่มีการจัดอันดับไฮโซที่น่าจับตา จะมีชื่อของเธอแทบทุกครั้งไป


ไม่ใช่เหตุผลพูดไม่เก่งจึงไม่ออกงาน เพราะหากใครมีโอกาสได้นั่งคุย
จะพบว่าเธอเป็นนักเล่าเรื่องตัวฉกาจ ทั้งลีลา ถ้อยเจรจาความใช่เล่นซะเมื่อไหร่
เจอกันลองถามเรื่องลับๆ ฮาๆ เกี่ยวกับงานที่โรงแรม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกค้าแอบขโมยตัดพรมใต้เตียง
หรือเรื่องลูกค้าขโมยเครื่องปิ้งขนมปังไป หรือเรื่องซื้อที่สร้างโรงแรมบนเกาะ
แต่เจ้าหน้าที่จะเอาที่จอดรถ 20 คัน ซะอย่างนั้น ฯลฯ

เรื่องเล่าเบื้องหลังมากมายชนิดที่เขียนออกมาเป็นพ็อกเกตบุ๊กได้เป็นเล่มๆ
เลยทีเดียว  

ที่โรงแรมเคป พันวา ภูเก็ต ในบรรยากาศงดงาม
ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้พูดคุยในมุมที่หลายคนไม่รู้ ทั้งเรื่องส่วนตัว
เรื่องการบริหาร กระทั่งการค้นพบความสุข และปรัชญาในการใช้ชีวิต ของ แวว ธีรวัลคุ์
ปังศรีวงศ์ ไฮโซสาวเศรษฐีหมื่นล้าน ทายาทสาวเจ้าของโรงแรมเคป พันวา ภูเก็ต



งาน ภารกิจที่กลมกลืนกับชีวิต...

นี่เสื้อที่ใส่ก็ยังยับๆ
ไม่ได้รีดเลยนะเนี่ย...แววเริ่มประโยคคุยด้วยเสียงหัวเราะสดใส
หลังแซวความเซอร์แบบไม่มีพิธีรีตองในตัวเอง

“งานหลักตอนนี้แววรับผิดชอบหลายอย่าง ทั้งการตลาด แต่หลักๆ
ก็เรื่องซื้อที่ดินให้คุณพ่อดูรวมๆ ที่เหลือก็ดูแลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
แต่จะให้ดูทุกอย่างก็คงไม่ไหว อย่างคอนเซปต์ การตกแต่ง ยูนิฟอร์ม
โดยใช้ประสบการณ์ที่ไปเที่ยวเมืองนอกมาประยุกต์ว่าเทรนด์เป็นอย่างไรมาปรับใช้กับโรงแรม
อย่างตอนนี้ก็บุกไปหัวหิน ระยอง ที่อยุธยาก็กำลังจะขึ้นตึกที่ 2
ซึ่งโชคดีที่เกษมกิจเรามีทีมที่แข็งแรง นี่ก็ 5 ปีที่มาอยู่ทำงานที่นี่ ก็ค่อยๆ
ปรับตัวกันไป”

เคล็ดลับ เมื่อเจอปัญหา...


แวว บอกว่า เป็น 5 ปี ที่ถือว่าไม่ยาวนาน ซึ่งปัญหาใหญ่ที่เจอ อันดับแรกคือเรื่องคน

“คนก็มีทั้งดี-ไม่ดี เราก็พยายามเก็บคนที่ดีให้อยู่กับเรานานที่สุด
แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือปัญหาจากภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น น้ำท่วม
เกิดความขัดแย้งทางการเมือง การประท้วงบ่อย โดยเฉพาะการเปลี่ยนนโยบาย อย่าง 300 บาท
จริงๆ โรงแรมทั่วไป
โดยเฉพาะโรงแรมที่ตั้งมาสักระยะอย่างเราไม่ได้เดือดร้อนมากขนาดนั้น
เพราะพนักงานส่วนใหญ่ได้เงินเกินอยู่แล้วแต่สิ่งที่ทำให้คนทำธุรกิจโรงแรมงงก็คือ
พอนโยบาย 300 บาทออกมาปุ๊บ กรมสวัสดิการฯ พูดอย่าง กรมแรงงานฯ พูดอย่าง
สรุปจะให้เราทำอย่างไร เรื่องทิศทางของภาครัฐไม่ชัดเจน ทำให้เราเหนื่อยมาก
งบก็ปิดไม่ได้”


ถามว่าแก้ไขปัญหาอย่างไร...? แววบอกว่าก็ใช้วิธีแถ แบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป

“อย่างเรื่อง 300 บาท สมาคมโรงแรมฯ ก็เรียกประชุมกันทุกอาทิตย์ว่าจะเอาอย่างไร 2-3
เดือนก็ไม่ได้ข้อสรุป ก็ใช้วิธีใครบอกอย่างไรก็ทำไป
อีกเรื่องหนึ่งที่คนทำธุรกิจโรงแรมจะงงมากก็คือกฎหมายสิ่งแวดล้อม อย่าง จ.ภูเก็ต
มีโรงแรม 50% เท่านั้นที่มีใบอนุญาตประกอบการโรงแรม และหนักกว่านั้น 80%
ไม่เคยตรวจค่าสิ่งแวดล้อม ค่าน้ำเสีย ค่าน้ำทิ้ง เราเอาหัวเป็นประกัน
คำถามก็คือแล้วอยู่กันได้อย่างไร ซึ่งโรงแรมแววส่งทุกครั้งไม่เคยขาด ผิดก็แก้ๆ
ไปเรื่อยๆ ตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง
แต่พอเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ชุดใหม่ก็ให้เราแก้อีกแล้ว
แต่กับโรงแรมที่ไม่เคยส่งตรวจค่าสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ รัฐก็จะไม่ไปยุ่งกับเขา
ซึ่งเยอะมาก”

ปัญหาโลกแตก...

แววยกตัวอย่างอีกว่า
เรื่องการไปขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมบนเกาะแห่งหนึ่งที่ต้องนั่งเรือข้ามไป
ก็บอกว่าเราจะเปิด 25 ห้อง เขาบอกว่าต้องมีที่จอดรถ 10 คัน


“เราก็ถามคุณคะ มันต้องนั่งเรือไป แล้วจะเอาที่จอดรถไว้ทำไม
เขาบอกว่าไม่รู้แต่กฎหมายโรงแรมต้องมี 10 คัน มันเจอเรื่องแบบนี้ทุกวัน
หรือเรื่องการทำหลังคาต้องสีเขียวเท่านั้นเพื่อสิ่งแวดล้อม
อันนี้เป็นเรื่องที่เหนื่อยมากสำหรับเราที่จะทำความเข้าใจกับระบบราชการ
หลายคนก็พูดไม่เหมือนกัน นี่คือปัญหาใหญ่ที่เราพบและแก้ไขไม่ได้
ซึ่งก็พยายามทำดีที่สุด”

บริหารแบบคอมมอนเซนส์...

คุ้นหูหรือยังกับคำว่านักบริหารสาว แววปฏิเสธบอกกับคำนี้เพราะไม่เก่งการเจรจา
และการจับโน่นนี่ มาดิวกัน แววเรียกการทำงานของตัวเองว่าธุรกิจครอบครัว
คือเห็นอะไรดีก็ทำไป

“อย่างเวลาคุณพ่อ (ธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์) บริหารประชุมตามโรงแรม
สิ่งที่ท่านไม่ดูเลยก็คืองบประมาณ การเงิน คุณพ่อสอนเลยว่าอย่าดูก่อน
เพราะว่าดูก่อนเท่ากับโง่ เราก็บอกว่าจะโง่ได้อย่างไร
ท่านสอนว่าทำให้ดีที่สุดเงินก็จะมา
อย่าไปเชื่อพวกมาร์เก็ตติ้งที่บอกว่าให้ใส่โน่นนี่ลงไป
มันแค่เปลือกนอกแบบนี้ไม่ยั่งยืน สิ่งที่นักเที่ยวดูจากโรงแรมก็คือ อาหารอร่อย
ห้องทำสะอาดไหม พนักงานแต่งตัว บริการทำให้แขกพอใจไหม ถ้าพอใจเงินก็มา
แต่ถ้าไปดูเงิน โอ้โห้ทำของดีๆ มันแพง เมื่อแพงก็ตัดพนักงาน ตัดเงิน ตัดผงซักฟอก
ตัดต้นไม้ ตัดดอกไม้ ตัดๆๆ ซึ่งเมื่อของมันห่วย คุณภาพมันต่ำ เงินก็ไม่มา”

ดังนั้นหน้าที่ของเราก็คือทำตัวเราเองให้ดีที่สุดไม่ต้องห่วงเรื่องทุ่มเงิน
แววเป็นผู้บริหารที่ใช้คอมมอนเซนส์ในการบริหารงาน คือเห็นอะไรดีก็ทำ
อะไรไม่ดีเราก็ปรับปรุง

ชีวิตคู่ ที่คี่บ้างก็ได้...

กลับมาถามเรื่องชีวิตคู่ แววบอกว่า บางทีก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา

“สามี (เบน เตชะอุบล ทายาทกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป) แววก็บ้างาน
บ้ามากกว่าแววซะอีก (หัวเราะ)
ซึ่งการแต่งงานกันมันทำให้ชีวิตคู่พะรุงพะรังน้อยลงกว่าไม่แต่งงาน
ประมาณว่าคนนี้ฉันจองเอาไว้แล้ว (หัวเราะ) ประกาศว่าเป็นฉัน
ส่วนใหญ่เรื่องงานก็มีปรึกษาขอคำแนะนำบ้าง บางที่เขาก็ถามเราว่ามีความเห็นอย่างไร
แต่โดยรวมแล้วพี่เขามีความเป็นนักธุรกิจมากกว่าแววมาก”



วิถีชีวิตคู่...

สำหรับการวางแผนชีวิตคู่ แววบอกว่า ตั้งใจจะให้มันสมดุลกัน
ก็พยายามกินข้าวด้วยกันทุกวันตอนเย็น วันเสาร์-อาทิตย์ก็พยายามเจอกันเที่ยวกันบ่อยๆ
ส่วนใหญ่ไลฟ์สไตล์เราไปด้วยกันได้ ต่างกันที่เขาชอบออกกำลังกาย
แต่เราจะขี้เกียจกว่า ชอบทำอาหารอยู่กับบ้าน

“ส่วนเรื่องอนาคตก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่วางแผนเอาไว้ว่าสักปลายปีจะเริ่มมีลูก
ตอนนี้ก็พยายามไม่เครียด โชคดีทำงานกับที่บ้าน
ซึ่งถ้ามีลูกตั้งใจเอาไว้ว่าก็จะทำห้องนอนลูกในออฟฟิศ (หัวเราะ)
โชคดีที่ชีวิตเราเลือกได้”

เมื่อตามหา จึงได้เจอ 'ความสุข'...

แววบอกว่าตอนนี้ชีวิตกำลังลงตัวทั้งการทำงานที่มีความสุข ได้ทำในสิ่งที่รัก
ชีวิตคู่ก็มีความสุข มีคนที่เข้าใจอยู่เคียงข้าง ได้ทำอาหาร ได้ไปเที่ยว
ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ มีเพื่อนดีๆ มากินข้าวบ้าง

“ชีวิตแววค่อนข้าง “Simple”
เราไม่ได้มีความสุขกับการมีเจ็ทมารับไปกินข้าวที่นอร์มังดี กริลล์ทุกวัน ไม่ใช่
แววถือว่าชีวิตนี้โชคดีแล้วที่มีแฟนแบบนี้ มีคุณพ่อ คุณแม่ มีเพื่อนดีๆ แบบนี้
สิ่งที่ดีที่สุดของเรา แววเจอคนที่อยู่รอบตัวดีๆ ซึ่งถือว่าเป็นบุญของแววมาก
ได้เจอแต่บัณฑิต พาเราไปหาสิ่งที่ดีๆ ขึ้น ชวนไปทำบุญ ชวนไปอ่านหนังสือ
ไปเที่ยวก็พาไปที่ดีๆ เป็นข้อที่เราดีใจที่สุด พูดได้ว่าวันนี้เราค้นพบความสุขแล้ว”

สุดท้ายถามว่า อีก 5 ปี ความสุขที่ามันจะเคลื่อนย้ายไปไหม...

“แน่นอน มันต้องเคลื่อนบ้าง เด็ก ความสุขก็คือได้กินของอร่อย เรียนแล้วได้เกรดดี
แต่ตอนนี้ก็ได้สามีดีๆ มีคู่ชีวิตดีๆ การงานที่ดี อนาคตอยากจะมีลูกที่น่ารัก
การงานก็คงอยากจะให้เจริญกว่านี้ มันเป็นกิเลสหรือเปล่าไม่รู้”

แววกล่าวปิดท้ายกับคำถามที่ว่า รู้สึกอย่างไรกับคำว่าไฮโซบ้างาน
แม้จะรู้สึกว่าไม่ได้บ้างาน แต่ก็ยังดีกว่าเรียกว่าอย่างอื่นนะคะ



ล้อมกรอบ

1.หนังสือโปรด - แววชอบ The Great Gatsby เป็นเรื่องเกี่ยวกับยุค 1920
ที่เกี่ยวกับสังคมสมัยนั้น โดยเส้นหลักเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ

2.หนังโปรด-ฟ้าทะลายโจร เธอชอบหนังเรื่องนี้มาก เนื่องจากตอนที่เรียนอยู่ที่ลอนดอน
จู่ๆ สำนักข่าว BBC ก็พูดภาษาไทยเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ พอดูปุ๊บ สีสวย เพลงเพราะ
และกับการแกล้งให้เชย จนไม่เชยทำให้ชอบมาก

3.ของสะสม- ตอนเด็กๆ แววสะสมทุกอย่าง
แต่ยิ่งโตก็ยิ่งเบาไม่ได้สะสมอะไรเป็นจริงเป็นจังเลย อย่างเครื่องประดับ ชอบถึงซื้อ


4.ปรัชญาในการใช้ชีวิต- 1.ต้องรู้จักตอบแทนคนที่มีพระคุณ เพราะคนกตัญญูจะเจริญ
2.ก้มได้แต่อย่าคลาน เพราะในชีวิตเราบางอย่างก็ต้องยอมได้ แต่ต้องไม่คลาน
ต้องมีหลักการในชีวิต โดยเฉพาะการทำธุรกิจบางทีก็ต้องยอม ต้องเอาใจคน
แต่สิ่งนั้นถ้ามันต้องผิดหลักการของตัวเองจะไม่ทำ ต่อให้ตายยังไงก็ไม่ทำ

5.ไอดอล -1.คุณพ่อ แม้ภายนอกจะดูเฮฮา สนุก แต่ท่านจะมีปรัชญาในการใช้ชีวิตที่สูงมาก
2.สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ซึ่งพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณกับพวกเรามาก และสุดท้ายน้าน้อง-กอบกาญจน์
วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เจอกันทีไรก็น่ารัก
และเก่ง ซึ่งแววอยากจะเหมือนเขา

6.ถามว่าชีวิตที่ต้องเฟอร์เฟกต์มันจะมีความสุขไหม - แววบอกว่า
ถ้าเป็นการทำงานก็โอเค แต่ชีวิตส่วนตัวเราไม่ค่อย ปล่อยไปตามสบายๆ

7.เกษมกิจ โฮเทลส์ เป็นเจ้าของและผู้บริหารงานโรงแรมชั้นนำ แบ่งเป็น 3 แบรนด์
ประกอบด้วย เคป โฮเทล คอลเลกชั่น, แคนทารี คอลเลกชั่น, และคามิโอ คอลเลกชั่น
ปัจจุบันมีทั้งหมด 15 โรงแรมทั่วประเทศไทย
ในแต่ละคอลเลกชั่นให้บริการที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกในระดับมาตรฐานสูงสุดสำหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย
เคป โฮเทล คอลเลกชั่น ให้ความหรูหราสำหรับแขกที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด
www.capecollection.com

8.แคนทารี คอลเลกชั่น ให้บริการห้องพักที่เพียบพร้อมทั้งระยะสั้น และระยะยาว
ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
 www.kantarycollection.com คามิโอ คอลเลกชั่น
ให้บริการที่พักสำหรับนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว คุ้มค่าทุกความต้องการ

http://www.kameocollection.com และ www.kameocollection.com

ขอบคุณข่าว :ไทยรัฐออนไลน์
  1 สิงหาคม 2555